กระผมชื่่อนาย.พงศกร สุมงคล ประเภทบัณทิตจบใหม่

ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ปฏิบัติงานตามโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ)

ลงพื้นที่ ปฎิบัติงาน เดือน กันยายน พ.ศ. 2564 หลักสูตร : เกษตรผสมผสานในรูปแบบโครงการโคกหนองนาโมเดล ตามหลักสูตรปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2546 ลงพื้นที่ ครั้ง ที่2 ในการปลูกต้นใม้อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่บ้านโคกวาน ตำบล.หนองโสน อำเภอ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ กลุ่มของบัณฑิตจบใหม่ กลุ่มของประชาชน และกลุ่มนักศึกษา ของตำบลหนองโสน และยังมีผู้ปฏิบัติงานอีก 2 ตำบลมาร่วมคือ ตำบลหนองกงและตำบลหนองยายพิมพ์  ผู้นำชุมชน ชาวบ้านตำบลหนองโสน  ได้ร่วมกันปลูกป่าสามัคคีของกลุ่มนางรองรักษ์สีเขียว ซึ่งต้นไม้ที่ปลูกก็ยังคงเป็นต้นไม้ยืนต้นสามารถเป็นที่นั่งพักมีร่มเงายามที่ต้นไม้เจริญเติบโต เช่น ต้นสักทอง ต้นพยูง โดยมีพระครูวิสุทธิพัฒนาภิรมย์ เป็นผู้นำทีมในการปลูกต้นไม้และหญ้าแฝกในครั้งนี้  หลังจากที่ร่วมกันปลูกต้นไม้และหญ้าแฝกเป็นที่เรียบร้อย

  การปลูกต้นไม้ เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ ดิน แหล่งน้ำ เกิดความ ร่นเย็น สร้างบรรยายกาศสดชื่น เพื่อเกิดชุมชนสีเขียว
ไฟป่า หมอกควัน และภัยแล้ง ล้วนเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงหน้าแล้งของทุกปีและทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งล้วนมีสาเหตุจากกิจกรรมมนุษย์ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกเกินพอดี ในตลอดช่วงเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทุก ๆ นาที โดยเฉลี่ย มีพื้นที่ป่าไม้ขนาดสี่สิบสนามฟุตบอลได้ถูกโค่นทำลายไป เปลี่ยนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเกษตรผลิตอาหาร อุตสาหกรรมปศุสัตว์ และพืชพลังงาน โดยหากนับตั้งแต่เราก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม พื้นที่ป่าไม้ทั่วโลกได้ลดจำนวนลงไปถึงร้อยละ 46 หรือประมาณ 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร การที่เราได้สูญเสียแหล่งกักเก็บน้ำและแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญที่สุดไปอย่างต่อเนื่อง โลกเราจึงทั้งร้อนและแล้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นหมายถึงเราได้สูญเสียระบบนิเวศหรือสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของทั้งมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ ไป  ซ้ำร้ายความร้อนและความแห้งแล้งได้ทำให้ผืนป่าแปรเปลี่ยนเป็นแหล่งเชื้อเพลิงอย่างดี ประกอบกับการเผาแปลงเกษตรในพื้นที่ใกล้เคียง ย่อมเป็นเชื้อไฟให้ป่าต่าง ๆ ทั่วโลกถูกแผดเผาได้อย่างง่ายดาย หรือมีความเสี่ยงที่จะลุกเป็นไฟได้ทุกเมื่อ ซ้ำเติมให้ประชากรโลกทั้งหมดสุ่มเสี่ยงต่อภัยพิบัติและสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถอยู่รอดได้ในอนาคต หากเราปราศจากผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และปริมาณต้นไม้ที่มากเพียงพอในการดูดซับคาร์บอน สถานการณ์วิกฤตเหล่านี้ได้คืบขยับเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น ในเพียง 50 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าไม้ของไทยลดลงจากร้อยละ 43 เหลือร้อยละ 31 เท่านั้น  พื้นที่ป่าต้นน้ำหลายล้านไร่เปลี่ยนไปสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมีจำนวนมากป้อนอุตสาหกรรมอาหาร และล้วนมีการเผาตอซังในการเตรียมปลูกทุกปี ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันรุนแรง มลพิษปนเปื้อนแหล่งน้ำ และภาวะดินเสื่อมโทรม การชะล้างหน้าดิน และดินถล่ม เนื่องจากไม่มีไม้ยืนต้นที่จะยึดเกาะดินไว้และให้ความชุ่มชื้นในดิน ในช่วงเดือนมกราคม- มิถุนายน หรือช่วงที่ฝนทิ้งช่วงระยะยาว จึงเป็นช่วงที่มีไฟป่าเกิดขึ้นมากในหลายพื้นที่ มีการเผาไร่ เผาตอซัง ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็กหรือ PM2.5  ที่ลอยปกคลุมทั่วที่แห่งหน เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ ดินที่แห้งแล้งมากและการขาดไม้ยืนต้นปกคลุมดินย่อมทำให้ไม่เกิดฝนตามฤดูกาล ประกอบกับแหล่งต้นน้ำถูกทำลายนั้นก็ส่งผลให้แม่น้ำสำคัญของไทยหลายแห่งที่หล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่งได้แห้งเหือดหายไป หรือเหลือน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของเราในอนาคต 

แม้เป็นวิกฤติ…แต่ก็ไม่สายไปที่จะแก้ หากเราทุกคนลงมือช่วยกันอย่างจริงจังในการปลูกต้นไม้ เราก็จะสามารถช่วยรักษาโลกของเราให้รุ่นลูกหลานได้

เราสามารถลงมือทำได้อย่างง่าย ๆ พร้อมกับเรา ดังนี้

1. เพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำ: ต้นไม้มีความสำคัญมากที่สุดในการรักษาระบบนิเวศ หากเราสามารถหยุดการทำลายป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้หนึ่งในสามจากเดิม หรือปลูกต้นไม้เพิ่มประมาณ 1.2 พันล้านต้นทั่วโลกก็จะสามารถบรรเทาวิกฤตโลกร้อนได้ เพราะต้นไม้จะดูดซับคาร์บอนจากอากาศตลอดการเจริญเติบโต มวลน้ำหนักครึ่งหนึ่งของต้นไม้หนึ่งต้นคือปริมาณคาร์บอนที่ต้นไม้ดูดออกจากอากาศ และส่งต่อลงสู่ดินผ่านรากและจุลินทรีย์ในดิน สร้างความสมบูรณ์ชุ่มชื้นให้ดิน

ปลูกต้นไม้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะปลูกได้ ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว ไม้ผล และไม้ยืนต้น ในพื้นที่รอบบ้าน ดาดฟ้า ระเบียง และที่ต่าง ๆ  ใช้ต้นไม้ ดอกไม้ เป็นของขวัญให้กับคนที่ท่านรักไม่ตัดต้นไม้ และเป็นหูเป็นตาช่วยรักษาอนุรักษ์ต้นไม้ โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่หรือพื้นที่สีเขียวไม่ให้ถูกทำลาย  ร่วมจัดตั้งหรือสนับสนุน การอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวในเมือง และป่าชุมชน

2. ปรับเปลี่ยนสู่วิถีการบริโภคที่ยั่งยืน: การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ต้องเริ่มที่ตัวเอง รู้หรือไม่ว่าทุกคนก็สามารถช่วยโลกได้ถึงวันละ 3 ครั้ง เพียงแค่ผ่านการเลือกกินในการรูปแบบยั่งยืน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่สร้างภาระให้โลก
เลือกบริโภคอาหารที่ผลิตอย่างยั่งยืนไม่ใช้เคมี เช่น พืชผักผลไม้ อินทรีย์ อาหารพื้นถิ่น อาหารตามฤดูกาลเลือกสนับสนุนเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรรายย่อย ชุมชน วิสาหกิจชุมชน  เลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมลดการใช้ทรัพยากร ใช้เท่าที่จำเป็น ใช้วัสดุรีไซเคิล นำวัสดุกลับมาใช้ใหม่กินอาหารให้หมด ไม่เหลือทิ้งลดปริมาณบริโภคเนื้อสัตว์ เพิ่มการกินผักผลไม้เลือกซื้อพืช ผัก ผลไม้ โดยตรงจากผู้ผลิต หรือซุปเปอร์มาเก็ตหรือตลาดที่ส่งเสริมสินค้าจากชุมชนหรือเกษตรกรโดยตรง ไม่บริโภคสัตว์ป่า รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มาจากชิ้นส่วนสัตว์ป่า ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวชุมชน ใกล้ชิดธรรมชาติ
ข้อแนะนำ:- ถามถึงที่มาของอาหาร พิจารณาข้อมูลผลิตภัณฑ์ วงจรชีวิต และสังเกตฉลาก สัญลักษณ์รับรองต่าง ๆ เช่น FSC, เกษตรอินทรีย์, คาร์บอนฟุตพริ้นท์, เครื่องหมายรีไซเคิล และอื่น ๆ  และสนับสนุนสินค้าหรือบรรษัทที่ทำธุรกิจที่มีนโยบายไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าและความยั่งยืน

3. สนับสนุน รณรงค์และส่งต่อความรู้ และสร้างเครือข่าย: ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือและการลงมือทำของทุกคน โดยเริ่มจากการบอกต่อให้สังคมรอบข้างรับรู้ ลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง
หาความรู้ ติดตามข่าว บอกต่อเรื่องราว และชวนคนรอบข้างลงมือช่วย
บริจาคสนับสนุน หรือร่วมกิจกรรมปลูกป่า และดูแลชุมชนที่รักษาป่า
สนับสนุนซื้อสินค้าจากชุมชนที่ดูแลป่าไม้ แหล่งต้นน้ำ ป่าชุมชน และเกษตรอินทรีย์
ร่วมเครือข่ายอนุรักษ์ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือโครงการต่าง ๆ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ต้นไม้ เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีความสำคัญและมีคุณค่ายิ่งอย่างหนึ่ง  ที่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อมวลมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งทางตรงและทางอ้อม การรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีความสัมพันธ์กัน ดิน น้ำ สัตว์ป่า แร่ธาตุ ยังความอุดมสมบูรณ์ในระบบนิเวศ โดยเฉพาะต้นไม้ที่เป็นแหล่งตัวแปรสำคัญของระบบนิเวศวิทยาทางธรรมชาติ  เมื่อรวมกันจำนวนมาก ก็จะกลายเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า “ป่าไม้” ที่ได้เอื้ออำนวยจนเกิดแหล่งทรัพยากรต่าง ๆ  เช่น ทรัพยากรทางน้ำ ทะเล อากาศ แร่ธาตุ ทั้งใต้ดินและบนดิน สิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์เหล่านี้ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  จากผืนป่าสู่แม่น้ำลำธาร เป็นแหล่งให้ที่อยู่ที่กินของสรรพสัตว์ เกิดอากาศบริสุทธิ์  เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุที่เป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่การพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญยั่งยืนต่อไป

 ประโยชน์ของการรณรงค์ปลูกต้นไม้

1.เป็นการกระตุ้นให้คนในชุมชนหันมาเห็นถึงความสำคัญของการปลุกต้นไม้

2.เป็นการบอกถึงประโยชน์ของต้นไม้ให้กับคนในชุมชน

3.ทำให้คนในชุมชนรู้ถึงวิธีการปลูกต้นไม้

 ขั้นตอนการปลูกต้นไม้ 

การปลูกต้นไม้ในกระถาง

ขั้นที่1   เลือกกระถางให้เหมาะสม และเตรียมอุปกรณ์

ขั้นที่ 2  ควรใช้ดินผสม

ขั้นที่ 3 ปลูกพืชตามความชอบ

ขั้นที่ 4 ดูแลให้ถูกต้อ

ขั้นที่ 5 รดน้ำอย่างถูกวิธี

การปลูกต้นไม้บนพื้น

ขั้นที่1  เลือสถานที่ในการปลูก และเตรียมอุปกรณ์

ขั้นที่ 2 เลือกสถานที่ที่มีดินที่ดี

ขั้นที่ 3 ปลูกพืชตามความชอบ

ขั้นที่ 4 ดูแลให้ถูกต้อง

ขั้นที่ 5 รดน้ำอย่างถูกวิธี

 ประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ 

1.ช่วยลดภาวะโลกร้อน

2.ช่วยทำให้มีอากาศบริสุทธิ์

3.เป็นแนวป้องกันและช่วยชะลอความแรงของน้ำในช่วงน้ำท่วม

4.เป็นแหล่งอาหารของสัตว์

5.ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการการเกิดภาวะเรือนกระจก

6.เป็นร่มเงาให้เกิดความร่มเย็น

7.ทำให้เกิดความแข็งแรงบริเวณดิน

8.พืชบางชนิดที่ปลูกสามารถนำมาทำเป็นสมุนไพรได้

9.พืชบางชนิดสามารถนำมาสร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกได้

 ผลเสียที่มีต้นไม้น้อยลง 

1.เกิดการพังทลายของดิน

2.เกิดน้ำท่วมมากขึ้น

3.เกิดความแห้งแล้ง

4. เกิดภาวะโลกร้อน

วันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2564 ลงพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ ผู้ร่วมปฏิบัติงานโครงการ U2T ได้มาทำการร่วมประชุมและร่วมกันถอดบทเรียน โดยมีกลุ่มบัณฑิตจบใหม่   กลุ่มประชาชน และกลุ่มนักศึกษา ได้มาที่ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ณ โนนตะโก บ้าน.โคกว่าน  ตำบล.หนองโสน  อำเภอ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ร่วมกันถอดบทเรียนในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 ด้าน คือ 1.ด้านเกษตรกร  2.ด้านปศุสัตว์  3.ด้านประมง  การถอดบทเรียนจะแยกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ ปัญหาที่พบ และประโยชน์ที่ได้รับในการลงพื้นโคกหนองนาโมเดลทั้ง 11 แปลง และหลังจากที่ร่วมกันถอดบทเรียนเป็นที่เรียบร้อยอาจารย์ประจำหลักสูตร เพื้อจัดงานคือการจัดนิทรรศการณ์โคกหนองนาโมเดลของทั้ง 11 แปลง

11 แปล ที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลถอนบทเรียน มีดังนี้

1.แปลงนายบุญลือ   นวลปักษี

2.แปลงนายจุล   ชื่นชู

3.แปลงนายมีชัย  หรบรรพ์

4.แปลงนางสาวดนุลดา  ธรรมศิริ

5.แปลงนางสาวปรีดา  จรกระโทก

6.แปลงนายอุทัย   งามแพง

7.แปลงนายสว่าง   อุดมดัน

8.แปลงกำนันบุญทัน   ห้าวหาญ

9.แปลงนางเปรมวิภา  คนงาม

10.แปลงนางจิตรนุช   โพหิรัญ

11.แปลงนายวงศกร    สุดาจันทร์

เพื่่อความรู้กับการทำเกษตร ประมง ปศุสัตว์และต้นแบบโคกหนองโมเดลเพื่อมาการจัดนิทรรศการณ์ ที่ได้มามงาน และต้นแบบ มีการพัฒนาไปทางไหน

ด้านเกษตร เช่น สภาพดิน หน้าดินแห้ง ดินไม่เก็บน้ำ ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวปนกรวดแข็งไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก สภาพน้ำ น้ำในสระมีสภาพขุ่นมัวไม่ใสสะอาด

ปัญหาเกี่ยวดินเพราะดินบางพื้นที่ จะปลูกได้บางสายพันธุ์ และแก้ไขยังไงก็ต้องหาสายพันธุ์ที่ปลุกได้ให้เกิดประโยขน์และสร้างรายได้ตัวเองและชุมชน เพื่อจัดงานให้ผู้มาชม

ได้เกิดประโยชน์ในการเป็นแบบอย่างและเป็นแนวทาได้การสร้่างรายได้แก่ชุมชน ตัวเองและในพื้นที่ ของชุมชม

ด้านปศุสัตว์ เช่น การกระจายความเสี่ยงเมื่อเกิดความเสียหายและเกิดโรคระบาดของสัตว์ การจัดการมูลสัตว์ ทำการมาเพาะปลูก พืช ผ้า ต้นไม้ ทำมาเป็นปุ้ยอินทรย์ และเกิดประโยนชน์เม็ดละสายพันธุ์ได้อย่าง ปลอดภัยจากสารพิษ ทำไม่อันตราย ต่อ คน สัตว์ และพืช ทุกชนิด

ด้านประมงเช่น การเลี้ยง สัตว์ในน้ำ เป็นการสร้างรายได้เป็นอย่างดี แก่ได้การประมงแต่สัตว์น้ำบางชนิด ก็ขึ้นกับน้ำ และสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยง การดูแล และใส่ใจ จะให้สัตว์เลี้ยง ที่เพาะขาย ออกมาคุณภาพดี และไว้นาน ไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ทาน สัตว์ใน้ำเพาะขายได้ ที่พื้นที่ มีปลา กุ้ง หอย ปู

อื่นๆ

เมนู