โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ)

ข้าพเจ้า นางสาวสิริยากร ไกรพะเนาว์ ประเภทบัณฑิตจบใหม่

ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายงานประจำเดือนพฤษภาคม 2564 ได้มีการประชุมออนไลน์แบบเรียลไทม์ โดย Google Meet ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการและผู้จ้างงาน เกี่ยวกับแผนการทำงาน

โดยมีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานตามความต้องการของโครงการ ดังนี้

1.ผู้ที่ย้ายกลับบ้าน เนื่องจากสถานการณ์โควิด

2.แหล่งท่องเที่ยว 

3.ที่พัก/โรงแรม

4.ร้านอาหารในท้องถิ่น ได้แก่ ร้านส้มตำไก่ย่าง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านอาหารตามสั่ง ร้านลาบ

5.อาหารที่น่าสนใจประจำถิ่น ได้แก่ ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียวนึ่งภูเขาไฟ ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ก๋วยเตี๋ยวไก่บุฟเฟ่ต์

6.พืชในท้องถิ่น ได้แก่ ต้นมะรุม ต้นมะนาว ต้นกล้วย ต้นกระถิน ต้นมะพร้าว ต้นส้มโอ ต้นไผ่ เป็นต้น

7.สัตว์ในท้องถิ่น ได้แก่ หมู ไก่ กบ ปลา เป็ด วัว ควาย เป็นต้น

8.ภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ การทอผ้าตีนแดง การทอผ้าขาวม้า การทำปลาส้ม การทำข้าวแตน เป็นต้น 

9.แหล่งน้ำในท้องถิ่น ได้แก่ ลำปะเทีย สระน้ำชุมชน เป็นต้น 

สำหรับการลงพื้นที่เพื่อจัดทำVDO ข้าพเจ้าได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวตำบลยายแย้มวัฒนา ได้พบกับอาชีพการเพาะเลี้ยงกบ การเพาะเลี้ยงหนูนา ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

และบทความประจำเดือนนี้นั้น ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึง การเลี้ยงกบ และการเลี้ยงหนูนา ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

การเพาะเลี้ยงกบ

    กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีความนิยมและความต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการบริโภค วันนี้เราจะมาแบ่งปันความรู้จากการลงพื้นที่สำรวจบ้านยายแย้มวัฒนามาให้พี่น้องได้เป็นแนวทางในการนำไปเลี้ยงสำหรับบริโภคในครัวเรือน หรือทำเป็นอาชีพเสริม และสามารถทำจนสร้างรายได้เป็นอาชีพหลักเลยก็เป็นได้ แต่เดิมกบเป็นอาหารตามธรรมชาติของมนุษย์ มักจะเจอตามลำห้วย หนอง บึง ท้องนา แต่ด้วยทุกวันนี้มีการใช้สารเคมีในการเกษตร จนทำให้ระบบนิเวศที่กบเคยอาศัยอยู่ได้เปลี่ยนไป อีกทั้งความต้องการบริโภคกบก็สูงขึ้น ทำให้การจับกบไม่ได้คำนึงถึงว่าจะต้องปล่อยให้ตัวเล็ก ๆ ได้มีโอกาสเติบโตขยายพันธุ์ต่อไป จับมาขายทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ทำให้จำนวนกบตามธรรมชาติลดน้อยลงเรื่อย ๆ เกษตรกรจึงมองเห็นโอกาสที่จะสร้างรายได้จากความต้องการกบเพื่อการบริโภค เพราะกบเป็นสัตว์เลี้ยงง่าย ใช้เวลาไม่มาก ลงทุนน้อย และคุ้มค่า มีการทำฟาร์มเลี้ยงกบหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ การเลี้ยงกบในขวด การเลี้ยงกบคอนโด แบบบ่อซีเมนต์ ฯลฯ

การเลือกสถานที่เลี้ยงกบ

    การเลือกบ่อหรือคอกเลี้ยงกบควรจะอยู่ไม่ไกลจากที่อยู่อาศัย เพื่อสะดวกในการป้องกันศัตรู เช่น งู นก หนู หมา แมว และ คน ถ้าบ่อเลี้ยงกบหรือคอกเลี้ยงกบอยู่ห่างจากที่อยู่อาศัยมาก ก็จะถูกศัตรูและคนขโมยจับกบไปขายหมด นกก็มีทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนแมวอันตรายมากเพราะนอกจากจะจับกบกินแล้ว บางครั้งก็ชอบจับกบตัวอื่น ๆ มาหยอกเล่นจนทำให้กบตาย สรุปการเลือกสถานที่เลี้ยงกบควรมีดังนี้

1. ใกล้บ้าน ง่ายและสะดวกในการดูแลรักษาและป้องกันศัตรู

2. เป็นที่สูง ป้องกันน้ำท่วม

3. พื้นที่ราบเสมอ เพื่อสะดวกในการสร้างคอกและแอ่งน้ำ

4. ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ

5. ให้ห่างจากถนน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน เนื่องจากกบต้องการพักผ่อนจะได้โตเร็ว

เรื่องอาหารที่ใช้เลี้ยงกบ เพราะต้นทุนหลักๆ จะอยู่ตรงนี้ โดยช่วงเริ่มต้นต้องบังคับให้กบกินอาหารปลาดุกแบบเม็ดที่มีขนาดเล็ดสุดครับ เพื่อให้กบคุ้นชินก่อน แล้วจึงค่อยเปลี่ยนมาให้อาหารจากธรรมชาติอย่างไส้เดือนหรือไรแดงเพราะต้นทุนอาหารจะถูกลง และยังเป็นการเพิ่มโปรตีนอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลกบคือ ความสะอาดของบ่อ ต้องหมั่นทำความสะอาดและมีช่วงพักบ่อให้แห้งสนิท และมีการฆ่าเชื้อเป็นระยะเกษตรท่านใดสนใจ สามารถศึกษาต่อยอดและลงมือเลี้ยงกบได้เลยนะคะ 

 

การเพาะเลี้ยงหนูนา

     ถือเป็นวิถีชีวิตหนึ่งของคนไทยในต่างจังหวัด และปัจจุบันก็มีการพัฒนาสร้างเป็นรายได้มากขึ้น จากที่จับตามธรรมชาติกลายมาเป็นการเพาะเลี้ยง ที่สำคัญคือสร้างรายได้ดีมาก แต่อาชีพนี้ก็เหมาะสำหรับคนที่ตั้งใจและอยากทำจริงๆ

อายุของหนูที่เริ่มผสมพันธุ์ได้คือ 3 เดือนครึ่ง ให้จับตัวผู้และตัวเมียมารวมกันในบ่อเลี้ยง เพื่อให้หนูได้ผสมพันธุ์กัน โดยมีอัตราการปล่อยคือ ตัวผู้ 1 ตัว ต่อตัวเมีย 3-4 ตัว มีวิธีการสังเกตเพศระหว่างตัวผู้กับตัวเมีย ตัวผู้อวัยวะเพศจะมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจและอยู่ห่างกับรูทวาร ตัวเมียจะมีอวัยวะเพศที่ค่อนข้างยาวแหลม หนูใช้เวลาตั้งท้อง 1 เดือน ถามว่าสังเกตอย่างไรว่าหนูกำลังท้อง ให้จับหางแล้วยกดู ถ้าตัวเมียตั้งท้องจะมีนมออก จากนั้นหลังคลอด 20 วัน หนูจะเริ่มลืมตาได้ ต้องปล่อยให้อยู่กับแม่ก่อน หลังจากนั้น เมื่อหนูสามารถหาอาหารเองได้ให้จับแยกลูกออก เพื่อจับแม่ไปเพาะพันธุ์ต่อ

การเลี้ยงหนูนามีเทคนิคการเลี้ยงที่น่าสนใจคือ หากนำหนูนาผสมพันธุ์รวมแบบไม่แยกคลอด หนูจะไม่กัดลูก จะเลี้ยงอยู่กับแม่จนลูกหนูหย่านม พออายุได้ 1 เดือนเอามารวมกันไว้ อายุวัยเจริญพันธุ์ ประมาณ 3-4 เดือนก็แยกออกเป็นชุด ไปไว้ในบ่อที่เตรียมไว้ ถ้าทำลักษณะนี้แม่หนูจะไม่กัดลูก เขาจะคุ้นกลิ่นกัน ไม่เหมือนกับเอาหนูวัยเจริญพันธุ์ต่างสายพันธุ์มาเลี้ยงไว้ในบ่อ โอกาสที่จะกัดลูกตัวเองมีอยู่ หนูนาเมื่อโตเจริญพันธุ์อายุ 3-4 เดือน จะผสมพันธุ์ติดแล้วจะท้องไม่เกิน 1 เดือน เมื่อคลอดลูกหนูออกมา คลอกละ 5-14 ตัว จะให้อยู่กับแม่ประมาณ 1 เดือน จากนั้นนำลูกหนู แยกออกจากแม่เอามารวมกันไว้ พออายุได้ 3 เดือนก็แยกไปเป็นพ่อแม่พันธุ์

อาหารของหนูนาสามารถหาเอาตามที่มีในท้องถิ่น เช่น ข้าวเปลือก หัวมันสำปะหลัง และหญ้าเนเปีย เป็นการลดต้นทุน ซึ่งแม่พันธุ์หนูหนึ่งตัว จะให้ลูกไม่ต่ำกว่า 3 ชุด/ปี ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 5 ชุด/ปี แต่ละชุดจะให้ลูกตั้งแต่ 5 – 12 ตัว อยู่ที่อายุของหนูที่เลี้ยง และอย่างที่ทราบกันดีว่าหนูเป็นตัวพาหะนำโรค ผู้เลี้ยงต้องใส่ใจความสะอาดเป็นพิเศษ 

สำหรับเกษตรกรท่านใดสนใจการเพาะเลี้ยงกบและการเพาะเลี้ยงหนูนาสามารถแวะชมและอุดหนุนได้ที่บ้านยายแย้ม หมู่ 10 ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์

อื่นๆ

เมนู