ข้าพเจ้านางสาวมนต์ธิกา ภูตาเลิศ ผู้ปฏิบัติงานประเภทนักศึกษา

ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในระบบมหาวิทยาลัยสู่ตำบล (U2T)

ระบบจัดเก็บข้อมูลองค์ความรู้หลากหลายแขนง สร้างรากแก้วให้ประเทศ

ณ ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์  ในวันที่ 6 – 11 สิงหาคม 2564

ในการวางแผนในการจัดกิจกกรมในเดือนสิงหาคม ทางทีมตำบลถลุงเหล็กได้วางแผนจะจัดอบรมการส่งเสริมความรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการรับรองมาตรฐาน(มผช.) ด้วยคณะครุศาสตร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ได้จัดทำโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์จะจัดอบรมการส่งเสริมความรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการรับรองมาตรฐาน(มผช.) โดยกำหนดผู้เข้าอบรมเป็นผู้สนใจที่จะดำเนินการจดรับรองมาตรฐาน(มผช.) ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เวลา 08.00 – 17.30 น. ณ ศาลาประชาคมหมู่ 16 บ้านโนนสำราญ ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องด้วยสถานการณ์โควิช 19 กำลังระบาดจึงทำให้การจัดกิจกรรมในวันที่ 23 กรกฎาคม  2564  จำเป็นต้องเลื่อนการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิช-19 และได้เปลี่ยนแผนในการจัดกิจกรรมคือ การสำรวจจัดเก็บข้อมูลลงในระบบ cbd.u2t.ac.th ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของคนในหมู่บ้านพะไลพัฒนา   ตำบลถลุงเหล็ก  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์

ในการเริ่มสำรวจในวันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2564 ได้สำรวจข้อมูลพื้นฐานคือผู้ที่ย้ายกลับบ้าน  แหล่งท่องเที่ยวของชุมชน  อาหารประจำถิ่นซึ่งในการสำรวจได้พบว่าอาหารประจำถิ่นคือห่อหมก   แกงขี้เหล็ก แกงอ่อม เป็นต้น เกษตรในท้องถิ่นได้แก่การปลูกข้าว   ปลูกอ้อย   หรือมันสำปะหลัง สัตว์ในท้องถิ่นคือ   วัว   โคกระบือ  ไก่  หมู   เป็ด  กบ  เป็นต้น ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำรวจพบในชุมชนคือ  การทอเสื่อกก และการทอผ้าไหม  ซึ่งในชุมชนจะมีการทำในแต่ละบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนซึ่งยังไม่ได้รับการพัฒนาในผลิตภัณฑ์  ซึ่งจากการสำรวจการเกษตรในท้องถิ่นได้แก่การปลูกอ้อยเป็นส่วนใหญ่จึงได้มีการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากคนในพื้นที่ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

วิธีการปลูกและรักษา

  1. ปลูกด้วยแรงคน คือหลังจากเตรียมดินยกร่อง ระยะระหว่างร่อง 1-1.5 เมตร แล้ว นำท่อนพันธุ์มาวางแบบเรียงเดี่ยวหรือคู่ ปัจจุบันเกษตรกรนิยมปลูกโดยวางอ้อยทั้งลำเหลื่อมกันลงในร่อง เสร็จแล้วกลบดินให้หนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร ถ้าปลูกปลายฤดูฝนควรกลบดินให้หนาเป็น 2 เท่าของการปลูกต้นฤดูฝน
  2. การปลูกอ้อยโดยใช้เครื่องปลูก จะช่วยประหยัดแรงงานและเวลา เพราะจะใช้แรงงานเพียง 3 คนเท่านั้น คือคนขับ คนป้อนพันธุ์อ้อย และคนเตรียมอุปกรณ์อย่างอื่นถ้าเป็นเครื่องปลูกแถวเดียว แต่ถ้าเป็นเครื่องปลูกแบบ 2 แถว ก็ต้องเพิ่มคนขึ้นอีก 1 คน โดยจะรวมแรงงานตั้งแต่ยกร่อง สับท่อนพันธุ์ ใส่ปุ๋ย และกลบร่อง มารวมในครั้งเดียว ซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกอ้อยได้วันละ 8-10 ไร่ แต่จะต้องมีการปรับระดับพื้นที่และเตรียมดินเป็นอย่างดีด้วย

การใส่ปุ๋ยอ้อย เป็นสิ่งจำเป็น ควรมีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อปรับสภาพทางกายภาพของดิน ปริมาณปุ๋ยที่ใส่ควรดูตามสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการเจริญเติบโตของอ้อย ถ้ามีการวิเคราะห์ดินด้วยยิ่งดี ปุ๋ยเคมีที่ใส่ควรมีธาตุอาหารครบทั้ง 3 อย่าง คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปตัสเซียม (เอ็น พี เค) ควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ

  1. ใส่ปุ๋ยรองพื้น ใส่ก่อนปลูกหรือพร้อมปลูก ใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหาร เอ็น พี เค ทั้ง 3 ตัว เช่น 15-15-15, 16-16-16 หรือ 12-10-18 อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่
  2. ใส่ปุ๋ยแต่งหน้า อ้อยอายุไม่เกิน 3 – 4 เดือน ควรเป็นปุ๋ยไนโตรเจนอย่างเดียว เช่น 21-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่

การกำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชสำหรับอ้อยเป็นสิ่งจำเป็นในช่วง 4-5 เดือนแรก อาจใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ หรือสารเคมีกำจัดวัชพืชก็ได้ เกษตรกรนิยมใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ดังนี้

  1. ยาคุม ใช่เมื่อปลูกอ้อยใหม่ ๆ ก่อนหญ้าและอ้อยงอก ได้แก่ อาทราซีน อมีทรีน และเมทริบิวซีน อัตราตามคำแนะนำที่สลาก
  2. ยาฆ่าและคุม อ้อยและหญ้างอกอายุไม่เกิน 5 สัปดาห์ ได้แก่ อมีทรีน อมีทรีนผสมอาทราซีน และเมทริบิวซีนผสมกับ 2,4-ดี อัตราตามคำแนะนำที่สลาก

การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชให้มีประสิทธิภาพ เกษตรกรต้องรู้จักวิธีใช้ให้ถูกต้อง ฉีดสารเคมีกำจัดวัชพืชในขณะที่ดินมีความชื้น หัวฉีดควรเป็นรูปพัด นอกจากนี้สามารถคุมวัชพืชโดยปลูกพืชอายุสั้นระหว่างแถวอ้อย เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว และถั่วเหลือง เป็นต้น นอกจากจะช่วยคุมวัชพืชแล้ว อาจเพิ่มรายได้และช่วยบำรุงดินด้วย

การตัดและขนส่งอ้อย เกษตรกรจะต้องปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งเกษตรกรจะต้องรู้ว่าอ้อยของตัวเองแก่หรือยัง โดยดูจากอายุ ปริมาณ น้ำตาลในต้นอ้อย และวางแผนการตัดอ้อยร่วมกับโรงงาน ควรตัดอ้อยให้ชิดดินเพื่อให้เกิดลำต้นใหม่จากใต้ดิน ซึ่งจะแข็งแรงกว่าต้นที่เกิดจากตาบนดิน

จากการสำรวจข้อมุลทั้งหมดที่ได้ลงสำรวจนี้ ข้าพเจ้าได้บันทึกลงระบบอย่างเรียนบร้อยจนครบทุกข้อมูลประจำวันทุกวัน ซึ่งทำให้ทราบถึงลักษณะความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านพะไลพัฒนาเป็นอย่างดี ได้รู้ถึงอัตลักษณ์ที่ดีงาม อาหารพื้นบ้านในชุมชนและข้อมูลผู้ที่เดินทางกลับบ้าน เพื่อเช็คความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

อื่นๆ

เมนู