ข้าพเจ้านางสาวนิภาวรรณ ตรีเหรา ประเภทบัณฑิตจบใหม่ AG 02(2) ต.นาโพธิ์ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์

หลักสูตร: AG02-(2)โครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ยุค 4.0 และยกระดับมาตรฐานสินค้า OTOP โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยสู่ตำบล เพื่อสร้างรากแก้วให้ประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ข้าพระเจ้า ทีมงานและอาจารย์ประจำหลักสูตรได้ปฏิบัติกิจกรรมฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติการทำลูกประคบสมุนไพรและวิธีการนวดลูกประคบสมุนไพร ณ โอฬารนวดไทย สาขาวัดเขาป่าน้อย อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

การนวดไทยเป็นศาสตร์และศิลป์แห่งภูมิปัญญาไทยกับการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นมรดกไทยและมรดกโลก อัตลักษณ์การนวดไทยในรูปแบบธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพ คือ การนวดปรับสมดุลร่างกาย

ประโยชน์ลูกประคบสมุนไพร

มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ถ้าเสียสมดุลจะทำให้ป่วย การนวดเป็นการปรับสมดุลร่างกายโดยวิถีธรรมชาติ การนวดคือการสัมผัสอย่างเป็นกระบวนการ กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเลือด ลม น้ำเหลืองผลจากการนวดทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดและลมแรงกดทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นคลายตัวกระตุ้นเซลล์ผิวหนังขับของเสีย เพื่อปรับสมดุลร่างกายให้สมบูรณ์

การทำลูกประคบสมุนไพร

  • ส่วนประกอบ
  1. ไพร
  2. ขมิ้น
  3. ตะไคร้หอม
  4. ผิวมะกรูด
  5. ใบกัญชา
  6. ลำต้นกัญชา
  7. การบูร
  8. เกลือ
  • อุปกรณ์
  1. ผ้าดิบสำหรับห่อลูกประคบ
  2. เชือก หรือด้ายดิบ
  3. สาก เขียง
  • วิธีการทำลูกประคบ
  1. นำส่วนประกอบรวมกันทั้งหมดประมาณ 1 ถ้วยตวงเทลงในผ้าดิบ
  2. นำอุปกรณ์จากข้อ 1 มาทุบพอหยาบ ๆ
  3. มัดด้วยเชือกให้แน่น แล้วทำการพันผ้าตรงหัวลูกประคบให้พอดีกับมือจับ

การนวดลูกประคบสมุนไพร

ลูกประคบจุ่มน้ำ นำไปนึ่ง จากนั้นปล่อยให้อุ่นพอเหมาะ นำมาประคบหรือกดตามที่ต้องการให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างเบา ๆ กดทาบแล้วคลึง หลังจากการใช้งานลูกประคบปล่อยให้ลูกประคบเย็นและแห้งเองตามธรรมชาติ จากนั้นนำใส่ในถุงพลาสติก นำไปแช่เย็น ใช้ได้ 4-10 ครั้ง

ข้อห้าม

  1. กรณีมีไข้สูงเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียส หรือโรคติดเชื้อเฉียบพลัน
  2. บริเวณที่มีกระดูกแตกหัก ปริ ร้าวที่ยังไม่ติดดี
  3. โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ที่ยังควบคุมอาการให้เป็นปกติไม่ได้ ความดันโลหิตสูงที่มีค่า systolic pressure (บนตัว) สูงกว่าหรือเท่ากับ 160 mmHg และ diastolic pressure (ด้านล่าง) สูงกว่าหรือเท่ากับ 100 mmHg ที่มีอาการหน้ามืดใจสั่น ปวดศีรษะ หรือคลื่นไส้อาเจียน
  4. บริเวณที่เป็นแผลเปิด หรือแผลเรื้อรัง หรือบริเวณที่มีรอยโรคผิวหนังที่สามารถติดต่อได้
  5. โรคติดต่อในระยะที่มีการแพร่เชื้อ
  6. บริเวณที่มีการบาดเจ็บภายใน 48 ชั่วโมง
  7. บริเวณที่เป็นมะเร็ง
  8. บริเวณที่ผ่าตัดภายในระยะเวลา 1 เดือน
  9. บริเวณหลอดเลือดดำอักเสบ (Deep Vein Thrombosis (DVT))
  10. กระดูกพรุนรุนแรง

ข้อควรระวัง

  1. ผู้หญิงมีครรภ์
  2. ผู้สูงอายุและเด็ก
  3. กรณีโรคหลอดเลือด เช่น หลอกเลือดโป่ง หลอดเลือดดำอักเสบ หลอดเลือดแข็งตัว เป็นต้น
  4. ความดันโลหิตสูง ที่มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 160/100 mmHg ที่ไม่มีอาการหน้ามืด ใจสั่น ปวดศีรษะ หรือคลื่นไส้อาเจียน
  5. เบาหวาน
  6. กระดูกพรุน
  7. มีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด หรืออยู่ระหว่างการได้รับยาละลายลิ่มเลือด
  8. บริเวณที่มีการผ่าตัด ใส่เหล็ก หรือข้อเทียม
  9. บริเวณแผลที่ยังไม่หายดี
  10. ผิวที่แตกง่าย
  11. บริเวณที่ปลูกถ่ายผิวหนัง

 

อื่นๆ

เมนู