HS02 ลงพื้นที่เก็บข้อมูลโคกหนองนาโมเดลเพิ่มเติม ลงพื้นที่เก็บแบบสอบถาม U2T-SROI ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง

ข้าพเจ้า นางสาวนุชราภรณ์ ฤทธิ์ไธสง ประเภทบัณฑิตจบใหม่ ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ(มหาวิทยาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้วให้ประเทศ)หลักสูตรเกษตรผสมผสานในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล(HS02)

การปฏิบัติงานในเดือนตุลาคม มีดังต่อไปนี้ ลงพื้นที่สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมของเจ้าของแปลงโคกหนองนา ทั้ง 11 แปลง เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงและนำมาถอดบทเรียน เพื่อนำเสนองานโดยการจัดนิทรรศการให้ความรู้ ใส่ปุ๋ยต้นไม้ที่คลองโคกว่าน ประชุมเพื่อชี้แจงการปฏิบัติงานออนไลน์ผ่าน Google meet เพื่อเก็บแบบสอบถาม U2T-SROI และเก็บแบบสอบถาม U2T-SROI

    วันที่ 20 กันยายน 2564 เวลา 10.00 น. ข้าพเจ้าได้นัดลงพื้นที่กับผู้ปฏิบัติงานอีกหนึ่งท่าน สอบถามข้อมูลเจ้าของแปลงโคกหนองนาเพิ่มเติมโดยผู้ปฏิบัติงานได้แบ่งกันไปสอบถาม โดยข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติงานอีกหนึ่งท่านได้ไปสอบถามเจ้าของแปลงชื่อ นายอุทัย งามแพง โดยมีข้อมูลได้แก่

ที่ตั้งแปลง : บ้านหนองโสน หมู่ที่ 5

พื้นที่ทำโคกหนองนา : 3 ไร่ แบ่งสัดส่วนเป็น 2:1

ระยะเวลาทำโคกหนองนา : เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564

โคก : ส่วนใหญ่ปลูกต้นกล้วย พืชผักสวนครัว เพกา มะม่วง ขุน พร้าว

หนอง : เลี้ยงปลาบ้าปลานิล ปลาตะเพียน ปลาหมอ

นา : ปลูกข้าวหอมมะลิ

รายได้จากการทำโคกหนองนา : 1,000/เดือน                                    จากการสอบถามนายอุทัย หลังจากได้เริ่มทำโคกหนองนาแล้ว รู้สึกพอใจมากที่ได้ทำโครงการนี้ ทำให้มีรายได้เสริม และไม่ต้องใช้เงินฟุ่มเพือย ประหยัดจากกรนำผลผลิตมาก ลดรายจ่ายในครัวเรือนได้มากขึ้น

         ปกติแล้วพืชต้องการสารอาหารแร่ธาตุต่างๆในรูปของสารละลายแต่ก็เรียกกันง่ายๆว่าปุ๋ย การใช้ปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีเพื่อการผลิตจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดที่ต้นไม้จะได้รับและปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อมโดยมีหลักในการใส่ปุ๋ยดังต่อไปนี้

    1.ต้องรู้จักเข้าใจถึงสภาพดินของท่านเอง พิจารณาถึงลักษณะดินโดยเฉพาะเนื้อดิน โครงสร้างของดิน และความร่วนซุยของดิน เช่นถ้าเป็นดินทรายควรแบ่งใส่ปุ๋ยทีละน้อย หลายๆ ครั้ง 2.ตำแหน่งของปุ๋ยที่จะใส่ลงไปในดินจะต้องอยู่ในบริเวณที่รากพืชดูดไปใช้ได้อย่างรวดเร็วโดยทั่วไปจะสังเกตจากบริเวณที่ปลายรากต้นไม้กระจายอยู่หนาแน่นและมีน้ำเป็นตัวทำละลายปุ๋ยอย่างเพียงพอ ตำแหน่งปลายรากขึ้นอยู่กับอายุของต้นไม้และทรงพุ่ม กรณีที่เกษตรกรใส่ปุ๋ยผิดตำแหน่ง เช่นมะนาวอายุ3เดือน ระยะปลายรากถึงโคนต้น 0.5 เมตร แต่เกษตรกรใส่ปุ๋ยที่โคนมะนาว ธรรมชาติแล้วมะนาวจะสร้างรากใหม่เพื่อเดินไปหาจุดที่มีปุ๋ยดังนั้นรากจะเดินวนกลับมาที่โคนต้นหรืองอกรากใหม่ออกมา เกิดการวนรากทำให้ผิดธรรมชาติของรากพืช 3.ต้องพิจารณาถึงน้ำและตำแหน่งที่น้ำไปถึง เนื่องจากมีปุ๋ยแล้วไม่มีน้ำเป็นตัวทำละลายก็ไม่มีประโยชน์เนื่องจากพืชไม่สามารถดูดสารอาหารไปได้  องค์ประกอบก็ต้องพิจารณาถึงระบบการให้น้ำ เช่นระบบน้ำหยด ระบบฉีดพ่น ระบบรดน้ำ เป็นต้น 4.การใส่ปุ๋ยต้นไม้แล้วปกติจะต้องใส่รอบทรงพุ่มต้นและให้ปุ๋ยตรงตามความต้องการของต้นไม้ทั้งช่วงเวลาและปริมาณที่ต้นไม้ต้องการ เช่น เมื่อเริ่มปลูก-6เดือน เน้นปุ๋ยที่มีองค์ประกอบของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเป็นหลัก เช่น เมื่อต้นมะนาวอายุอายุ 6เดือนขึ้นไปเน้นปุ๋ยที่มีองค์ประกอบของโพทัสเซียมเป็นหลัก เป็นต้น แต่ทั้งนี้เกษตรก็ใช่ว่าจะเน้นเสียจนพืชไม่ได้รับธาตุอาหารครบทุกธาตุตามที่ต้องการ 5.การใช้ปุ๋ยกับต้นไม้นั้นควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เน่าเปื่อยสมบูรณ์แล้วหรือต้องผ่านกระบวนการหมักหรือย่อยสลายแล้วเพราะจะได้ฮิวมัสมาก เปรียบได้ดั่งกับข้าวสารและข้าวสุก ถึงแม้ตัวปุ๋ยหมักเองก็สามารถที่จะปรับสูตรให้เหมาะสมกับอายุและความต้องการสารอาหารของต้นไม้ได้ กรณีที่เกษตรกรมุ่งเน้นใช้สารเคมีเป็นหลักนั้น ต้นไม้ของท่านจะไม่สมบูรณ์ ไม่มีความต้านทานโรคของต้นไม้ด้วยตัวเขาเอง ดังนั้นเชื้อราต่างๆจะเข้าทำลายต้นไม้ของท่านอย่างง่ายดาย น่าแปลกใจไหมว่าต้นไม้ดูเหมือนสมบูรณ์ แต่อุดมไปด้วยโรคต่างๆ  

วิธีการใสปุ๋ย                                                                 การใส่ปุ๋ยเพื่อให้พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุดนั้นจะเกี่ยวข้องอย่างมากกับชนิดพืชการปลูก ลักษณะหรือคุณสมบัติของปุ๋ย ตลอดจนแรงงานและเครื่องมือที่ใช้ซึ่งมีวิธีการต่างๆ ดังนี้ 1) การหว่าน (broad cast application) เป็นวิธีการใส่ปุ๋ยให้กับพืชที่ปลูกไม่เป็นแถวเป็นแนวหรือพืชที่มีระบบรากแพร่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ปลูก เช่น ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์หญ้าสนาม เป็นต้นการหว่านปุ๋ยควรหว่านให้กระจายไปทั่วอย่างสม่ำเสมอโดยแบ่งการหว่านออก 2 ครั้งครั้งแรกตามแนวทิศเหนือ-ใต้ และครั้งที่ 2 ตามแนวทิศตะวันออก-ตก 2) การโรยเป็นแถวขนานกับแถวของพืช (row or band application) เป็นวิธีการใส่ปุ๋ยให้พืชที่ปลูกเป็นแถวเป็นแนวโดยการโรยปุ๋ยเป็นแถบในบริเวณที่รากพืชกระจายออกไปอยู่หนาแน่นที่สุด 3) การใส่ปุ๋ยในหลุมที่ขุดเป็นจุด (hole application) เป็นวิธีการใส่ที่ลดการกระจายของปุ๋ยในพื้นที่ดินลง เช่น การใส่ปุ๋ยให้ยางพาราอายุ 3-4 ปีหลังจากปลูก 4) การใส่ปุ๋ยลงไปตามร่องที่ไถ (plow-sow placement) ทำได้โดยการใช้ไถเปิดร่องนำไปก่อนแล้วโรยปุ๋ยตามลงไปในร่องการใส่ปุ๋ยวิธีนี้จะลดการสูญหายของปุ๋ยจากการทำลายต่างๆ ลงได้มาก 5) การฉีดพ่นปุ๋ยเหลวให้ทางใบ (foliar spray application) โดยการฉีดปุ๋ยเหลวให้กับพืชมักใช้กับพืชที่แสดงอาการขาดธาตุอาหารหรือต้องการเร่งการเจริญเติบโตแก่พืช 6) การโรยปุ๋ยรอบทรงพุ่มต้นตามแนวพุ่มใบ (ring application) วิธีนี้มักใช้กับไม้ผลยืนต้นที่มีทรงพุ่มกว้างโดยจะให้ปุ๋ยตามแนวพุ่มใบซึ่งถือเป็นบริเวณที่มีรากอ่อนอยู่มาก 7) การหยอดปุ๋ยที่ซอกใบรอบโคนต้น เช่นการให้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารไนโตรเจนกับสับปะรดที่ตำแหน่งซอกใบซึ่งมีลักษณะเป็นกระเปาะเนื้อเยื่อผิวใบค่อนข้างบางสามารถดูดซึมปุ๋ยเข้าไปได้ง่าย

     ในปัจจุบันได้มีการผลิตและการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์กันในปริมาณมากและกว้างขวางทั่วไปมากกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติทั้งนี้เนื่องจากให้ผลในการเจริญเติบโตของพืชได้เร็วมีจำหน่ายทั่วไปขนส่งและนำไปใช้ได้สะดวกแต่อย่างไรก็ตามการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์บางประเภทติดต่อกันเป็นเวลานานๆหรือใช้อย่างขาดความรู้ รอบคอบจะทำให้คุณสมบัติบางประการของดินเสื่อมลงได้ เช่นความพรุนของดิน ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินหรือทำให้ปฏิกิริยาของดินเปลี่ยนแปลง เป็นต้นดังนั้นมีความจำเป็นที่ควรจะพิจารณาและได้นำเอาปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติที่มีอยู่แล้วทั่วไปในบริเวณที่ปลูกพืชมาใช้เพื่อการบำรุงดินและควบคุมคุณสมบัติหลายประการของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชดังกล่าวแล้วดังนั้นมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยทั้ง 2 ประเภทคือปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติร่วมกันเพื่อปุ๋ยเคมีจะไปเร่งการเจริญเติบโตของพืชขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติจะไปลดความเสื่อมสภาพของดินบางประการอันเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีทำให้ดินมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชอย่างยั่งยืน

    วันที่ 25 กันยายน 2564 เวลา 13.00 น. อาจารย์ประจำหลักสูตรได้นัดหมายให้ผู้ปฏิบัติงานลงพื้นที่ ณ คลองโนนตะโก บ้านโคกว่าน เพื่อไปใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้ตั้งแต่กิจกรรมวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา โดยมีพระอาจารย์ทองใส หรือพระครูวิสุทธิพัฒนาภิรมเจ้าอาวาสวัดตาไก้พลวงและอาจารย์ชมพู อิสริยวัฒน์ เป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานในครั้งนี้ และมีชาวบ้านมาร่วมด้วยช่วยกันใส่ปุ๋ย โดยได้พรวนดินและใส่ปุ๋ยต้นไม้ได้แก่ ต้นประดู่ ต้นยางนา ต้นสักทอง ตลอดคลองราวเกือบ 2 กิโลเมตร ระหว่างปฏิบัติงานก็มีอุปสรรคเล็กน้อยเนื่องจากฝนตกตลอดทั้งวัน ทำให้ทำงานไม่ค่อยสะดวก แต่ผู้ปฏิบัติงานก็ร่วมด้วยช่วยกันปุ๋ยจนเสร็จสิ้นภารกิจ แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน

 

      วันที่ 5 ตุลาคม 2564 เวลา 11.00 น. อาจารย์ประจำหลักสูตร นัดประชุมออนไลน์ผ่าน Google meet ชี้แจงการปฏิบัติงาน เพื่อเก็บแบบสอบถาม U2T-SROI  โดยอาจารย์ประจำหลักสูตรได้อธิบายการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดทั้ง 11 หัวข้อ ได้แก่

  1. ตำบลเป้าหมาย
  2. ลูกจ้างโครงการ
  3. ครอบครัวลูกจ้างโครงการ
  4. ชุมชนภายใน
  5. ชุมชนภายนอก
  6. อาจารย์ผู้ดูแลโครงการ
  7. เจ้าหน้าที่โครงการ USI
  8. ผู้แทนตำบล
  9. หน่วยงานภาครัฐ
  10. หน่วยงาน อปท.
  11. เอกชนในพื้นที่

หลังจากอธิบายชี้แจงงานเรียบร้อยแล้วอาจารย์ก็ได้แบ่งหัวข้อที่จะสอบถามให้กับผู้ปฏิบัติโดยแบ่งตามกลุ่มประเภทการทำงาน ได้แก่ ประเภทบัณฑิตจบใหม่ ประเภทประชาชน ประเภทนักศึกษา ดังต่อไปนี้

ประเภทบัณฑิตจบใหม่ รับผิดชอบในหัวข้อ 2. ลูกจ้างโครงการ 9. หน่วยงานภาครัฐ  10. หน่วยงาน อปท. 11. เอกชนในพื้นที่

ประเภทประชาชน รับผิดชอบในหัวข้อ 2. ลูกจ้างโครงการ 4. ชุมชนภายใน 5. ชุมชนภายนอก 8. ผู้แทนตำบล

ประเภทนักศึกษา รับผิดชอบในหัวข้อ 1. ตำบลเป้าหมาย และ 2. ลูกจ้างโครงการ

ซึ่งได้แบ่งงานในกลุ่มและชี้แจงการกรอกข้อมูลลงในระบบ ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2564 และให้นำเอกสารการสอบถามส่งอาจารย์ประจำหลักสูตรด้วย

     วันที่ 11 ตุลาคม 2564 เวลา 10.00 น. ข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติงานอีกหนึ่งท่าน ได้รับผิดชอบในการเก็บสอบถาม ในหัวข้อที่ 9. หน่วยงานภาครัฐ ของโครงการการติดตามประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคสมโครงการ U2T-SROI โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการดำเนินกิจกรรม ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ โดยในการดำเนินโครงการครั้งนี้ ท่านได้รับประโยชน์ /การเปลี่ยนแปลงในระดับใด ในหัวข้อที่ 9. หน่วยงานภาครัฐ ซึ่งข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติงานอีกหนึ่งท่านได้ไปสอบถามข้อมูลจาก นายดนัย สุริยวงศ์ศรี เป็นนักพัฒนาพื้นที่ตำบลหนองโสน โดยมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมด้านการส่งเสริมด้านความรู้ เกี่ยวกับศาสตรพระราชาให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการโคกหนองนาโมเดล มีความมั่นคงทางด้านอาหาร พึ่งพาตนเองได้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ส่งผลให้หน่วยงานในฐานะเป็นภาคีเครือข่าย เพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นที่รู้จัก เกิดภาพลักษณืที่ดีอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้แล้วนายดนัยยังมีข้อเสนอแนะอยากให้เผยแพร่สู่สาธรณชนอย่างกว้างขวางอีกด้วย ซึ่งนายดนัย สุริยวงศ์ศรี ได้ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามเป็นอย่างดี

   วันที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 13.00 น. – 18.30 น. อาจารย์ประจำหลักสูตรนัดลงพื้นที่ ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอำเภอนางรอง บ้านโคกว่าน ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง เพื่อจัดเตรียมสถานที่ในการจัดกิจกรรมเสวนาเกษตรทฤษฏีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดล ทางเลือก ทางรอดในยุค New normal ในวันที่ 17 ตุลาคม 2564 โดยมีอาจารย์ชมพู อิสริยาวัฒน์ เป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำในการจัดสถานที่ในครั้งนี้ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานก็ได้แบ่งหน้าที่กันจัดเตรียมสถานที่ จัดเก้าอีให้เรียบร้อย จับผ้าให้สวยงาม จัดป้ายแนะนำเจ้าของแปลงโคกหนองนาทั้ง11 แปลง ทุกคนช่วยกันอย่างเต็มที่ถึงแม้ว่าในระหว่างวันฝนจะตกก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการจัดสถานที่

     วันที่ 17 ตุลาคม 2564 เวลา 08.30 น. – 12.00 น. ได้เข้าร่วมกิจกรรมเสวนาเกษตรทฤษฏีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดล ทางเลือก ทางรอดในยุค New normal ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอำเภอนางรอง บ้านโคกว่าน ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง โดยมีผู้ปฏิบัติงานตำบลหนองกง ผู้ปฏิบัติงานตำบลหนองยายพิมพ์ ผู้ปฏิบัติงานตำบลหนองโสน ทั้งนี้ผู้ปฏิบัติงานตำบลหนองโสนทุกท่านได้จัดเตรียมสถานที่เรียนร้อย ก่อนเริ่มงานก็ได้จัดเตรียมลงชื่อลงทะเบียนสำหรับผู้เข้าร่วมกิจจกรรมในครั้งนี้ด้วย ผู้เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้มีทั้งหมด 7 ท่านได้แก่ อาจารย์ชมพู อิสริยาวัฒน์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา พระครูสุทธิพัฒนาภิรม เจ้าอาวาสวัดตาไก้พลวง นายสมชิด ไชยชาติ พัฒนากรชุมชนชำนาญการอำเภอนางรอง นายเกรียงศักดิ์ แผ้วพลสง อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโสน อาจารย์ดนัย สุริยะวงศ์ศรี นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ รองศาสตราจารย์ ดร.อัครพนท์ เนื้อไม้หอม คณบดีคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ นางสาวดนุลดา ธรรมนิยม สารวัตรกำนัน ตำบลหนองโสน หลังจากเสวนาให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว ก็จะให้เจ้าของแปลงโคกหนองนาทั้ง 11 ท่านมาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการทำโคกหนองนาแล้วได้อะไรจากการทำในครั้งนี้บ้าง หลังจากจบกิจกรรมก็ร่วมรับประทานอาหารแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนผู้ปฏิบัติงานตำบลหนองโสนก็ช่วยกันทำความสะอาด เก็บเก้าอี้ ล้างจาน จัดเก็บสถานที่ให้เรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

    จากการปฏิบัติงานในเดือนตุลาคมนี้ ผู้ปฏิบัติงานทุกท่านได้ให้ความร่วมมือ สามัคคีเป็นอย่างดี คอยให้คำปรึกษาซึ่งกันและกันภายในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้วยกัน และพบอุปสรรคในการทำงานในเดือน็นี้ เนื่องจากฝนตกบ่อยครั้ง ทำให้การทำงานไม่ค่อยสะดวก งานล่าช้า พื้นที่ในการลงพื้นที่แฉะ ดินเป็นดินเหนียว ทำให้ยากต่อการเดินทาง ถนนลื่น ต้องระมัดระวังในการขับรถเป็นอย่างมาก  ข้าพเจ้าก็ขอขอบคุณชาวบ้านตำบลหนองโสนที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้ข้าพเจ้าได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ในการทำงานในครั้งนี้ด้วย

 

อื่นๆ

เมนู