กระผม นายพงศกร สุมงคล บัณทิตจบใหม่ ผู้ปฏิบัติงานตามโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ(มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ลงพื้นที่ปฎิบัติงานเดือนธันวาคม2564 ลงพื้นที่ปฎิบัติงาน นักศึกษา ประชาชน บัณทิตจบใหม่ อาจารย์ประจำตำบล

และคณบดี คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาราชภัฎบุรีรัมย์ หลักสูตร์ เกษตรผสมผสานในรูปแบบโคก หนอง นาโมเดล ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

วันที่26 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ข้าพเจ้าได้ลงพื้นที่ ผู้ปฎิบัติงานและเพื่อนๆ สามตำบล มีตำบลหนองโสน ตำบลหนองกง ตำบลหนองยายพิมพ์ และอาจารย์ประจำตำบล ได้เข้าร่วมกิจกรรมอบรม สร้างเพจfacebook   โฆษณาผลิตภัณฑ์ชุมชน ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ สถานะที่ จัดกิจกรรมอบรม สร้างเพจ facebook ณ บริเวณลานวัฒนธรรม บ้านโคกว่าน หมู่ 1 ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

อาจารย์ชมพู อิสริยาวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายพันธกิจชุมชนสัมพันธ์และภูมิทัศน์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะอาจารย์ประจำหลักสูตรโคกหนองนาโมเดล อาจารย์ศุภกิจ ภูวงศ์,อาจารย์สมยงค์ โสมอินทร์ เป็นผู้ประสานงานโครงการครั้งนี้ ผู้เข้าอบรมได้แก่ผู้ปฏิบัติงานU2Tตำบลหนองโสนและชาวบ้านในชุมชน และคณบดี คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมอบรม สร้างเพจfacebook รองศาสตราจารย์ ดร.อัครพนท์  เนื้อไม้หอม คณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์  และ วิทยากรที่ มาอบรมความรู้เกี่ยวกับสร้างเพจ  Facebook ดร.วิษณุ ปัญญายงค์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์และอาจารย์ปิติวรรณ ฝ้ายโคกสูง สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ

การอบรมกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างการตลาดและสร้างรายได้ ให้แก่คนในชุมชน เพื่อให้ผุ้คนทั่วไปได้รู้จัก ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมากขึ้น เป็นการส่งเสริมอาชีพ ของดี ของชุมชน และเป็นการแหล่งตลาดที่กว้างขึ้น ในแบบการตลาดยุคใหม่ในยุคตลาดออนไลน์ สินค้า ผลิตภัณฑ์ เราสามารถสร้างเพจ โพสสินค้าในเพจ ที่ตัวสร้างขึ้นมา ให้คนรู้จักสินค้ามากขึ้นและการมาปรับสินค้าหรือ ผลิตภัณฑ์  ที่สมัยใหม่ ประยุกต์ของตัวเองให้ทำที่น่าสนใจมากขึ้นมา ตำบลหนองโสน มีผลิตภัณฑ์ชุมชน มาประยุกต์หลากหลาย สินค้าที่นำมาประยุกต์ได้แก่ ข้าวเม่า ผลิตภัณฑ์ของตำบล ได้นำมาประยุกต์ให้ทันสมัยจริงอยู่ บางพื้นที่ ก็มีข้าวเม่า หลากหลาย พื้นที่ แต่สำหรับตำบลหนองโสน ได้นำข้าวเม่าได้มาแปงรูปให้ดูนำสมัยได้แปงรูปเป็นหลากหลายมากขึ้น เป็นผลิตภัณฑ์ ที่จะเป็นการตลาด ให้แก่ชุมชน ผลิตภัณฑ์ข้าวเม่า ตำบลหนองโสน

ได้นำแปงรูป 12 รูปแบบ ดังนี้

  1. ข้าวเม่าโปร
  2. ข้าวเม่าคลุก
  3. ข้าวเม่าทอด
  4. ข้าวเม่าลูกชิ้น
  5. ข้าวเม่าคั่ว
  6. ข้าวเม่าหมี่สมุนไพร
  7. ข้าวเม่าซีเรียล
  8. ข้าวเม่าตู
  9. ข้าวเม่ารางน้ำกะทิ
  10. ข้าวเม่าเบญจรงค์
  11. ข้าวเม่าแฟนซี
  12. ข้าวเม่ากระยาสารท

มีผู้ใดสนใจสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ ของตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

facebook  https://www.facebook.com/105772728608257/posts/105780275274169/?sfnsn=mo

หรือ เพจ ชื่อ ว่า ของดีหนองโสน ที่อําเภอนางรอง  เข้ามา รับชม หรือเข้ามาดูสินค้า ผลิตภัณฑ์ ของตำบลได้ที่นี้

มีแอดมิน พร้อมตอบตลอดเวลา

 

 

วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2564 ข้าพเจ้าได้ลงพื้นที่ ตีข้าว พื้นที่นาแปลง นาย สว่าง อุดมดัน  โคกหนอง นาโมเดล บ้านหนองโสนน้อย หมู่ 5 ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีผู้ปฎิบัติงาน ตำบลหนองโสนและอาจารย์ชมพู อิสริยาวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายพันธกิจชุมชนสัมพันธ์และภูมิทัศน์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะอาจารย์ประจำหลักสูตรโคกหนองนาโมเดลและคณบดี รองศาสตราจารย์ ดร.อัครพนท์  เนื้อไม้หอม คณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และเจ้าของนาแปลง นาย สว่าง อุดมดัน

ไม้นวดข้าว หรือบางที่เรียกว่าไม้ตีข้าว ไม้ทุบข้าว ไม้หนีบ หรือไม้หีบ เป็นเครื่องมือของชาวนาใช้สำหรับรัดฟ่อนข้าวเพื่อทุบหรือตีรวงข้าวที่มัดอยู่ในฟ่อนให้เมล็ดข้าวกระเด็นออกมาจากรวง
ไม้นวดข้าวทำจากไม้ไผ่ที่มีเนื้อแน่น ไม้แก่จัด ข้อสั้น ลำต้นเล็ก มีขนาดพอดีมือ กำได้รอบ อาจจะใช้ไม้อื่นเช่น ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ชิงชันหรือไม้สัก การทำไม้นวดข้าวเริ่มจากการตัดไม้มา 2 ท่อนให้มีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร เหลาไม้ให้เรียบ หากใช้ไม้จริงต้องใช้กบไสแล้วใช้บุ้งถูให้เรียบ เจาะรูที่ปลายไม้ทั้ง 2 ท่อน ห่างจากปลายไม้ประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วใช้เชือกหนังที่เรียกว่าหนังหัวเกวียน หรือใช้เชือกยาวประมาณ 50 เซนติเมตร หรือให้ยาวประมาณเส้นรอบวงของฟ่อนข้าว ร้อยรูไม้ที่เจาะทั้ง 2 ท่อนแล้วขมวดปมที่ส่วนปลายเชือก

ก่อนการนวดหรือฟาดข้าว ชาวนาจะไปขนข้าวจากที่ตากแดดอยู่ หรือเอาออกจากกองข้าวมาวางที่ตาราง โดยเรียกขั้นตอนนี้ว่า “ลอมข้าว” การลอมข้าวนี้บางคนจะเอาข้าวเฟ่ามาวางซ้อนกันเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมรอบตาราง โดยเว้นช่องว่างให้คนสามารถเข้า-ออกตารางได้ ต่อจากนั้นจึงเป็นขั้นตอนการทำให้ข้าวเปลือกหลุดจากรวงข้าวซึ่งเรียกว่าการฟาดข้าว หรือ ตีข้าว หรือ บุบข้าว หรือ ย่ำข้าว ในอดีตนั้นจะนิยมทำในเวลากลางคืน เนื่องจากในช่วงกลางวัน ชาวนาจะต้องไปตอบแทนแรงงานผู้อื่นซึ่งมาช่วยงานในไร่นาของตน จึงมีเวลาทำการฟาดข้าวในเวลากลางคืน

ในการใช้งานไม้นวดข้าว ชาวนาจะจับไม้นวดข้าวทั้งสอง ใช้เชือกคล้องกับฟ่อน เคน็ดข้าว หรือตรงส่วนที่ใช้ตอกรัดฟ่อนข้าว แล้วไขว้ไม้นวดข้าวในลักษณะที่ขัดกันเพื่อรัดฟ่อนข้าวให้แน่น แล้วจึงยกฟ่อนข้าวขึ้นฟาดกับท่อนไม้ที่วางไว้จนเมล็ดข้าวเปลือกจะร่วงออกจากรวง โดยจะทุบในลานข้าว ในเสื่อ หรือในผืนผ้าใบที่ปูพื้นกว้างๆ

มีอุปกรณ์อื่นที่มีการใช้งานคล้ายคลึงกับไม้นวดข้าว เรียกว่าไม้ควง ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับไม้นวดข้าว แต่มีขนาดที่แตกต่างกันไป ใช้สำหรับทุบหรือตีฝักถั่วเขียว ฝักถั่วเหลือง ฝักถั่วดำ เป็นต้น

ปัจจุบันนี้การใช้ไม้นวดข้าวไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้งานแทนเช่นรถไถเดินตาม รถแทรกเตอร์หรือเครื่องนวดข้าวที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ซึ่งสะดวกสบายและประหยัดแรงงานกว่า

 

 

วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2564 ข้าพเจ้า ได้นัดกับเพื่อนๆผู้ปฎิบัติงาน นักศึกษา ประชาชน บัณฑิตจบใหม่ เพื่อมาประชุมชีแจ้งที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอำเภอนางรอง บ้านโคกว่าน หมู่ ที่ 1 ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์  แบ่งงานของแต่ละกลุ่ม ว่ามีรับผิดชอบส่วนไหน บาง ไปเก็บข้อมูล ว่า ข้าวเม่า มีบ้านไหน ทำบ้าง และมีผลิตภัณฑ์พอ ออกขายได้ยังเพื่อจะได้เป็นการตลาดให้แก่ชุมชนตำบลหนองโสน ให้ลงขายสินค้าทางเพจที่ สร้างขึ้นงานที่เป็นงานของโครงการสุดท้าย ทางผู้ปฎิบัติงานก็อยากให้งานชิ้นนี้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อชาวบ้านหรือผู้ผลิตภัณฑ์ตำบลหนองโสนหรือสินค้าต่างๆ มีรายได้ที่มากขึ้น  ดังนั้นทางผู้ปฎิบัติงาน จึงได้มาประชุม เพื่อ แบ่งงานแต่ละ หน้าที่ ให้กันทำ มีผลิตภัณฑ์ดังนี้ 1.ข้าวเม่าแปงรูป 2.ตะกร้าจักสาน 3.ทอเสื่อและบ้านบุคราม สินค้าโคกหนองนาโมเดล  มีผลผลิต สินค้าตัวไหนบ้าง

แปลงสินค้าโคกหนองนาโมเดล  ที่ลงเก็บข้อมูลสินค้า

1.ผู้ใหญ่จุล

2.นางสาว ดนุลดา

3.นาย ปรีดา

4.นายมีชัย

5.นายอุทัย

6.นางเปรมวิกา

7.นายสว่าง

8.นายบุญลือ

 

 

สรุปงานทั้ง 12 เดือน ที่ลงพื้นที่ และปฎิบัติ งาน ทำให้ข้าพเจ้าได้พัฒนา หลายด้านและฝึกทำอะไรใหม่ ที่ไม่เคยทำ และทำไม่ป็นเลย ก็ได้มาฝึกทำ ได้ร่วมกับเพื่อนๆผู้ปฎิบัติงาน อาจารย์ ประจำตำบล และคณบดี ชาวบ้าน ในการลงพื้นที่ปลูกป่า ได้เรียนรู้เจ้าของแปลงโดยตรงทำ จากการที่ไปเรียนรู้ ลงพื้นที่ ต่างๆ ได้นำมาฝึก ทำตาม ดูบ้าง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่า ไหร่แต่ก็พยายามเรียนรู้ไปเรื่อยโครงการทำให้เกิดประโยชน์ในการฝึกอาชีพ ส่งเสริมให้แก่ ผู้ปฎิบัติงานด้วย เพื่อ เอามาต่อยอดแก่ผู้ปฎิบัติงาน ในการสร้างอาชีพให้ตัวเองอีกด้วย ถ้าผมมีโครงการนี้อีกครั้งผม นำความรู้ตรงนี้มาพัฒนาตัวเอง ให้เกิดผลสำเร็จแก่ตัวเองให้ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อื่นๆ

เมนู