ข้าพเจ้านางสาวศิริยากร แสนจะบก

กลุ่มบัณฑิตจบใหม่ ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์

หลักสูตร ED : 05 คณะครุศาสตร์

โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย จากมหาวิทยลัยสู่ตำบล เพื่อสร้างรากแก้วให้ประเทศมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

เนื่องจากสถานการณ์ในเดือนมิถุนายนนี้ มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19โรคโควิด19 นี้โดยหลักแล้ว แพร่จากคนสู่คนผ่านทางฝอยละอองจาก จมูกหรือปากซึ่งขับออกมาเมื่อผู้ป่วย ไอหรือจาม เรารับเชื้อได้จากการ หายใจเอาฝอยละอองเข้าไปจากผู้ป่วย หรือจากการเอามือไปจับพื้นผิวที่มีฝอยละอองเหล่านั้นแล้วมาจับตามใบหน้า ระยะเวลานับจากการติดเชื้อและการแสดงอาการ (ระยะฟักตัว) มีตั้งแต่ 1-14 วัน และมีค่า   เฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 วัน เกิน 97% ของผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ภายใน 14 วัน

ไวรัสที่ก่อโรคโควิด-19 ซึ่งพบในประเทศไทย ขณะนี้มีทั้งหมด 8 ตัวด้วยกัน ประกอบด้วย

สายพันธุ์อังกฤษ – B.1.1.7

สำหรับสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 พบครั้งแรกที่เมืองเคนต์ ของอังกฤษ ในเดือนธันวาคม 2563 และเพิ่งเริ่มเข้ามาระบาดในประเทศไทยเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2564 โดยพบทั้งในสถานควบคุมโรคของรัฐและเอกชน และพบการระบาดในส่วนท้องถิ่นหลายจังหวัด  ความร้ายของไวรัสสายพันธุ์นี้ คือ มีการติดต่อได้ง่ายกว่า มีความรุนแรงมากกว่า มีอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตสูงกว่าสายพันธุ์เดิม

สายพันธุ์บราซิล – P.1

เริ่มแพร่ระบาดในพื้นที่โซนแอมะซอนตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563 แต่ถูกพบครั้งแรกที่ญี่ปุ่น โดยพบในนักท่องเที่ยว 4 คน ที่เพิ่งเดินทางกลับจากบราซิล โดยไวรัส P.1 ได้รับการยกระดับเป็นไวรัสกลายพันธุ์ที่น่ากังวลใจ (Variant of concern : VOC) สิ่งที่ทำให้น่ากังวล คือ P.1 สามารถระบาดได้รวดเร็วว่าไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม ผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อไวรัสตัวแรก สามารถติดเชื้อซ้ำได้อีก รวมถึงผู้ติดเชื้อ P.1 มีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม

สายพันธุ์แอฟริกาใต้ – 501Y.V2 หรือ B.1.351                                                                                                                     ไวรัสก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ B.1.351 พบครั้งแรกในอ่าวเนลสันแมนเดลา เมืองอีสเทิร์นเคป ของแอฟริกาใต้ ในเดือนตุลาคม 2563 ก่อนจะพบเชื้อตัวนี้ในคลัสเตอร์ที่ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2564 และได้รับการยกระดับเป็นไวรัสกลายพันธุ์ที่น่ากังวลใจ (VOC) สิ่งที่ทำให้ B.1.351 เป็นที่น่ากังวล คือ ไวรัสตัวนี้   มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่คาดว่ามีผลกระทบต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ต่อไวรัส ลดประสิทธิภาพการทำงานของวัคซีน แต่ไม่ได้แปลว่าวัคซีนจะใช้ไม่ได้ เพียงแต่ต้องเพิ่มอัตราส่วนประชากรที่ได้รับวัคซีนให้สูงขึ้น เพื่อให้เกิดการป้องกันระดับประชากร

สายพันธุ์อินเดีย – B.1.617.1 และ B.1.617.2                                                                                                                         ไวรัสก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์อินเดีย B.1.617.1 และ B.1.617.2 พบครั้งแรกในประเทศอินเดียก่อนจะมีการกระจายไปในหลายสิบประเทศ และได้รับการยกระดับเป็นไวรัสกลายพันธุ์ที่น่ากังวลใจ (VOC) ในต้นเดือนพฤษภาคม 2564  ความน่ากลัวก็ คือ โควิดสายพันธุ์อินเดีย B.1.617.2 มีการแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 ถึง 60%

สายพันธุ์อื่น ๆ

A.6 เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีการระบาดในปี 2563 พบในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล                                                           B.1.36.16 เป็นสายพันธุ์หลักที่เริ่มระบาดในไทยเมื่อต้นปี 2564 คาดว่าขณะนี้เป็นสายพันธุ์ประจำถิ่นไทย ที่เข้ามาแทนสายพันธุ์ A.6 พบในพื้นที่สมุทรสาคร ปทุมธานี และพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ                                                                 

B.1.524 ก่อนหน้านี้มีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนพบในพื้นที่ภาคใต้ และ ตม.บางเขนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงได้มีการประชุมวางแผนการทำงานทางออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Google Meet  เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-19 และแนะนำข้อควรรู้เกี่ยวกับโควิด-19 ในตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์

โรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่มีการแพร่ระบาดใหญ่เป็นวงกว้าง ปัจจุบัน ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคโควิด-19 แล้วกว่า 100 ล้านราย และเสียชีวิตกว่า 2 ล้านราย (ร้อยละ 2)  สำหรับประเทศไทย แม้จะมีการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเข้มแข็งก็พบการติดเชื้อสูงถึงกว่า 25,000  ราย

การแพร่กระจายเชื้อโรคโควิด-19

– ทางละอองฝอย ผ่านการไอจามรดกันในระยะ 1-2 เมตร

–  ทางการสัมผัส ผ่านการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เช่น น้ำมูก น้ำลาย ทั้งโดยทางตรง หรือทางอ้อมผ่านพื้นผิวสัมผัสที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู ราวจับ สำหรับสิ่งคัดหลั่งอื่น เช่น  อุจจาระ พบว่ามีโอกาสแพร่เชื้อได้น้อยมาก

– ทางอากาศ พบในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยไอมาก ใกล้ชิดผู้ป่วยในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก    การทำหัตถการที่ก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของละอองฝอยขนาดเล็ก ได้แก่ การดูดเสมหะ การใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นต้น

อาการของโรคโควิด-19

โรคโควิด-19 สามารถมีอาการได้หลากหลายตั้งแต่ ไม่มีอาการเลย จนถึงปอดอักเสบรุนแรง หรือเสียชีวิต

-ระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการของโรคประมาณ 4-5 วัน หลังสัมผัสโรค เด็กมักติดเชื้อจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในบ้านที่ติดเชื้อหรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19

-อาการของโรคโควิด-19 พี่พบมากที่สุดคือ ไข้ ไอแห้งๆ และอ่อนเพลีย อาจพบอาการปวดเมื่อย      คัดจมูก น้ำมูกไหล จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือผื่นตามผิวหนัง สำหรับอาการทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง พบได้เล็กน้อย

จากการลงพื้นที่ปฏิบัติงานเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-19 ในตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ข้าพเจ้าและทีมทำงานรวมไปถึงคณะอาจารย์ประจำโครงการได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานทำความสะอาดสถานที่เป็นสุดเสี่ยงใช้งานร่วมกัน เช่น ศาลากลางหมู่บ้าน หมู่ 1 บ้านเจริญสุข วัดเขาพระอังคาร ข้าพเจ้าและทีมงานได้ติดต่อประสานงานกับผู้นำชุมชนทั้ง 14 หมู่บ้าน ได้แก่   หมู่ 1 บ้านเจริญสุข,หมู่ 2 ประดาจะบก, หมู่ 3 บ้านโคกศรีละคร, หมู่ 4 บ้านบุไร่อ้อย, หมู่ 5 บ้านหนองสะแก, หมู่ 6 บ้านพูนสุขหมู่ 7 บ้านระเบิก, หมู่ 8  บ้านป่ารัง, หมู่ 9 บ้านหนองจอก, หมู่ 10 บ้านสี่เหลี่ยม, หมู่ 11 บ้านหนองแห้ว,   หมู่ 12 บ้านเจริญสุข, หมู่ 13 บ้านโคกเกริ่น และ หมู่ 14 บ้านสายบัว ในตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ประชาสัมพันธ์เสียงตามสายให้ประชาชนรับทราบทั่วกันในการทำความสะอาด บ้านพักอาศัย ถนนรอบหมู่บ้าน พื้นที่โรงเรียน บริเวณวัด ศาสนสถาน โรงพยาบาลตำบล

 

   

 

มีการสร้างเซฟโซนการจัดการขยะให้ถูกสุขลักษณะ การคัดแยกขยะ ได้แก่ ขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะพลาสติกและปิดป้ายประชาสัมพันธ์ ให้ผู้นำชุมชนประกาศเสียงตามสายทุกหมู่บ้าน เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้เข้าใจและตระหนักเห็นความสำคัญ ในการดูแลความสะอาดและการกำจัดขยะทุกวัน

   

                                 

 

นอกจากการสร้างเซฟโซนการจัดการขยะให้ถูกสุขลักษณะยังมีการสอนทำอุปกรณ์ป้องกันตนเองร่วมกับชุมชนและตัวแทน อสม. ประจำหมู่บ้าน ทั้ง 14 หมู่บ้าน จัดทำหน้ากากอนามัย และหน้ากากแผ่นใส่กันละอองป้องกันเชื้อโควิดที่ศาลากลางหมู่ที่ 1           บ้านเจริญสุข เพื่อแจกจ่ายและฝึกอบรมให้ชาวบ้านทำใช้เองได้และรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้แก่การล้างมือ          เว้นระยะห่าง และการสวมใส่หน้ากากอนามัย จากอาจารย์คณะสาธารณะสุขมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มาให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชาวบ้าน

        

 

 

 

 

 

 

 

 

ประโยชน์ที่ชุมชนได้รับในการลงพื้นที่ คือ ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และวิธีการเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนและหลังจากการฉีดวัคซีนว่าต้องปฏิบัติตนทำให้ชาวบ้านมั่นใจการการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น รวมทั้งตัวแทน อสม.ทั้ง 14 หมู่บ้านที่ได้มารวมอบรม วิธีการทำหน้ากากอนามัยที่สามารถทำใช้เองได้ สามารถนำไปต่อยอดในหมู่บ้านของตนเอง

 

ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณผู้นำชุมชนและชาวบ้าน ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ให้ความร่วมมือในการลงพื้นที่ปฏิบัติงานในครั้งนี้ ขอบคุณอาจารย์จากคณะสาธารณะสุขมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่มาให้ความรู้ความเข้าใจแก่ข้าพเจ้าและชาวบ้าน และขอขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ คณะครุศาสตร์ที่ได้มีโครงการดี ๆจากมหาวิทยาลัยสู่ตำบล ขอขอบคุณค่ะ

                                   

      

อ้างอิง : https://www.sikarin.com/doctor-articles/  

https://www.who.int/docs/default-source/searo/thailand/update-28-covid-19-what-  we-know—june2020—thai.pdf?sfvrsn=724d2ce3_0

https://covid-19.kapook.com/view241927.html

 

อื่นๆ

เมนู