เขียนโดย นางสาวเยาวรัตน์ วรรณวิจิตร

ข้าพเจ้า  นางสาวเยาวรัตน์ วรรณวิจิตร   ประเภท ประชาชน ต.ศรีสว่าง  (03) อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์

หลักสูตร: AG02-(03) โครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ยุค 4.0 และยกระดับมาตรฐานสินค้า OTOP ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยสู่ตำบล เพื่อสร้างรากแก้วให้ประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

          ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานกับทีมงานและอาจารย์ประจำหลักสูตร เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม  ถึงสิ้นเดือนกันยายน  2564 ณ ชุมชน 10 ชุมชนในตำบลศรีสว่าง อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์

          ทีมงานตำบลศรีสว่างได้มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการฟอกและย้อมสีจากธรรมชาติที่บ้านหัวขัว หมู่ที่ 6 ในเขตตำบลศรีสว่าง อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 โดยกิจกรรมอยู่ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโควิด19 โดยมีการสวมหน้ากากและเว้นระยะห่าง

          อบรมเชิงปฏิบัติการการฟอกและย้อมสีจากธรรมชาติ จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านในตำบลศรีสว่าง ที่ให้ความสนใจโดยมีชาวบ้านหัวขัวและหมู่บ้านใกล้เคียงเข้ารับฟังบรรยายความรู้จากวิทยากรที่ทีมงานตำบลศรีสว่างเชิญมาบรรยายให้ความรู้ ในกิจกรรมนี้ชาวบ้านจะได้เรียนรู้คุณสมบัติและการเลือกใช้เส้นใยในผ้าทอมือ การสกัดสีย้อมจากวัสดุต่างๆในธรรมชาติมาทำการฟอกและย้อมสีผ้า  การย้อมสีธรรมชาติการใช้สารช่วยติด โดยที่วัสดุธรรใชาติที่นำมาใช้ในการทดลอง ได้แก่ ดอกดาวเรือง แก่นฝาง ใบสัก ใบมะม่วง เป็นต้น

          และเดือนนี้เราจะเติมความรู้กันเกี่ยวกับประเภทของผ้าไหมไทย ประเภทของผ้าไหมไทย สามารถแบ่งได้ตามคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งถ้า แบ่งตามวิธีการทอสามารถแบ่งได้  ดังนี้
  1. ผ้าไหมทอมือลายขัด  เป็นผ้าไหมที่ทอด้วยวิธีการธรรมดาด้วยวิธีการสานขัดกันโดยใช้เส้นยืน และเส้นพุ่ง อาจเป็นสีเดียวกันหรือใช้สีต่างกัน ขัดสานกัน โดยเนื้อผ้าที่ได้จะเป็นเนื้อเรียบตลอดทั้งผืน เป็นผ้าที่นิยมใช้กันทั่วไปเพื่อนำมาตัดเป็นเสื้อผ้าหรือประดิษฐ์ใช้ประโยชน์อื่นๆ อาทิ หมอน บุเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นผ้าไหมไทยที่ส่งออกต่างประเทศ
  1. ผ้าไหมมัดหมี่  เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่งนิยมทำมานานแล้วในภาคอีสาน และบางท้องที่ในเขตภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี กาญจนบุรี ลพบุรี และชัยนาท
  1. ผ้าไหมขิด เป็นการทอผ้าไหมชนิดหนึ่งด้วยการยกลายด้วยไม้ที่เรียกว่าไม้เก็บขิด ใช้เป็นตัวยกเส้นยืนในแต่ละแถวขึ้นให้เส้นพุ่งพิเศษสอดผ่านจากริมผ้าด้านหนึ่งไปสู่ริมผ้าอีกด้านหนึ่ง ที่เรียกว่า การเก็บขิด เกิดเป็นลวดลายขิดตลอดหน้ากว้างของผืนผ้า ลักษณะของผ้าลายขิดสังเกตดูได้จาก ลายซ้ำของเส้นพุ่งที่ขึ้นเป็นแนวสีเดียวกันตลอด อาจจะเหมือนกันทั้งผืนหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมีลายซ้ำที่มีจุดจบ
  1. ผ้าจก เป็นผ้าที่มีการทอลักษณะคล้ายผ้าขิด ต่างกันที่ผ้าจกสามารถสร้างลวดลายได้หลายสีในแถวเดียวกัน ด้วยการควักเส้นไหมขึ้นมาจากข้างล่างสอดสลับเป็นลวดลายตามต้องการโดยใช้ขนเม่น แต่ลายขิดแต่ละหน่วยไม่อาจทำหลายสีสลับกันได้เพราะใช้เส้นพุ่งเส้นเดียวตลอดในแต่ละครั้ง ผ้าจกส่วนมากนิยมทำเป็นผ้าสไบ (ผ้าเบี่ยง) ที่รู้จักกันดีได้แก่ ผ้าไหมแพรวาของจังหวัดกาฬสินธุ์ นอกจากนั้นยังนิยมทำเป็นตีนซิ่นอีกด้วย
  1. ผ้ายก เป็นการทอผ้าไหมที่ทอยกลายให้สูงจากพื้นผ้า โดยใช้เส้นพุ่งพิเศษเป็นดิ้นเงิน ดิ้นทองหรือไหมสีต่างๆเพื่อให้เกิดลวดลายตามแนวที่ต้องการ โดยวิธีการเก็บตะกอเช่นเดียวกับการทอขิด ผ้ายกถือเป็นผ้าที่หาซื้อยาก ราคาแพง นิยมใส่ในกลุ่มชนชั้นสูง เนื่องด้วยเป็นการทอที่ต้องใช้ความประณีต มีความสลับซับซ้อน และใช้เวลาทอนานมาก ถ้ามีลวดลายหรือต้องแต่งพิเศษมาก ก็ต้องใช้ความละเอียดประณีตในการทอมากเช่นกัน บางครั้งผ้าที่มีความยาว 3 หลา ต้องใช้เวลาทอถึง 3 เดือน นอกจากนั้น ยังเป็นผ้าทอที่ใช้ในพระราชวัง ทั้งชุดแต่งกายหรือเนื่องในโอกาสพิเศษเท่านั้น
  1. ผ้าไหมลายน้ำไหลหรือเรียกชื่ออื่น อาทิ ผ้าเกาะหรือผ้าล้วง เป็นผ้าทอที่ทอให้มีลวดลายโดยใช้เทคนิคการทอ ลายขัดแต่ใช้เส้นด้ายพุ่งหลายสี ทอ (เกาะ) เป็นช่วงๆ โดยการเกี่ยวและผูกเป็นห่วงรอบเส้นด้ายยืน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อผ้า อาจผสมผสานกับลวดลายอื่น เช่น ลายจก ลายขิด เป็นต้น

 

 

อื่นๆ

เมนู