ข้าพเจ้านายทักษิณ เพ็ชรรักษา ประเภท บัณฑิตจบใหม่  A 02-(3) ตำบลศรีสว่าง อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์

       หลักสูตร: AG02-(3) โครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ยุค 4.0 และยกระดับมาตรฐานสินค้า OTOP ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยสู่ตำบล เพื่อสร้างรากแก้วให้ประเทศ 

        ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานกับทีมงานและอาจารย์ประจำหลักสูตร เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม  ถึงสิ้นเดือนกันยายน 2564 ณ ชุมชน 10 ชุมชน ในตำบลศรีสว่าง อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์

        ในบทความครั้งนี้เราจะมาเพิ่มความรู้เกี่ยวกับไหม ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในครั้งนี้

เส้นไหม..ใยหนอน


        เส้นไหมนั้นเกิดจากส่วนของต่อมไหม ต่อมไหมมีอยู่ในตัวหนอนไหมมาตั้งแต่กำเนิด แต่จะพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงหนอนไหมวัย 5 เส้นไหมเมื่อยังอยู่ในต่อมไหมจะมีลักษณะเป็นของเหลว

เมื่อต่อมไหมเจริญเต็มที่จนเข้าไปเบียดส่วนของกระเพาะอาหาร จะทำให้หนอนไหมไม่สามารถกินอาหารต่อไปได้ ต่อมไหมจะเกิดกระบวนการบีบตัวเองให้ของเหลวที่อยู่ข้างในพ่นออกมาทางรูพ่นเกิดเป็นเส้นใยไหมขึ้น

พันธุ์ไหม


  • พันธุ์ไทยพื้นบ้าน                                                                                                                                                       เป็นพันธุ์ไหมดั้งเดิมของไทยที่มีการอนุรักษ์สืบทอดกันมา รวมทั้งพันธุ์ไหมที่มีการปรับปรุงให้มีคุณสมบัติดีขึ้น โดยมีการพัฒนาพันธุ์ในประเทศไทยที่ใช้เฉพาะพันธุ์ไหมไทยดั้งเดิมเป็นเชื้อพันธุ์เท่านั้น (สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ, 2549) คุณลักษณะรังไหมมีสีเหลือง รูปร่างคล้ายกระสวย ให้เส้นใยยาวประมาณ 250 – 350 เมตรต่อรัง ได้แก่ พันธุ์นางเหลือง, พันธุ์นางลาย, พันธุ์สำโรง, พันธุ์นางน้อยศรีสะเกษ 1 และพันธุ์ สำโรง x นางน้อยศรีสะเกษ 1 เป็นต้น
  • พันธุ์ไทยปรับปรุง                                                                                                                                                      เป็นพันธุ์ไหมพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาหรือปรับปรุงขึ้นในประเทศไทย โดยมีเชื้อพันธุ์ทั้งหมด หรือบางส่วนมาจากพันธุ์ไหมที่มิใช่พันธุ์ไทยพื้นบ้าน (สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ, 2549)
  • พันธุ์ต่างประเทศ

                เป็นพันธุ์ไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่นำ

เข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

รูปแบบการเลี้ยงไหม


        การเลี้ยงไหมส่วนใหญ่เป็นลักษณะอาชีพเสริมรายได้แบบพื้นบ้าน อาศัยองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สืบทอด           จากบรรพบุรุษผสมผสานกับวิชาการแผนใหม่ ใช้แรงงานในครอบครัวและเวลาว่างที่มีอยู่ ผลผลิตที่ได้เป็นรังไหมสีเหลือง และเส้นไหมดิบสีเหลือง เกษตรกรที่ผลิตไหมหัตถกรรมมีจำนวนร้อยล

ะ 94 ของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พันธุ์ไหมที่ใช้มีดังนี้

       1. พันธุ์ไทยพื้นบ้าน
         เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะทำการเลี้ยงไหมแบบกระด้งในบริเวณตัวบ้านหรือใต้ถุนบ้าน ต้นหม่อนปลูกในบริเวณบ้านหรือตามหัวไร่ปลายนา มิได้ปลูกเป็นแปลงขนาดใหญ่ พร้อมทั้งทำการต่อพันธุ์ไหมเพื่อผลิตไข่ไหมไว้เลี้ยงเองเป็นส่วนใหญ่ มีเป็นส่วนน้อยที่รับไข่ไหมจากทางราชการ เกษตร

กรกลุ่มนี้ประมาณ 3,000 ครัวเรือน เป็นเกษตรกรในโครงการพระราชดำริและหรือสมาชิกศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

        2. พันธุ์ไทยปรับปรุง
             2.1 พันธุ์ไทยปรับปรุงพื้นบ้าน
        กลุ่มเกษตรกรมีลักษณะคล้ายกับเกษตรกรที่เลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน แต่พันธุ์ไหมที่ใช้เป็นพันธุ์ไหมไทยปรับปรุงพื้นบ้านที่ได้รับจากทางราชการและคงเลี้ยงต่อพันธุ์ใช้เอง

              2.2 พันธุ์ไทยลูกผสม

         เกษตรกรกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีวิธีการเลี้ยงและการจัดการในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน มีการรวมกลุ่มและสร้างระบบเครือข่ายกับโรงสาวไหมชุมชน พื้นที่ปลูกหม่อนโดยเฉลี่ยมีจำนวน 0.5 – 2.0 ไร่/ครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีเกษตรกรบางกลุ่มที่ทำการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยลูกผสมเป็นอาชีพหลัก มีการสร้างโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไหมพร้อมวัสดุอุปกรณ์การเลี้ยงไหมที่จำเป็นเช่นเดียวกับการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม อีกทั้งในรอบปีของการเลี้ยงไหมเกษตรกรอาจมีการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุงพื้นบ้านสลับกับการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยลูกผสมอีกด้วย                                                       

  * พันธุ์ลูกผสม ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ในประเทศโดยส่วนราชการ/บริษัท/โรงสาวไหม และมีการส่งเสริมให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกเลี้ยงเพื่อจำหน่ายรังไหมให้แก่บริษัท/โรงสาวไหมที่เป็นคู่ค้า นำไปสาวด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่

*พันธุ์ลูกผสมที่ผลิตจากต่างประเทศ บริษัท/โรงสาวไหมเป็นผู้นำไข่ไหมพันธุ์ดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกเลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายรังไหมให้แก่บริษัท/โรงสาวไหม เช่นเ

ดียวกับข้อ 1

 

การฟอกย้อมสีเส้นไหม


            เส้นไหมประกอบด้วยโปรตีน 2 ส่วนคือส่วนที่เป็นเส้นใยเรียกว่า ไฟโบรอิน มีอยู่ประมาณ 62.5 – 67.0% และกาวไหมเรียกว่า เซริซิน มีประมาณ23 – 27.5% นอกนั้นเป็น ไขมั

น น้ำมัน แร่ธาตุต่างๆ และน้ำ เป็นต้น ในการฟอกย้อมสีไหม สิ่งแรกจะต้องฟอกกาวของเส้นไหมเพื่อขจัดกาวและสิ่งสกปรกต่างๆ ออกก่อนแต่ต้องคำนึงถึงพันธุ์ไหม เนื่องจากเส้นไหมต่างกันจะมีเปอร์เซ็นต์ของ

กาวที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นระยะเวลาในการต้มฟอกกาวจะแตกต่างกันไปด้วย นอกจากนี้ขนาดเข็ดหรือไจของเส้นไหมที่นำมาฟอกย้อมควรจะมีขนาดพอเหมาะคือโดยประมาณ 100 กรัม/เข็ด หากขนาดใหญ่จนเกินไปจะทำให้การฟอกกาวออกจากเส้

นไหมไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะเส้นไหมที่อยู่ด้านในของเข็ดก็จะมีเปอร์เซ็นต์กาวติดอยู่มากกว่าด้านนอก การกระตุกเส้นไหมเพื่อให้เรียงเส้นก็ทำได้ยาก เส้นไหมจะพันกันเมื่อย้อมสีจะทำให้เส้นไหมทั้งเส้นเข็ดติดสีไม่สม่ำเสมอกัน ส่งผลให้ผ้าไหมไม่ได้มาตรฐาน

วัสดุธรรมชาติที่ใช้ย้อม

       ครั่ง เป็นแมลงที่มีสีแดง มักสร้างรังบนต้นจามจุรี หรือฉำฉา ใช้เป็นวัสดุย้อมไหม และฝ้าย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ย้อมไหมได้สีแดงถึงสมพู สีคงทนต่อแสงและการซักดีมาก ยังมีพันธุ์ไม้ในท้องถิ่นที่ย้อมไหมได้สีชมพูอมแดง หรือแดงอมน้ำตาล เช่น เปลือกต้นธนนไชย เปลือกต้นนนทรี เป็นต้น

       แก้ว หรือตะไหลแก้ว แก้วพริก จ๊าพริก แก้วขาว แก้วขี้ไก่ เขี้ยวขี้ควาย ใช้ใบสดย้อมไหมได้สีเขียวอ่อนอมเหลือง สีคงทนต่อแสง และการซักถึงดีปานกลาง ใบสดของต้นหูกวาง ใช้ย้อมไหมได้ไหมสีเขียวเช่นกัน

        ดาวเรือง หรือคำปูจู้หลวง (ภาคเหนือ) หรือพอทู ในภาษากะเหรี่

ยง-แม่ฮ่องสอน กลีบดอกใช้ย้อมไหมได้สีเหลืองทอง สีมีความคงทนต่

อแสง และการซักดี และดีปานกลาง พืชอื่นที่ใช้ย้อมแล้วได้ไหมสีเหลือง คุณภาพดี เช่น เปลือกต้นเพกา ใบสมอไทย ใบยูคาลิปตัส ใบยอบ้าน ใบขี้เหล็กบ้าน เป็นต้น

        ราชพฤกษ์ คูณ ชัยพฤกษ์ หรือเรียกลมแล้ง (ภาคเหนือ) ลัก

เคย ลักเกลือ (ภาคใต้) นิยมใช้ฝักในการย้อมไหม ฝักสดย้อมได้สีม่วงอมน้ำตาล ส่วนฝักแก่ย้อมได้สีน้ำตาล สีคงทนต่อแสง และการซักระดับดี พืชอื่นในท้องถิ่นที่นำมาใช้ย้อมไหมได้โทนสีม่วง ได้แก่ เหง้ากล้วย ผลคนทาหมักโคน ย้อมไหมได้สีม่วงอมเทา

        มะเกลือ หรือมะเกอ มักเกลือ (เขมร-ตราด) ผีเผา (เงี้ยว-

ภาคเหนือ) ผลสดดิบใช้ย้อมไหมได้สีดำ หรือน้ำตาลดำ สีคงทนต่อแสง และการซักระดับดีมาก เทคนิคการย้อมไหมให้ได้โทนสีดำ มักใช้การแช่หมักเส้นไหมในน้ำโคลน หลังจากย้อมด้วยน้ำสกัดจากพืชอื่น ๆ เช่น หมักโคลนเส้นไหมที่ย้อมด้วยผลกระบก เปลือกเงาะโรงเรียน เป็นต้น

***การย้อมไหมให้ได้โทนสีน้ำตาล นิยมย้อมด้วยสีสกัดจากเปลื

อกไม้ เช่น เปลือกต้นสมอไทย เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นยูคาลิปตัส

ขั้นตอน วิธีสกัดสี และย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ

        การย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ ทั่วไปมีขั้นตอนง่าย ๆ เริ่มจา

กสกัดสี น้ำที่สกัดได้นำไปย้อมเส้นไหมที่ลอกกาวแล้วการสกัดสีจากเปลือกไม้ : สับเปลือกไม้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำ 1 คืน แล้วนำมาต้มเคี่ยว 1-2 ชั่วโมง กรองกากทิ้ง อัตราเปลือกสด : ไหม = 6 : 1 หรืออัตราเปลือกแห้ง : ไหม 2 : 1

        การสกัดสีจากใบหรือดอก : นึ่งใบหรือดอกด้วยไอน้ำ 5-10 นาที แล้วแช่น้ำเย็น 10-15 นาที จากนั้นต้มด้วยไฟอ่อนประมาณ 1 ชั่วโมง: ไหม = 8 ถึง 10 : 1 หรืออัตราเปลือกแห้ง : ไหม 2 : 1

        การสกัดสีจากผล : ผลแห้ง ทุบให้แหลก แล้วสกัดน้ำย้อมเช่นเดียวกับวิธีสกัดจากเปลือกไม้ ผลสดทุบ หรือโขลกให้นุ่ม หรือแหลกก่อนคั้นน้ำ หรือต้มเคี่ยวด้วยไฟอ่อน (ขึ้นกับชนิดพืช)

         การย้อมเส้นไหม : ด้วยวิธีแช่ และนวดเส้นไหมเบา ๆ ในน้ำย้อม ที่อุณหภูมิปกติจนได้สีที่ต้องการ เรียก “ย้อมเย็น” หรือย้อมที่อุณหภูมิ 80-85 องศาเซลเซียส นาน 60 นาที เรียก “ย้อมร้อน” ระหว่างย้อมให้พลิกกลับเส้นไหมบ่อย ๆ เพื่อให้เส้นไหมติดสีสม่ำเสมอ อาจย้อมเย็นก่อน แล้วย้อมร้อนต่อจนครบเวลา 60 นาที จึงนำเส้นไหมขึ้น และล้างในน้ำอุ่น 1-2 ครั้ง จากนั้นล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ไม่มีสี กลิ่น แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจนหมดฟอง ขั้นตอนสุดท้ายบีบน้ำออกให้เส้นไหมหมาด กระตุกให้เรียงเส้น และผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ปกติการย้อมไหม 1 กิโลกรัมแบบย้อมเย็น จะใช้น้ำย้อม 20-25 ลิตร ส่วนการย้อมร้อนใช้ 30 ลิตร                 

       การแช่เส้นไหมในสารช่วยย้อม เช่น น้ำสารส้ม น้ำต้มใบพืช ได้แก่ ใบยูคาลิปตัส ใบเหมือด ก่อนหรือหลังการย้อม หรือผสมในน้ำย้อม จะช่วยให้สีที่ย้อมติดคงทนดีขึ้น ยังมีวัสดุธรรมชาติ และพันธุ์ไม้ย้อมสีหลายชนิด ใช้ย้อมเส้นไหมได้สีสันหลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นกับพืช ฤดูกาล และเทคนิคการย้อม

จากข้อมูลที่ได้นำมาให้ความรู้เพิ่มเติมแล้วนั้น ทางทีมผู้ปฏิบัติงานและอาจารย์ที่ปรึกษาจึงได้จัดกิจกกรรมขึ้น มีชื่อกิจกรรมว่า “การอบรมเชิงปฏิบัติการ การฟอกและย้อมสีจากธรรมชาติ” ในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ณ ศาลาประชาคมบ้านหัวขัว โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มทอผ้าไหมในเขตตำบลศรีสว่างเข้าร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

อื่นๆ

เมนู