ข้าพเจ้า นางสาวกมลวรรณ บุตรไทย กลุ่มบัณฑิตจบใหม่ ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ หลักสูตร : ED05 คณะครุศาสตร์ โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมแบบบูรณนาการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัยจากมหาวิทยาลัยสู่ตำบล เพื่อสร้างรากแก้วให้ประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ตำบลเจริญสุขอยู่ในพื้นที่ภูเขาไฟพระอังคารที่ดับสนิทแล้ว ซึ่งบริเวณแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุที่เกิดจากภูเขาไฟ ทำให้พืชพันธุ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณที่แห่งนี้ได้รับแร่ธาตุเหล่านั้นตามไปด้วย

ลักษณะของเขาพระอังคาร เป็นภูเขาขนาดเล็ก ตั้งโดดเด่นในบริเวณทุ่งนา มีรูปร่างกลมรีวางตัวอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ เช่นเดียวกับเขาพนมรุ้ง มีความยาวประมาณ 7.5 กิโลเมตร กว้างประมาณ 5 กิโลเมตร แผ่คลุมพื้นที่ประมาณ 37 ตารางกิโลเมตร มีความสูงจากที่ราบโดยรอบประมาณ 110 เมตร ยอดที่สูงที่สุดมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 331 เมตร เขาพระอังคารเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว มีช่องทางการไหลของหินลาวาออกมาหลายจุดตามไหล่เขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีปล่องปะทุชัดเจนอยู่บริเวณเกือบศูนย์กลางของภูเขา โดยปากปล่องภูเขาไฟเป็นแบบแคลดีรา(Caldera) เกิดจากการทรุดถล่มเป็นแนวซ้อนกันหลายชั้นมีความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร พื้นที่ภายในแอ่งทรุดตัวนี้มีประมาณ 40,000 ตารางเมตร สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นทะเลสาบ แต่ภายหลังน้ำระบายออกทางช่องด้านตะวันออก ภายในแอ่งทรุดตัวนี้มีภูเขาไฟเล็ก ๆ ปะทุมาภายหลัง มีขนาดปากปล่องประมาณ 15-20 เมตร และพบหินตระกรันภูเขาไฟบริเวณปล่องนี้ด้วย

บริเวณขอบปล่องด้านหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธบาทจำลองและวัดพระอังคาร อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ เขาพระอังคารประกอบไปด้วย หินบะซอลต์เกิดจากหินหลอมเหลวเคลื่อนตัวขึ้นมาปะทุตามรอยแยก (Fissure eruption) แทรกตัวขึ้นมาตามรอยแตกร้าวของเปลือกโลกที่มีขนาดใหญ่และลึก เป็นการประทุเงียบไม่ระเบิดรุนแรง อุณหภูมิของลาวาอยู่ในช่วงประมาณ 700 – 1,200 องศาเซลเซียส อันเนื่องมาจากเป็นลาวามีส่วนประกอบของธาตุ ซิลิกาค่อนข้างน้อย ทำให้มีความหนืดต่ำ (Low viscosity) เป็นสาเหตุทำให้ลาวาบะซอลต์ไหลเอ่อปกคลุมพื้นที่ได้เป็นบริเวณกว้าง ภูเขาไฟเขาพระอังคาร มีลักษณะรูปร่างแบบลาวาโดม รูปฝาชีคว่ำฐานกว้างบริเวณปากปล่องภูเขาไฟพบตะกรันภูเขาไฟ (Scoria) ซึ่งเกิดจากการระเบิดของหินหลอมเหลว พบลักษณะการไหลของลาวาบะซอลต์เป็นแบบอาอา(aa) ทำให้ผิวชั้นลาวาปรากฏลักษณะผิวที่ขรุขระ และมีรูพรุนมาก ลักษณะแบบนี้เกิดจากการไหลของหินหลอมเหลวที่มีก๊าซปนอยู่มาก นักธรณีวิทยานำตัวอย่างมาวิจัยพบว่า หินบะซอลต์บริเวณนี้มีสีผิวสดเป็นสีเทาเข้ม (Dark gray (N3)) สีผิวผุเป็นสีน้ำตาล เข้มอมเหลือง (Dark yellowish brown (10 YR 4/2)) มีทั้งเนื้อพรุน และเนื้อแน่น โดยชั้นล่างเป็นหินเนื้อละเอียดแข็งแน่น ส่วนชั้นบนปรากฏลักษณะมีรูพรุน มีแร่แคลไซต์สีขาวและเหลืองเม็ดกลม ๆ ขนาด 2 มิลลิเมตร ตกผลึกอยู่ตามช่องว่างนั้นเป็นกลุ่ม คล้ายกับพวงองุ่น (Botryoidal texture) หินที่รองรับหินบะซอลต์แตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณ ส่วนใหญ่เป็นหินทราย และหินทรายแป้งปนหินกรวดมนสีน้ำตาลแดงของหมวดหินโคกกรวด อายุประมาณยุค ครีเทเชียสตอนปลาย (Late Cretaceous) บริเวณโดยรอบเนินเขามีหินบะซอลต์อีกส่วนหนึ่งที่ไหลไปกับพื้นราบและมีตะกอนยุคควอเทอร์นารีปิดทับ

นอกจากนี้บริเวณเขาพระอังคารยังมีร่องรอยการไหลของลาวาที่เกิดการเย็นตัวกลายเป็นหิน ซึ่งยังสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งให้คนพื้นที่ได้เรียนรู้ และอนุรักษ์ไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป

ภาพประกอบบทความ

อื่นๆ

เมนู