ข้าพเจ้า นางสาวรุ่งตะวัน เสมารัมย์ ประเภทบัณฑิตจบใหม่ ตำบลพระครู อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ หลักสูตร : HS09 โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมแบบบูรณาการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัยสู่ตำบล เพื่อสร้างรากแก้วให้ประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

บทความประจำเดือน ธันวาคม 2564

เมื่อต้นเดือนได้เข้าร่วมการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ณ บ้านแม่ลำดวน แสนสมบัติ โดยวิทยากร อาจารย์เบิร์ด คุณกฤษกร แก้วโบราณได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการให้สี ไม่ว่าจะเป็นพืช เช่นเปลืองไม้ และความเข้มของสีขึ้นอยู่กับปริมาณของสี สีที่ให้จากใบ ใบมะม่วง ใบหูกวาง ใบสมอ คุณภาพการย้อมติดสีดี จะมีความทนต่อแดด อีกอย่างคือให้จากดอก เช่นดอกดาวเรืองแต่คุณภาพของสีจะไม่ทนต่อแดด ถ้าจะให้ดีต้องมีสารช่วยทำให้ติดสี ถ้าเป็นจบกจะทำให้สีติดดี สีจะออกเป็นเทาดำ สรุปได้ว่าสีที่มาจากธรรมชาติต้องมีปริมาณสีที่เพียงพอจึงจะทำให้สีเข้มลายที่ออกมาทำให้เด่นชัดสวยงามตามที่ต้องการ ต่อมาเป็นการแบ่งสีให้แต่ละกลุ่มทอผ้าทั้ง 3หมู่บ้าน ดังนี้ บ้านหนองมะค่าแต้ สีที่ได้จากธรรมชาติคือต้นกล้วย บ้านชุมทองพัฒนา สีที่ได้จากธรรมชาติคือเปลืองปะดู่และแก่นขนุน บ้านหนองขวางน้อย สีที่ได้จากธรรมชาติคือ เปลืองสมอและใบยูคาลิปตัน ซึ่งเป็นการแนะนำแนวทางการเตรียมสีเพื่อที่จะนำมาย้อมเป็นผ้าคลุมไหล่ที่เป็นลายเอกลักษณ์ของชุมชน และให้แต่ละกลุ่มเตรียมวัตถุอุปกรณ์มาเพื่อที่จะทำการย้อมสีในครั้งต่อไป

เปิดรูปภาพ

รูปแสดงลวดลายผ้าไหมของบ้านหนองมะค่าแต้,บ้านชุมทองพัฒนา,บ้านหนองขวางน้อยตามลำดับ

เปิดรูปภาพ

เมื่อกลางเดือน ได้ลงปฎิบัติงานที่บ้านแม่ลำดวน โดยมีวิทยากรอาจารย์เบิร์ด คุณกฤษกร แก้วโบราณได้อธิบายถึงขั้นตอนในการย้อมสี ซึ่งมีวัตถุดิบที่ให้สีธรรมชาติซึ่งหาได้จากพื้นที่ในชุมชน ดังนี้ เปลืองประดู่ ต้นกล้วยสับ แก่นขนุน ใบยูคา

บ้านหนองมะค่าแต้ ได้เตรียมน้ำต้มจากต้นกล้วย ซึ่งนำต้นกล้วย นำมาหั่นเป็น ชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำไปต้ม ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมง โดยใช้อัตราส่วน 1:2 เมื่อครบ 1 ชั่วโมงกรองใช้เฉพาะน้ำ สีที่ได้ออกมาคือ สีเทา กระบวนการย้อมต้องมีเกลือจะช่วยให้สีเข้มขึ้น และใช้จุลสี หรือคอมเปอร์ซันเฟดช่วยทำให้สีติดดี

บ้านชุมทองพัฒนา ได้มีการย้อมสีธรรมชาติจากพืช คือ เปลือกประดู่ สีที่ได้คือสีน้ำตาลแดง กับแก่นขนุน สีที่ได้คือมีเหลือง บ้านหนองขวางน้อย ได้เตรียมน้ำต้มจากเปลือกต้นสมอโดยใช้จุลสีเป็นสารช่วยติด และใบยูคาลิปตัส ใช้สารส้มเป็นสารช่วยติด สีที่ได้จากเปลือกต้นสมอเหลือง คือ สีเขียว สีที่ได้จากใบยูคาลิปตัส คือ สีน้ำตาลเหลือง

วัสดุและอุปกรณ์ 1. ไหมดิบ 2. หม้อสแตนเลสใช้ต้มน้ำย้อม 3. เตา 4. ห่วงย้อมไหม 5. สีย้อมไหม 6. ไม้แขวนห่วงไหมสำหรับแขวน ห่วงคล้องไหม และช่วยในการยกไหมขึ้นลงขณะย้อมสี 7. ไม้พายสแตนเลสสำหรับกลับไหมและคนน้ำในหม้อ 8. ถุงมือยางสวมใส่เมื่อจับเส้นไหมขณะร้อน หรือ มีสารเคมี 9. กะละมังสำหรับแช่ ล้างเส้นไหม วัสดุให้สีย้อม 10. ราวไหมสำหรับตามไหม

สารที่ช่วยทำให้สีติดทนนานมากยิ่งขึ้น ได้แก่ 1. เกลือเคมี 2. สารส้ม 3. จุนสี (คอปเปอร์ซัลเฟต) 4. โคลน

การย้อมเย็นใช้เวลาประมาณ20นาที ระหว่างที่ย้อมต้องนวดไหมไปด้วยเพื่อช่วยให้สีไม่ด่าง และกระจายตัวทำให้สีติดในระดับเดียวกัน ย้อมร้อน ต้ม1ชั่วโมงยกไหมขึ้นแล้วเติมสารช่วยติดลงไป 2ช้อน เพื่อให้สีติดดี แล้วย้อมต่ออีก20นาที ถ้ากรณีที่ไม่ยกไหมขึ้นจะทำให้ไหมด่างหลังจากนั้นนำไปล้างน้ำสะอาด

ขั้นตอน วิธีสกัดสี และย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ  การย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ ทั่วไปมีขั้นตอนง่าย ๆ เริ่มจากสกัดสี น้ำที่สกัดได้นำไปย้อมเส้นไหมที่ลอกกาวแล้ว

การสกัดสีจากเปลือกไม้ : สับเปลือกไม้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำ 1 คืน แล้วนำมาต้มเคี่ยว 1-2 ชั่วโมง กรองกากทิ้ง อัตราเปลือกสด : ไหม = 6 : 1 หรืออัตราเปลือกแห้ง : ไหม 2 : 1

การสกัดสีจากใบหรือดอก : นึ่งใบหรือดอกด้วยไอน้ำ 5-10 นาที แล้วแช่น้ำเย็น 10-15 นาที จากนั้นต้มด้วยไฟอ่อนประมาณ 1 ชั่วโมง: ไหม = 8 ถึง 10 : 1 หรืออัตราเปลือกแห้ง : ไหม 2 : 1

การสกัดสีจากผล : ผลแห้ง ทุบให้แหลก แล้วสกัดน้ำย้อมเช่นเดียวกับวิธีสกัดจากเปลือกไม้ ผลสดทุบ หรือโขลกให้นุ่ม หรือแหลกก่อนคั้นน้ำ หรือต้มเคี่ยวด้วยไฟอ่อน (ขึ้นกับชนิดพืช)

การย้อมเส้นไหม : ด้วยวิธีแช่ และนวดเส้นไหมเบา ๆ ในน้ำย้อม ที่อุณหภูมิปกติจนได้สีที่ต้องการ เรียก “ย้อมเย็น” หรือย้อมที่อุณหภูมิ 80-85 องศาเซลเซียส นาน 60 นาที เรียก “ย้อมร้อน” ระหว่างย้อมให้พลิกกลับเส้นไหมบ่อย ๆ เพื่อให้เส้นไหมติดสีสม่ำเสมอ อาจย้อมเย็นก่อน แล้วย้อมร้อนต่อจนครบเวลา 60 นาที จึงนำเส้นไหมขึ้น และล้างในน้ำอุ่น 1-2 ครั้ง จากนั้นล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ไม่มีสี กลิ่น แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจนหมดฟอง

ขั้นตอนสุดท้ายบีบน้ำออกให้เส้นไหมหมาด กระตุกให้เรียงเส้น และผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ปกติการย้อมไหม 1 กิโลกรัมแบบย้อมเย็น จะใช้น้ำย้อม 20-25 ลิตร ส่วนการย้อมร้อนใช้ 30 ลิตร           การแช่เส้นไหมในสารช่วยย้อม เช่น น้ำสารส้ม น้ำต้มใบพืช ได้แก่ ใบยูคาลิปตัส ใบเหมือด ก่อนหรือหลังการย้อม หรือผสมในน้ำย้อม จะช่วยให้สีที่ย้อมติดคงทนดีขึ้น ยังมีวัสดุธรรมชาติ และพันธุ์ไม้ย้อมสีหลายชนิด ใช้ย้อมเส้นไหมได้สีสันหลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นกับพืช ฤดูกาล และเทคนิคการย้อม

นอกจากนี้ท่านวิทยากรยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการย้อมสีเคมีกับสีธรรมชาติมีความแตกต่างกันคือ สีธรรมชาติจะติดช้า เราต้องนวดไหม ทุกๆ5นาทีเพื่อให้สีสม่ำเสมอไม่ด่าง ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สีสารเคมีจะติดสีเร็วและง่ายกว่า สารเคมีจะส่งผลต่อสุขภาพคนย้อมเมื่อสูดดมไปนานๆ สีธรรมชาติสีจะสวยแล้วทำให้ไหมนุ่มเงามันวาว สีธรรมชาติต้องต้มจำนวน3ชั่วโมงขึ้นไป ยิ่งนานสียิ่งเข้ม ปริมาณวัถุดิบ2กิโลต่อน้ำ5ลิตร ถ้าต้องการให้เข้มข้นขึ้นต้องเพิ่มปริมาณ อย่างเช่น5โล สีก็จะเข้มขึ้น โทนสีจะอ่อนเข้มแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณที่เราใช้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปภาพแสดงถึงการทำกิจกรรม

                     และเมื่อตอนปลายเดือนได้ลงพื้นที่บ้านแม่ลำดวน ซึ่งเป็นการลงเก็บข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมไปถึงขั้นตอนการทอผ้า ขั้นตอนการทอผ้า หลักการในการทอผ้า คือ การเอาเส้นไหมมากกว่า 2 เส้นขึ้นไปมาขัดสลับกัน ซึ่งมีวิธีการทอเป็นขั้น ๆ ดังนี้ 1.เมื่อเตรียมไหมเส้นพุ่งและไส้หูกเรียบร้อยแล้ว นำเอาเส้นหูกอันใหม่สืบต่อกับไส้หูกที่ค้างอยู่ในเขาหูกและร่องฟันฟืมเดิม กางกี่หรือหูกให้เรียบร้อย 2.เอาหลอดไหมเข้าร่องกระสวย ร้อยไหมจากหลอดผ่านรูเล็ก ๆ ข้างกระสวย หากเส้นไหมหมดจากหลอดแรก ต้องเอาหลอดที่ 2,3… ตามลำดับหลอดที่ร้อยไว้ บรรจุเข้ากระสวยและทอตามลำดับ 3.คล้องเชือกจากเขาหูกอันหนึ่งเข้ากับไม้คันเหยียบข้างใดข้างหนึ่งและคล้องเชือกเขาหูกที่เหลืออีกอันเข้ากับไม้คันเหยียบอีกอัน เมื่อเหยียบไม้คันเหยียบข้างหนึ่ง ไส้หูกกางออกเป็นช่องเนื่องจากการดึงของเขาหูก พุ่งกระสวยผ่านช่องว่างนั้น แล้วดึงฟืมกระทบเส้นฝ้ายที่ออกมาจากกระสวยเข้าไปเก็บไว้ เหยียบไม้คันเหยียบอีกอัน พุ่งกระสวยผ่านช่องว่าง กลับมาทางเดิม ดึงฟืมกระทบเส้นฝ้ายเข้าเก็บ เหยียบไม้คันเหยียบอีกอัน พุ่งกระสวย ดึงฟืมกระทบ เหยียบไม้คันเหยียบ ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ จนได้ผืนผ้าเกิดขึ้นยากมากแล้ว จึงพันผืนผ้าไว้ด้วยไม้คำพันนอกจากนี้ยังได้ความรู้เรื่องความเชื่อที่เกี่ยวกับการทอผ้าไหม เช่น วันพระไม่ควรสาวไหมเพราะไหมก็ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตจึงไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น ซึ่งแม่ลำดวนยังกล่าวอีกว่า การทอผ้าไหม มีขั้นตอนที่มากมายซับซ้อนต้องอาศัยความชำนาญในการทอ และแต่ละผืนใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ การทอ1เครือนั้นจะได้ผ้าไหม 10ผืน ความยาวประมาณ20.5 เมตร

จากการที่ข้าพเจ้าได้ลงพื้นที่ ได้เรียนรู้การทำงานกับชุมชนเกี่ยวกับผ้าไหมยิ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความสวยงามของผ้าไหม และความปราณีตของผู้ทอที่ต้องใช้ทั้งความอดทน ความสม่ำเสมอ เพราะจะทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ในการลงพื้นที่ทุกครั้งสมาชิกกลุ่มทอผ้าไหมก็ให้ความร่วมมือกันอย่างดี ข้าพเจ้าจึงมีความคิดเห็นว่าอยากให้มีโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อหวังว่าจะเป็นการพัฒนาต่อยอดเรื่องราวของผ้าไหมของตำบลพระครู อำเภอเมือง จังบุรีรัมย์ ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในอนาคตต่อไป

วิดีโอประจำเดือน ธันวาคม

อื่นๆ

เมนู