ประจำเดือน สิงหาคม

 

ข้าพเจ้านางสาวสายทอง ศรีบาง ผู้ปฏิบัติงานประเภทประชาชน

ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในระบบมหาวิทยาลัยสู่ตำบล (U2T)

ระบบจัดเก็บข้อมูลองค์ความรู้หลากหลายแขนง สร้างรากแก้วให้ประเทศ

ณ ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์  ในวันที่ 9 – 12 สิงหาคม 2564

          ในการจัดกิจกรรมยกระดับผลิตภัณฑ์เสื่อกก สืบเนื่องจากกิจกรรมครั้งที่ผ่านมาได้จัดอบรมการแปรรูปจากสิ่งทอ โดยอาจารย์ได้นัดประชุมวางแผนการดำเนินงานที่จะจัดอบรมการส่งเสริมความรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการรับรองมาตรฐาน(มผช.) ด้วยคณะครุศาสตร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ได้จัดทำโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์จะจัดอบรมการส่งเสริมความรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการรับรองมาตรฐาน(มผช.) โดยกำหนดผู้เข้าอบรมเป็นผู้สนใจที่จะดำเนินการจดรับรองมาตรฐาน(มผช.) ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เวลา 08.00 – 17.30 น. ณ ศาลาประชาคมหมู่ 16 บ้านโนนสำราญ ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากสมาชิกU2t ทุกท่าน ได้ร่วมกันจัดเตรียมสถานในวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 เรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์โควิด19 ทำให้ไม่สามารถ ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวได้ตามที่วางแผนไว้ จึงได้เปลี่ยนแผนการดำเนินงานให้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในระบบ cbd.u2t.ac.th

          ในการลงพื้นที่ครั้งนี้จำแนกออกหลายหัวข้อ ในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 ข้าพเจ้าได้ลงสำรวจพื้นที่หมู่ 8 บ้านเสม็ดราษฎร์ ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จากการสำรวจพื้นที่ หมู่ 8 บ้านเสม็ดราษฎร์ ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็น 1 ใน 16 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในการดูแลของท่านผู้ใหญ่ นายพุธ สงนอก พบว่าประชาชนในชุมชนทำอาชีพส่วนใหญ่ 80% เป็นเกษตรกร เช่น ทำนา,ทำไร่,ปลูกผักสวนครัวและปลูกพริก 20% อาชีพอื่น ๆ เช่น ค้าขายและรับจ้างทั่วไป เลี้ยงสัตว์ เช่น จิ้งหรีด,วัว,หนูและไก่ และในส่วนของแหล่งน้ำในหมู่บ้านเพียงพอต่อความต้องการในการใช้อุปโภคบริโภค

          ต่อมาในวันที่ 10-11 สิงหาคม 2564 การลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลในหัวข้อเกษตรกรในท้องถิ่น, แหล่งท่องเที่ยว, ที่พัก/โรงแรม, พืชในท้องถิ่น, สัตว์ในท้องถิ่น หมู่ 8 บ้านเสม็ดราษฎร์ ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ทำการสำรวจต่อจากครั้งก่อนซึ่งส่วนใหญ่ช่วงนี้ก็จะมีการปลูกข้าว บางที่กำลังขึ้นเขียวขจี ชาวบ้านหมู่ 8 บ้านเสม็ดราษฎร์ ส่วนใหญ่ปลูกข้าวไว้รับประทานเองในครอบครัว จะไม่ค่อยนำไปขายเพราะข้าวขายได้ราคาน้อย การปลูกข้าวนั้น เริ่มจากการเตรียมดินควรทำการไถดะ 1 ครั้ง และไถแปร เพื่อทำให้ดินแตกละเอียดพอสมควรอีก 2 ครั้ง แล้วคราดเอาหญ้าออก สำหรับในพื้นที่ที่เป็นดินเหนียว การคราดครั้งสุดท้าย จะต้องทำให้ดินแตกเป็นเทือกโคลนด้วย เพราะจะทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโต และตั้งตัวได้รวดเร็ว รากจะเดินหาอาหารได้สะดวก ขณะที่กำลังปักดำ ระดับน้ำในนาควรมีประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อจะได้ช่วยประคองไม่ให้ต้นพับ ทั้งนี้เพื่อให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้น นอกจากนี้ การไถกลบตอซัง ก็มีส่วนช่วยให้ดินดีขึ้น และเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินด้วย ระยะปลูกก็มีความสัมพันธ์กับการให้ผลิตผล ระยะปลูกนั้น หมายถึง ระยะห่างระหว่างกอ และระหว่างแถว ถ้าปลูกห่าง ก็จะเปลืองเนื้อที่ ถ้าปลูกถี่ ก็จะเปลืองเมล็ดพันธุ์ นอกจากนี้ ระยะปลูกนั้นยังขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และชนิดของพันธุ์ข้าวด้วย ระยะห่างระหว่างกอ และระหว่างแถวอาจเป็น 15 และ 20 เซนติเมตรตามลำดับ เพราะการแตกกอน้อยในดิน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินเลว แต่ละกอที่ปักดำ ควรใช้ต้นกล้าประมาณ 3-5 ต้น ส่วนนาหว่านควรใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 8-15 กิโลกรัม/ไร่

          การใส่ปุ๋ย เป็นอาหารพืชที่ต้นข้าวต้องการมากสำหรับการเจริญเติบโต โดยเฉพาะดินนา ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จะต้องมีการใส่ปุ๋ยในดินนั้น เพื่อต้นข้าวจะได้แข็งแรง แตกกอมาก และให้ผลิตผลสูง ควรใส่ปุ๋ยทั้งในแปลงกล้า และแปลงปักดำ ตลอดถึงพื้นที่นาที่ปลูกแบบหว่าน ธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการปุ๋ยมาก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เพราะฉะนั้น ปุ๋ยข้าวจะต้องมีธาตุเหล่านี้จำนวนมาก การใส่ปุ๋ยควรแบ่งออกเป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก ก่อนต้นกล้า ปัก ดำ ซึ่งเรียกว่า ปุ๋ยรองพื้น และครั้งที่ 2 ก่อนออกรวง ซึ่งเรียกว่า ปุ๋ยแต่งหน้า ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย 10 กิโลกรัมต่อไร่ การป้องกันกำจัดโรคและแมลง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โวก้า จะช่วยทำให้ข้าวแข็งแรง ลดปัญหาโรคแมลงลงได้มาก ประกอบกับข้าวพันธุ์ดีก็มีความต้านทานต่อโรคและแมลงอยู่แล้ว แต่เกษตรกรก็ควรตรวจดูแปลงข้าวอยู่เสมอ ว่ามีโรคแมลงเข้ามาทำลายหรือไม่ เพื่อจะได้กำจัด ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม คือ 28-30 วัน หลังข้าวออกดอก การเก็บเกี่ยวในระยะนี้ทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพการสีดี ถ้าเก็บเกี่ยวเร็วหรือช้าเกินไปมีผลต่อคุณภาพเมล็ด คือ การเก็บเกี่ยวเร็วเกินไปส่งผลกระทบดังต่อไปนี้

1.เมล็ดข้าวน้ำหนักเบา การสะสมแป้งไม่เต็มที่

2.ข้าวมีความชื้นสูง ถ้าลดความชื้นล่าช้า ทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ มีจุลินทรีย์เข้าทำลาย

3.คุณภาพการสีต่ำได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าวต่ำ เมล็ดยังเขียว อ่อน มีข้าวหักและป่น

วิธีการเก็บเกี่ยว

1.เก็บเกี่ยวโดยแรงงานคน : ใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวนาน ขาดแคลนแรงงาน และค่าจ้างสูง

2.เก็บเกี่ยวโดยเครื่องเกี่ยวนวด : ใช้เวลาเก็บเกี่ยวเร็ว แต่ข้าวมีความชื้นสูงประมาณ 25-30%

          ต่อมาในวันที่ 12 สิงหาคม 2564 ส่วนของการเลี้ยงโคกระบือ ในการเลี้ยงโคกระบือนั้น คุณบุญธรรม เยรัมย์ ชาวบ้านหมู่ 8 บ้านเสม็ดราษฎร์ อยากมีรายได้จากอาชีพเสริม ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการทำงานในโรงงานและมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ จึงคิดหาช่องทางต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาชีพที่สามารถสร้างความมั่นคง จนสุดท้ายมีอาชีพการเลี้ยงโค ที่เริ่มทำเป็นอาชีพเสริมจนกลายเป็นอาชีพหลักสามารถประคองชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ไม่ต้องหวังพึ่งรายได้จากอาชีพในโรงงานต่อไป ก่อนที่จะมาเริ่มทำอาชีพเลี้ยงโค การเลี้ยงโคของตนเองนั้นก็มีการรับซื้อมาบ้างและเพาะพันธุ์บ้าง วิธีการเลี้ยงโคนั้นก็เริ่มตั้งแต่เช้าปล่อยให้โคออกไปกินหญ้าที่แปลงหญ้าแล้วพอช่วงตกเย็นก็กลับมาให้น้ำให้เกลือแร่ หรืออาจจะมีฟางให้กินหรือถ้ามีเวลาว่างก็จะบดหญ้าให้กิน จนกว่าจะได้อายุของโคที่สามารถผสมเทียมได้ สำหรับอายุของโคผสมเทียมได้นั้นต้องรอ 2 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ในการผสมเทียมของโคจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับแม่พันธุ์ ต่อมาหลังจากที่ได้ผสมเทียมโคเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอให้โคตั้งท้อง 9 เดือนไปจนกว่าจะคลอด ซึ่งขั้นตอนการดูแลโคช่วงตั้งท้องก็ดูแลเหมือนเดิมปกติ ให้กินหญ้า ให้กินน้ำ แต่ถ้าเห็นว่าโคมีอาการผอมลงกว่าปกติ อาจจะต้องนำอาหารข้นให้โคกิน คิดเป็นจำนวนตัวละ 2 กิโลกรัม ต่อวัน ส่วนหญ้าสดก็ยังคงให้กินเต็มที่เหมือนเดิม และเมื่อได้เวลาครบ 9 เดือนก็ต้องทำคลอด และถ้ามีปัญหาฉุกเฉินขึ้นมาก็ต้องมีการเรียกสัตวแพทย์มาดูทันที แต่ถ้าไม่มีปัญหาอะไรโคแข็งแรงดี ก็ไม่ต้องไปดูแลอะไรมากมาย ในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากคลอด ลูกโคก็จะกินนมแม่ประมาณ 6 เดือน เมื่อผ่านช่วง 6 เดือนหลังจากนั้น ลูกโคใช้ชีวิตเหมือนโคปกติทั่วไป ส่วนเรื่องของการให้วัคซีน สามารถฉีดเข้าไปที่โคได้เลย อย่างน้อย 6 เดือน ต่อ 1 ครั้ง เนื่องจากโคเป็นสัตว์ที่กินง่าย โตไว และไม่ค่อยมีปัญหาตามมา สำหรับตลาดที่มีพ่อค้าเข้ามาซื้อ โดยราคาของโคส่วนใหญ่นั้นจะเริ่มต้นที่ 17,000 – 40,000 บาท ทั้งนี้ ก็แล้วแต่ขนาดไซซ์และชนิดสายพันธุ์

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ทำให้ทราบถึง

1.ความต้องการและแรงบันดาลใจของชาวบ้าน ว่าเขาปรารถนาจะให้มีอะไรเกิดขึ้น ในการดำรงชีวิตของชาวบ้านทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการปกครอง

2.ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน เช่น สัตว์เลี้ยง ทำสวน ทำไร่ เป็นต้น

3.สภาพพื้นฐานทางสังคม เช่น สภาพการศึกษาของประชาชน ภาวะโภชนาการ สุขภาพอนามัยสภาพการทำงานและอาชีพ ค่านิยมและวัฒนธรรมของคนในชุมชน

4.องค์การทางสังคมในชุมชน เช่น กลุ่มการเกษตร สภาตำบล คณะกรรมการหมู่บ้านคณะกรรมการพัฒนาตำบลกลุ่มสตรี เด็ก และเยาวชน เป็นต้น

5.กิจการของเอกชน เช่น ร้านค้า โรงสี ตลาด รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ฯลฯ

          ต้องขอขอบคุณชาวบ้านหมู่ 8 บ้านเสม็ดราษฎร์ ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเสมอมา

 

อื่นๆ

เมนู