ข้าพเจ้า นางสาวเบญญา นิยมเหมาะ ประเภทบัณฑิตจบใหม่ ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ หลักสูตร : เกษตรผสมผสานในรูปแบบโครงการโคกหนองนา ตามหลักสูตรปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน HS02 ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานประจำเดือน กันยายน พ.ศ. 2564 ณ ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ดังต่อไปนี้
1. กิจกรรมซ่อมปลูกต้นไม้ที่คลองบ้านโคกว่าน ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการปลูกป่า ซ่อมแซมต้นไม้ที่ตายไป และมีการปลูกต้นไม้เพิ่ม มียางนา พยุง
(1.1) ประโยชน์ของการปลูก
-ต้นไม้ จะช่วยคายออกซิเจน ในเวลากลางวัน ทำให้เราได้อากาศบริสุทธิ์
-บริเวณรากของต้นไม้ ที่ยึดผิวดิน ทำให้เกิดความแข็งแรงของบริเวณผิวดิน ซึ่งสามารถป้องกันการพังทลายจากดินถล่ม เพราะมีรากเป็นส่วนยึดผิวดินอยู่ ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ การสาธิต การนำหญ้าแฝกมาประยุกต์ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ซึ่งเป็นพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทย อย่างยอดยิ่ง
-ต้นไม้ เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศน์ ฉะนั้น ขอให้ทุกท่านช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้ พร้อมกันนั้น ช่วยกันปลูกเสริมต่อไป ถ้าทุกคนในชาติให้ความสำคัญ และร่วมแรงร่วมใจกันส่งเสริมสนับสนุนโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ก็จะทำให้ลดภาวะโลกร้อนได้อย่างรวดเร็ว
(1.2) ยางนา ต้นยางนา พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งยืนยันได้จากชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ที่มีคำว่า “ยาง” มีอยู่ในทุกภาคของประเทศ เช่น อำเภอท่ายาง ท่าสองยาง ยางตลาด และยางชุมน้อย เป็นต้น แต่ปัจจุบัน ปริมาณไม้ยางนาในประเทศลดลงมาก เนื่องจากการบุกรุกทำลายป่า เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่อุดมสมบูรณ์ใกล้ๆ แหล่งน้ำที่มีไม้ยางนาขึ้นอยู่ จะเป็นที่ต้องการเพื่อการเพาะปลูกมาก การเจาะโคนไม้ยางเพื่อเอาน้ำมันยาง โดยใช้ไฟสุมและเผา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำลายแหล่งพันธุกรรมไม้ยางนา จึงควรที่มีการอนุรักษ์และส่งเสริมการปลูกกันต่อไป ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 40-50 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา เรียบ สีเทาหรือเทาปนขาว โคนต้นมักเป็นพูสูงขึ้นมาเล็กน้อย ขนาดเส้นรอบวงเพียงอกของต้นที่มีอายุมาก ระหว่าง 4-7 เมตร หรือมากกว่า ยอดและกิ่งอ่อนมีขนทั่วไป และมีรอยแผลใบปรากฏชัดตามกิ่ง รูปทรงเรือนยอดเป็นพุ่มกลม แน่นทึบ ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบมนถึงแหลม โคนใบมน เนื้อใบหนา ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ยกเว้นเส้นกลางใบ ผิวใบด้านล่างมีขนนุ่ม ใบอ่อนมีขนสีเทาประปราย ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อ มี 3-8 ดอก สีขาวอมชมพู กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย และมีครีบตามยาว 5 ครีบ ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีกลีบดอก 5 กลีบ ปลายกลีบบิดเบี้ยวแบบกังหัน ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ผล แบบผลแห้ง ตัวผลกลมหรือรูปไข่ มีครีบยาว 5 ครีบ ด้านบนมีปีก 2 ปีก ปลายมน มีเส้นตามยาว 3 เส้น ปีกอีก 3 ปีก มีลักษณะสั้นมากคล้ายหูหนู ผลแก่ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ปลูกยางนาสร้างแหล่งน้ำมันบนดิน ทุกวันนี้ มีคนไทยจำนวนมากที่เดินตามรอยพ่อ น้อมนำศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นการพึ่งพาตัวเอง และต่อยอดนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการเกษตร ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ โดยปลูกต้นยางนา เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทดแทนน้ำมันดีเซล โดยนำไปใช้ทำเกษตรแบบพอเพียง น้ำมันจากต้นยางนา สามารถผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ทดแทนน้ำมันดีเซลได้ดี โดยเฉพาะเครื่องจักรกลการเกษตรรอบต่ำ เช่น ใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลเติมรถไถนาเดินตามได้ 100% ทั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่าน้ำมันจากต้นยางนาสามารถลดต้นทุนได้ 100% ต้นยางนาสามารถเริ่มเจาะน้ำมันได้เมื่ออายุ 15-20 ปี วิธีการไม่ยุ่งยาก เริ่มจากการนำสว่านไฟฟ้า 5 หุน เจาะลงไปในเนื้อต้นยางนาเฉียงขึ้น 45 องศา เจาะห่างจากพื้น 30-50 เซนติเมตร ลึก 15-20 เซนติเมตร จากนั้นใช้ขวดพลาสติกที่ต่อเป็นจุกสายยางประดิษฐ์ขึ้นเองเสียบเข้ากับรูที่เจาะไว้ แล้วนำดินน้ำมันปิดเพื่อไม่ให้สายหลุด ให้น้ำมันยางนาไหลลงขวด ทิ้งไว้ 2-3 วัน จะได้น้ำมันประมาณ 500-600 มิลลิลิตร และสามารถย้ายไปจุดอื่นได้อีก
(1.3) พยุง ลักษณะของต้นพะยูง จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบช่วงสั้น ๆ มีลักษณะคล้ายกับต้นประดู่ โดยมีความสูงของต้นได้ถึง 25 เมตร เมื่อโตเต็มที่ลำต้นจะมีลักษณะเปลาตรง มีเรือนยอดเป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่ทึบ เปลือกต้นเรียบเป็นสีเทา และล่อนเป็นแผ่นบาง ๆ ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีน้ำตาลแกมสีเหลือง เนื้อไม้เป็นสีแดงอมม่วงถึงแดงเลือดหมูแก่ เนื้อละเอียด มีความแข็งแรงทนทาน มีแก่นหอมร้อนและมีรสขมฝาดเล็กน้อย การขยายพันธุ์ที่นิยมทำกันก็คือ การนำเมล็ดมาเพาะให้เป็นต้นกล้า ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและนิยมกันมาก สำหรับวิธีการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่น ๆ ก็สามารถทำได้โดยการนำเหง้ามาปักชำ สามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด ทนแล้งได้ดี ต้นพะยูงเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในประเทศไทยพบขึ้นกระจัดกระจายทั่วไปตามป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าราบ ป่าโปร่ง และขึ้นประปรายทั่วไปทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-300 เมตร ใบพะยูง ใบเป็นใบประกอบ ออกเป็นช่อแบบขนนกปลายคี่ ช่อติดเรียงสลับกัน ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ใบและช่อจะใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปรีแกมรูปไข่ ติดเรียงสลับประมาณ 7-9 ใบ ปลายสุดของช่อใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน รูปไข่ หรือรูปใบหอก ปลายใบแหลมยื่นเล็กน้อย โคนใบมนกว้าง แล้วค่อย ๆ เรียวสอบแหลมไปทางปลายใบ ส่วนขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ใบมีลักษณะเหนียวคล้ายกับแผ่นหนังบาง ๆ หลังใบเป็นมันสีเขียวเข้มกว่าด้านท้องใบ โดยท้องใบเป็นสีเขียวนวล ใบเกลี้ยงไม่มีขนทั้งสองด้าน เส้นแขนงใบมีประมาณ 6-8 คู่ พอสังเกตเห็นได้ทั้งสองด้าน ก้านใบย่อยยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ส่วนแกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ดอกพะยูง ดอกออกรวมกันเป็นช่อแยกแขนง ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้กับปลายยอด ช่อดอกตั้งขึ้น ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็ก ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปดอกถั่วสีขาวนวล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 5-8 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบ ส่วนกลีบฐานดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยตื้น ๆ หรือเป็นรูประฆัง ขอบหยักเป็นแฉกตื้น ๆ 5 แฉก มีขนสั้น กลีบคลุมมีลักษณะคล้ายรูปโล่ กลีบปีกสองกลีบมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ส่วนกลีบกระโดงเชื่อมติดกัน มีลักษณะคล้ายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวหรือรูปเรือ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน อันบนอยู่เป็นอิสระ นอกนั้นจะอยู่ติดกันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนรังไข่มีลักษณะเป็นรูปรี ภายในมีช่องเดียว แต่มีไข่อ่อนอยู่หลายหน่วย หลอดท่อรังไข่มีหลอดเดียว ยาวยื่นพ้นเกสรเพศผู้ขึ้นมา โดยต้นพะยูงจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ผลพะยูง ออกผลเป็นฝัก ลักษณะของฝักเป็นรูปขอบขนาน แบนและบอบบาง มีขนาดกว้างประมาณ 1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ผิวฝักเกลี้ยง ตรงกลางมีกระเปาะหุ้มเมล็ด บริเวณที่หุ้มเมล็ดจะมองเห็นเส้นแขนงไม่ชัดเจน ฝักจะแก่ประมาณ 2 เดือนหลังการออกดอก ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน เมื่อฝักแก่แล้วจะไม่แตกออกเหมือนฝักมะค่าโม่งหรือฝักไม้แดง แต่ฝักจะร่วงหล่นโดยที่เมล็ดยังอยู่ในฝัก เมล็ดพะยูง เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไต สีน้ำตาลเข้ม มีประมาณ 1-4 เมล็ดต่อฝัก ผิวเมล็ดค่อนข้างมัน มีขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร สรรพคุณของพะยูง ตำรับยาพื้นบ้านอีสานจะใช้เปลือกต้นหรือแก่นพะยูง นำมาผสมกับแก่นสนสามใบ แก่นขี้เหล็ก และแก่นแสมสาร ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็ง (เปลือกต้น, แก่น) รากใช้กินเป็นยารักษาอาการไข้พิษเซื่องซึม (ราก) เปลือกนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้เป็นยาอมรักษาโรคปากเปื่อย ปากแตกระแหง (เปลือก) ยางสดใช้เป็นยาทาปาก รักษาโรคปากเปื่อย (ยางสด) ยางสดใช้ทาแก้เท้าเปื่อย (ยางสด)
ประโยชน์ของพะยูง ผลใช้ทำเป็นไม้ประดับแห้งได้ ไม้พะยูง เนื่องจากพะยูงมีเนื้อไม้ที่มีสีสันและลวดลายสวยงาม จนถือได้ว่าเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งในตลาดโลก (แพงกว่าไม้สักหลายเท่านัก) เป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน จนนำไปสู่ปัญหาใหญ่ภายในประเทศคือการลักลอบตัดไม้พะยูงเพื่อส่งออก (เบื้องต้นอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 800 บาท คิวละ 2-6 แสนบาท (ในขณะที่ไม้สักคิวละประมาณ 3-5 หมื่นบาท) แต่ถ้าส่งออกจะมีราคาแพงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว) เพราะเนื้อไม้พะยูงเป็นไม้ที่ละเอียดเหนียว มีความแข็งแรงทนทาน และชักเงาได้ดี มีน้ำมันในตัว นิยมนำมาใช้ในการทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ ทำสิ่งประดิษฐ์ งานแกะสลัก ไม้ถือและด้ามเครื่องมือ ที่มีคุณภาพดีและราคาแพง นอกจากนี้ยังนำมาใช้ทำส่วนต่าง ๆ ของเกวียน ทำกระบะยนต์ ด้ามหอก คันธนู หน้าไม้ กระสวยทอผ้า ใช้ทำเป็นเครื่องดนตรี เช่น ซออู้ ซอด้วง ขลุ่ย รำมะนา ลูกระนาด โทน ฯลฯ หรือใช้ทำเป็นวัตถุมงคลและของแต่งบ้านชิ้นเล็ก ๆ เช่น เทพเจ้า ฮก ลก ซิ่ว ตัวปี่เซียะ เป็นต้น ในปัจจุบันไม้พะยูงจัดเป็นไม้สงวน หากใครมีไว้ในครอบครองจะถือว่ามีความผิด (มีสถานภาพเป็นไม้หวงห้ามธรรมดาประเภท ก) เนื่องจากในเวลานี้ไม้พะยูงถือว่าเหลือเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้น และกำลังเผชิญกับสภาวะที่ล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์ ส่วนในประเทศอื่น ๆ อย่างประเทศลาวที่เคยมีมากก็หมดไปแล้ว ส่วนสาเหตุที่คนไทยไม่ใช้ประโยชน์จากไม้พะยูงมากเท่าใดนัก ก็คงเป็นเพราะไม้ชนิดนี้มีราคาสูงมากบวกกับคนไทยมีความเชื่อบางอย่าง ที่เชื่อว่าไม้พะยูงเป็นของสูง ผู้ที่มีบารมีไม่ถึงไม่สมควรเอามาใช้ เพราะจะมีปัญหาภายหลัง (ยกเว้นเอามาทำเป็นหิ้งพระ) ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงไม่นิยมนำไม้พะยูงมาทำเป็นไม้กระดาน บันไดบ้าน และเตียงนอน ใช้เพียงแต่ทำรั้วบ้านเท่านั้น ประโยชน์ของไม้พะยูงกับการเลี้ยงครั่ง ไม้พะยูง เป็นไม้ที่สามารถนำมาเลี้ยงครั่งได้ดีชนิดหนึ่ง โดยสามารถให้ผลผลิตสูงถึงต้นละประมาณ 50 กิโลกรัม และทำให้ครั่งได้มาตรฐานจัดอยู่ในเกรดเอ ต้นพะยูงจัดเป็นไม้มงคลนาม ตามชื่อที่พ้องกับคำว่า “พยุง” ที่หมายถึง การประคองให้อยู่ในสภาพปกติ ช่วยให้ทรงตัวได้ จึงมีความเชื่อว่า หากบ้านใดปลูกต้นพะยูงไว้เป็นไม้ประจำบ้าน จะทำให้บุคคลในบ้านมีแต่ความเจริญ มีฐานะดีขึ้น ช่วยทำให้ชีวิตไม่ตกต่ำ ช่วยพยุงให้โชคดีมีชัย และต้นพะยูงยังจัดเป็นไม้มงคลที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารหรือก่อฐานประดิษฐ์วัตถุต่าง ๆ เช่น ในการนำมาใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย ควรปลูกต้นพะยูงในวันเสาร์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าจะให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวผู้ปลูก ผู้ปลูกควรเป็นสุภาพบุรุษ เพราะพยุงเป็นชื่อที่เหมาะสำหรับสุภาพบุรุษ อีกทั้งแก่นไม้พยุงก็มีความแข็งแกร่งทนทานจึงเปรียบเทียบได้กับความแข็งแรงของสุภาพบุรุษนั่นเอง นอกจากนี้พะยูงยังจัดเป็น 1 ใน 9 ของไม้มงคลไทยอีกด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย ราชพฤกษ์, ชัยพฤกษ์, ขนุน, ทองหลาง, ทรงบาดาล ไผ่สีสุก, สัก, กันเกรา, และพะยูง

2.การถอดบทเรียนของผู้ปฏิบัติงานทุกคนเป็นการสอบถามถึงการที่เราลงพื้นที่โคกหนองนาโมเดล ที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2564 หัวข้อ โคกหนองนาโมเดล หัวข้อรองลงมา
(1) ด้านการเกษตร (2) ด้านการประมง (3) ด้านปศุสัตว์ และหัวข้อย่อย (สิ่งที่ได้เรียนรู้ ปัญหาที่พบ ประโยชน์ที่ได้รับ) เป็นต้น จะเป็นการร่วมกันถอดบทเรียนและวิเคราะห์วางแผนงานในครั้งต่อไป เป็นการร่วมถอดบทเรียน จะมีข้อสรุปดังนี้
(1) ด้านการเกษตร สรุปได้ว่า
((1.1))สิ่งที่ได้เรียนรู้ -การแบ่งสัดส่วนในการทำพื้นที่โคกหนองนาโมเดล  เพื่อให้ใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์ และจัดระเบียบแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนและสวยงาม
-การแก้ปัญหาสภาพดิน น้ำ ในส่วนของการแก้ปัญหาสภาพดิน จะมีการนำปุ๋ยมูลสัตว์มาโปรยใส่หน้าดิน และปรับสภาพหลุมที่ปลูกต้นไม้ให้มีสารอาหารมากขึ้น โดยการนำมูลสัตว์มาใส่ที่จะปลูกต้นไม้ น้ำและขอบสระ ขอบสระจะมีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันดินทลายลงไปในน้ำ และการหักหน้าดินลงไป
-ระบบการจัดการพื้นที่ ที่ใช้ในการทำการเกษตรขนาดย่อมคือ 1 ไร่ และ 3 ไร่
-ได้รู้ลักษณะของพืชพันธุ์ต้นไม้ต่างๆรวมถึงวิธีการปลูก
-การใช้ประโยชน์จากพันธุ์ไม้ต่างๆ เช่น ต้นยางนา ต้นพยุง ต้นมะฮอกกานี  เป็นต้น
((1.2)) ปัญหาที่พบ
-สภาพดิน สภาพหน้าดิน และดินที่ไม่กักเก็บน้ำ ส่วนมากสภาพดินในพื้นที่เป็นดินเหนียวปนดินกรวด ทำให้ไม่เหมาะแกการเพาะปลูกต้นไม้ เพราะไม่มีแร่ธาตุที่จะมาเลี้ยงต้นไม้ให้เติบโต
-สภาพน้ำ น้ำในสระมีสภาพขุ่นมัว เป็นตะไคร่สีเขียวเต็มสระ ปริมาณน้ำไม่พอเพียงสำหรับพื้นที่เพาะปลูก อาจเกิดมาจากสาเหตุเพราะขุดสระใหม่ในช่วงฤดูแล้งจึงทำให้ไม่มีน้ำ
-พันธุ์พืช บางต้นที่นำมาเพาะปลูกไม่สมบูรณ์ และปลูกไม่ถูกวิธีซึ่งทำให้ต้นกล้าที่ปลูกไว้ตาย
((1.3)) ประโยชน์ที่ได้รับ
-ทำให้มีผลผลิตไว้บริโภคภายในครัวเรือนและสามารถนำไปขายเพื่อเป็นรายได้ให้กับครัวเรือนอีกด้วย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ครัวเรือนเกิดการพึ่งพาตนเองได้
-ทำให้มีเครือข่ายโคกหนองนาโมเดลเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
-การดำรงชีวิต จะเรียบง่าย สงบ และพึ่งพาตนเองได้
-การปฏิบัติตามเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นไป
-ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรดิน น้ำ และการปลูกพืชที่หลากหลายจะสร้างระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
-สมุนไพรจะช่วยในการรักษา เป็นยารักษาพื้นบ้านที่สามารถรักษาตัวเองและรักษาคนภายในครัวเรือนได้เบื้องต้น
-ไม้ที่เราปลูกเอง สามารถนำมาสร้างบ้าน หรือสิ่งก่อสร้างได้โดยไม่ต้องเปลืองเงิน
-ไม้เศรษฐกิจ สามารถนำไปจำหน่ายหรือแปรรูป เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน
(2) ด้านการประมง สรุปได้ว่า
((2.1)) สิ่งที่ได้เรียนรู้
-ได้รู้ชนิดพันธุ์ปลาต่างๆ
-ได้รู้การเลี้ยงปลาในแต่ละสายพันธุ์
-ได้เรียนรู้วิธีการบำบัดน้ำเสีย ตัวให้เหมาะกับการเลี้ยงปลา
((2.2)) ปัญหาที่พบ
-น้ำขุ่นมัวไม่สะอาด บางพื้นที่มีปริมาณน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อการ ทำการเกษตร เพราะฝนไม่ตก
((2.3)) ประโยชน์ที่ได้รับ
-สร้างรายได้ให้กับครัวเรือน เช่น นำปลาไปจำหน่าย
-มีอาหารไว้บริโภคโดยไม่ต้องซื้อ
(3) ด้านปศุสัตว์ สรุปได้ว่า
((3.1)) สิ่งที่ได้เรียนรู้
-ได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดกับสัตว์ เช่นการเป็นโรคในสัตว์
-ทำให้รู้ว่าแต่ละพื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด
-ได้เรียนรู้การจัดทำพื้นที่ให้สัตว์ได้อาศัย
-ผลิตอาหารสัตว์ด้วยตนเอง ที่มีวัตถุดิบมาจากธรรมชาติและมาจากภายในชุมชนเอง เช่น รำข้าว ข้าวโพดบด ใบข้าวโพด ใบมันสําปะหลัง ฯลฯ เพื่อลดต้นทุนในการซื้ออาหารสัตว์จากภายนอก
((3.2)) ปัญหาที่พบ
-โรคระบาดในสัตว์ โรคระบาดได้กระจายไปทั่วพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้สัตว์ที่มีบริเวณอยู่ใกล้กันเกิดการติดโรคระบาดอย่างรวดเร็ว
-สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้สัตว์มีการขุดอารมณ์เสีย ไม่ปรับสภาพไม่ทันอาจเกิดการล้มตาย
-พื้นที่รกมีความอันตรายเพราะสัตว์ที่มีพิษ อาจจะมาทำร้ายสัตว์ที่เลี้ยงไว้
-การดูแลสัตว์บางคนไม่มีเวลาดูแลสัตว์ แต่มีต้นทุนในการสร้าง บางคนไม่มีต้นทุนในการสร้างแต่มีเวลาดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเอง
((3.3)) ประโยชน์ที่ว่าจะได้รับ
-เพื่อสร้างอาชีพ และรายได้ให้กับตัวเรือน และสัตว์บางชนิดยังเป็นโปรตีนที่สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารไว้บริโภคได้
-การนำมูลสัตว์มาใช้ให้ประโยชน์ ก็ยังเป็นปุ๋ยชีวภาพอย่างดีที่ปลอดภัยต่อร่างกาย และทำให้ผลผลิตสวยงามแถมยังทำให้ลดรายจ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่ใช้การเกษตร
-ทำให้สภาพแวดล้อมดีมากขึ้นเพราะไม่มีสารพิษมาก่อกวนทั้งในดินและอากาศ

สรุปกิจกรรมทั้งหมดนี้ เป็นกิจกรรมบางส่วนที่ได้ลงพื้นที่ในการทำกิจกรรม ทำให้ได้รู้ถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง สิ่งที่ได้รับ ทำให้เกิดประโยชน์อย่างไร ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และหาวิธีแนวทางการแก้ปัญหาให้ตรงจุด



อื่นๆ

เมนู