หลักสูตร : HS02 เกษตรผสมผสานในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล

 นางสาวอาภาศิริ  มาลา ประเภทบัณฑิตจบใหม่ ผู้ปฏิบัติงานตามโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) ต.หนองโสน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์

สืบเนื่องจากกิจกรรม “เสวนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดล: ทางเลือกและทางรอดในยุค New Normal ” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยงานเสวนานี้ได้มี มีผู้ร่วมเสวนาจำนวน 7 ท่านด้วยกันได้แก่ 1.พระครูสุทธิพัฒนาภิรมย์ (เจ้าอาวาสวัดหนองตาไก้พลวง) 2. นายสมชิด ไชยชาติ พัฒนากรชุมชนชำนาญการอำเภอนางรอง 3. อาจารย์ดนัย สุริยะวงค์ศรี  (นักพัฒนาต้นแบบ) 4. นางดนุลดา ธรรมนิยม (สารวัตรกำนันตำบลหนองโสน) 5. รองศาสตราจารย์ ดร. อัครพนท์ เนื้อไม้หอม  (คณบดีคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์) ประธานเปิดงาน 6. ปลัด กรุณา สวัสดิ์สิงห์ ปลัดตำบลหนองโสน  7. อาจารย์ชมพู อิสริยาวัฒน์ ( รองคณะบดีคณะมนุษย์ศาสตร์และสัมคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา และมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 80 คนได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานตำบลหนองโสน  ตำบลหนองกง และตำบลหนองยายพิมพ์ รวมไปถึงเจ้าของแปลงโคกหนองนาทั้ง 11 แปลงและชาวบ้านที่มารับฟังการเสวนาด้วย และงานที่ทางผู้ปฏิบัติงาน ตำบลหนองโสนได้รับมอบหมายจากงานเสวนาคือ ถอดบทเรียนจากการเสวนาของวิทยากรและผู้เสวนา ผู้ปฏิบัติงานได้มีการแบ่งกลุ่มรับผิดชอบในส่วนของการถอดบทเรียนของแต่ละวิทยากร ซึ่งดิฉันได้รับผิดชอบในส่วนของการสรุปงานเสวนา และ เจ้าของแปลงโคกหนองนา 2 ท่านคือ นายจุล  ชื่นชู และนายมีชัย หรบรรพ์  การสรุปงานเสวนา และได้เริ่มถอดบทเรียนใน วันที่ 29 ตุลาคม 2564 ซึ่งถอดบทเรียนได้ดังนี้

สรุปการเสวนา

นายสมชิต ไชยชาติ (นักพัฒนาชุมชนชำนาญการ ผู้ที่นำโครงการโคกหนองนาโมเดลเข้ามาสู่ตำบลหนองโสน)  ” โคกหนองนาเริ่มต้นแรกๆ คือบ้านโคกว่าน โดยมีพี่ต้อยหรือนายมานพ บุญรอด เป็นผู้ริเริ่มทำ ในพื้นที่ 3 ไร่ โคกหนองนาโมเดล เป็นศาสตร์ที่คิดโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 แก้ไขปัญหาเรื่องภัยแล้ง คือแนะนำให้นาที่ไม่ค่อยมีน้ำ นาที่ทำแล้วไม่ค่อยได้ผลผลิตให้มาทำโคกหนองนา เพื่อใช้โคกหนองนาเป็นที่กักเก็บน้ำ เพราะฉะนั้นต้องใช้พื้นที่โล่งๆหรือพื้นที่ที่มีปัญหา มาทำเพื่อแก้ปัญหา เรื่องภัยแล้ง”

รองศาสตราจารย์ ดร.อัครพนท์  เนื้อไม้หอม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์   “ทางมหาวิทยาลัยมีความตั้งใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมช่วยขับเคลื่อนใน 4 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น วัด ชุมชน หน่วยงานราชการและโรงเรีย นสถานศึกษา ที่จะทำการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดความมั่งคั่งและยั่งยืน เพราะสิ่งที่เราได้ทำไป ผลที่ได้คือความสุขใจ เพราะฉะนั้นถ้าเราตั้งใจจะทำจริงๆ เกิดผลแน่นอน และผลที่ตามมาเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจของทุกคน มันจะเป็นความสุขจริงแท้ โดยที่ไม่มีอะไรมาแอบแฝง  เราทำอย่างตรงไปตรงมา ทำแล้วเกิดผล เกิดความสามัคคี สุดท้ายชุมชนเราก็เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เกษตรทฤษฎีใหม่โคกหนองนา ปรัชญาความพอเพียงพึ่งพาได้ มาร่วมด้วย มาร่วมช่วย มาร่วมใจ สู่หลักชัยความมั่นคง ความมั่งคั่งและยั่งยืน

ปลัดกรุณา  สวัสดิ์สิงห์ “ ถ้าอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่าง มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนแบบธรรมชาติ แบบบ้านๆ ก็ต้องลงมือทำ ทำแล้วมันจะเกิดผล อยากจะให้มันเกิดก็ต้องลงมือทำ

พระครูวิสุทธิพัฒนาภิรมย์ การปฏิบัติคือเหตุ เพราะเมื่อเราปฏิบัติ มีเหตุแล้ว นี่แหละจะเกิดผล  ข้อคิด เป็นความโชคดีของเราที่เรามีที่ มีที่ 1 ไร่ 3 ไร่จึงได้ขุดที่  เพราะมีที่นี่แหละ ถึงได้ขุดสระ ปลูกข้าว ปลูกต้นไม้ นั่นคือความโชคดี ปลูกเอาไว้ ทำเอาไว้ต่อไปภายภาคหน้าเราจะได้มีที่เยอะๆ มีป่าไม้ที่สมบูรณ์ ไปตรงไหนก็สมบูรณ์พูนสุข ไม่ยากไม่จน ”   และการถอดบทเรียนจากเจ้าของแปลงโคกหนองนา นายจุล ชื่นชูและนายมีชัย  หรบรรพ์ ดังนี้

นายมีชัย  หรบรรพ์ :  “ตอนแรกนายมีชัยไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะได้มาทำโคกหนองนา เพราะในหมู่บ้านที่อาศัยอยู่มีผู้ใหญ่จุลทำแล้ว  ทีนี้น่าจะเป็นเพราะเก็บตกจากพัฒนาชชุมชน ทางหัวหน้าพัฒนาชุมชนจึงแนะนำให้ทำ จนนายมีชัยได้ไปอบรมมา ก็รู้สึกชอบ จนทุกวันนี้ก็ได้ปลูกอะไรไปหลายๆอย่าง  ต้นไม้ก็มีอยู่หลายชนิด ผลผลิตตอนนี้ก็ได้กินและได้ขาย  ที่ได้ขายก็มีลูกปลา “

นายจุล  ชื่นชู : ” นายจุลเป็นคนที่ขยันมาตั้งแต่เด็กๆอยู่แล้ว  ชอบปลูกต้นไม้จนโคกหนองนาได้เข้ามาพอดี  ตอนนี้ก็ได้ปลูกผัก มีขายบ้างแล้ว คือ ข้าวโพด พริก  และแบ่งญาติพี่น้องกิน   เลี้ยงปลาไว้เต็มสระ คลองไส้ไก่ก็มีปลา ส่วนตัวเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูไว้ด้วย มีทุกอย่างในสวน  นายจุลไม่ได้คำนึงถึงรายได้จากการทำโคกหนองนามากนัก ขอแค่ให้มีความสุขก็พอ ที่ได้ตื่นเช้ามาได้ดูได้ทำในสิ่งที่ชอบ ที่เห็นแล้วมีความสุข เดินออกมาจากบ้าน เห็นเป็ด เห็นไก่ เห็นปลา เห็นต้นไม้ ที่ที่เราทำไว้  “

                             

                    ในวันที่ 28 ตุลาคม 2564 ดิฉันได้เข้ารับฟังการเสวนา  ผ่านระบบ ZOOM โดยศูนย์ประสานงานชุมชนสัมพันธ์ HUSOC  ได้จัดขึ้นในหัวข้อ Quadrable Helix จตุรภาคสี่ประสาน สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น.โดยมีอาจารย์ชมพู อิสริยวัฒน์ รองคณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินงานเสวนา และ ผศ.ดร. คัมภีรภาพ อินทะนู รองคณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นพิธีกรดำเนินงานก่อนพิธีเปิดงานและวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเสวนาทั้งหมด 5 ท่าน ได้แก่ นายสุพจน์  สวัสดิ์พุทรา นายกเทศบาลตำบลอิสาณ  รศ.ดร.ประสาท  เนืองเฉลิม มหาวิทยาลัยสารคาม  นายณัชอิสร์  ศรีสุขพรชัย ประธานหอการค้า จังหวัดบุรีรัมย์  นายคำเดื่อง  ภาษี ประธานกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ และรศ.ดร.อัครพนท์  เนื้อไม้หอม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเสวนาในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับเรื่อง Modernize Farmer , Smart University เป็นต้น  การจัดโครงการเสวนาในประเด็นเรื่อง Quadruple Helix จตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ คือ 1.เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 2.เพื่อที่จะประสานเครือข่ายชุมชนที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับพี่น้องชาวบ้านเพื่อจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านพัฒนาชุมชนต่อไป การจัดเสวนาชุมชนในครั้งนี้ เนื่องมาจากเป็นการสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ที่กำลังจะเข้าสู่รับการประเมินผลงานจาก Times Higher Education ซึ่งเป็นการสนองงานตามนโยบายของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน หรือ SDGs เป็นนโยบายขององค์การสหประชาชาติในเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals  มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ซึ่งนำโดยอธิการบดี มีความพร้อมในการที่จะนำมหาวิทยาลัยเข้ารับการประเมิน จาก Times Higher Education เพราะมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการกิจกรรมพัฒนาชุมชนให้เกิดความมั่นคง  มั่งคั่งและยั่งยืน มาอย่างต่อเนื่อง  เพราะฉะนั้นวันนี้จึงได้จัดเสวนาขึ้นในนามของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  เพื่อสนองนโยบายมหาวิทยาลัยดังกล่าว คำว่าจตุรภาคีสี่ประสานหรือ Quadruple Helix  คำนี้เป็นคำที่กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ได้ใช้ในการดำเนินการนโยบายเรื่องพลิกโฉมมหาวิทยาลัยหรือ Reinventing  University ซึ่งสอดล้อกับ SDGs ขององค์การสหประชาชาติ และเป็นไปตามตัวชี้วัดของ Times Higher Education ว่า ถ้ามหาวิทยาลัยจะทำงานในพื้นที่ของชุมชนจะต้องเชื่อมประสานกับสี่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จตุรภาคสี่ดังกล่าวมี 1.มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2.ชุมชนและวัดวาอาราม  3.หน่วยงานเอกชน 4.หน่วยงานราชการ  เชื่อมกันสี่ประสานก็จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ถอดบทเรียนจากท่านวิทยากรได้ดังนี้

ท่านสุพจน์  สวัสดิ์พุทรา  (นายกเทศมณตรี ตำบลอิสาณ)   การพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน ก็คือการเปลี่ยนแปลงคนและเปลี่ยนแปลงชุมชนให้ดีขึ้น  โดยใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน  และประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วม  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มสตรี  กลุ่มอสม. ประชาชน แม้กระทั่งกลุ่มผู้สูงอายุ ทุกภาคส่วนจะต้องมาร่วมกัน  หรือที่สมัยแต่ก่อนเรียกว่า  บวร  คือ บ้าน วัด และโรงเรียน  และ 4 ประสานที่ว่าคือ 4  หน่วยงานหลักที่ว่า จตุรภาคีที่เอามาขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน

รศ.ดร.ประสาท  เนืองเฉลิม (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของมิติทางด้านทั้งด้านสังคมเศรษฐกิจทางด้านสิ่งแวดล้อม  จริงๆแนวคิดเรื่องของ SCG เป็นแนวคิดที่สห ประชาชาติกำหนดขึ้นมาเพราะเป็นแนวคิดบอกว่าจะทำยังไงให้การศึกษาให้คนมีความเท่าเทียมกัน ซึ่ง wording ซึ่งคำนี้มีคนใช้บ่อยแต่เราต้องมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหลายอย่างกับคำว่าเท่าเทียม  เท่าเทียม ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Equity แต่ความเสมอภาคใช้คำว่า Equality  และสหประชาชาติได้ใช้คำ Equity คือความเท่าเทียม ซึ่งตรงตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือคนไหนที่มีความสามารถ มีความต้องการมาก ก็จะไปให้มาก เป้าหมายของปรัชญาทางด้านการจัดการเรียนการสอนของอุดมศึกษา คือ 1. ว่าด้วยเรื่องของ 3 L คือ Life Long Learning หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งตรงตามยุคสมัยใหม่การเรียนรู้ตลอดชีวิตแต่ก่อน

นายณัชอิสร์  ศรีสุขพรชัย (ประธานหอการค้า จังหวัดบุรีรัมย์ ):   ทางมหาวิทาลัยได้วางภาพของจตุรภาคี มีรัฐ ชุมชน เอกชนและมหาวิทยาลัย ทั้ง 4 ด้านเหล่านี้มาร่วมมือกันในการขับเคลื่อนชุมชน  สิ่งที่เราจะมองกันต่อไปคือ โลกใบนี้จะไม่เหมือนเดิมแล้ว ถ้าเรายังคิดอะไรแบบเดิม ทำอะไรแบบเดิม มันช้าแล้ว  มันเปลี่ยนไปเร็วมาก จนเราต้องคิดแล้วว่าต้องเรียนรู้และไม่ยึดติดอยู่กับเรื่องเดิม ๆ เราเห็นอะไรใหม่ๆต้องพร้อมที่จะปรับตัว แก้เกมใหม่ๆ ทุกอย่างต้องเรียนรู้ที่จะแก้ไขและเดินหน้าไปด้วยกัน   มหาวิทยาลัยและนักศึกษาจะต้องเปลี่ยน  Mind Set ใหม่ในการทำงานและในการเรียนต่อไปข้างหน้า จึงจะสามารถที่จะเดินเข้าไปสู่การเป็น Smart People ได้ เมื่อ Smart People ขับเคลื่อน Smart University และ Smart Cityก็ตามมา

พ่อคำเดื่อง  ภาษี (ประธานกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์):   ทางมหาวิทยาลัยได้ขับเคลื่อนให้สอดคล้องไปกับทางยูเนสโก คือเรื่อง SDGs การพัฒนาที่ยั่งยืน เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจุบันที่โลกกำลังเผชิญและเปลี่ยนแปลงไป ทรัพยากรธรรมชาติที่ค่อยๆหมดไปนั้นเกิดจากมนุษย์ที่อาศัยโลกนี้เป็นบ้านทั้งนั้น เกิดการแก่งแย่งทรัพยากร เกิดการนำทรัพยากรไปใช้มากๆแล้วไม่นำมาทดแทน  ฉะนั้นเราต้องคำนึงถึงสิ่งนี้ด้วย  ว่าจะทำยังไงให้โลกเป็นเหมือนเดิม  เราต้องเริ่มทำในพื้นที่เล็กๆของเรา หลายอย่างที่เราคิดว่าจะทำให้ร่ำรวย เราต้องลบภาพนั้นออก ถ้าเอาเรื่องความร่ำรวยออกแล้วมาคิดว่าถ้าเราเอาคำว่าทำแล้ว มันไม่อด ไม่อยากมาแทนได้ไหม ไม่ต้องรวยหรอก แค่ไม่อดไม่อยาก ถ้ายึดคำนี้มันจะเริ่มจากจุดเล็กๆได้ ไม่อดไม่อยากที่ว่าคือไม่อดไม่อยากในเรื่องทรัพยากร เพราะทรัพยากรคือปัจจัยสี่ ถ้ามีปัจจัยสี่ครบสมบูรณ์แล้ว มันจะสร้างได้ง่าย

รศ.ดร.อัครพนท์  เนื้อไม้หอม (คณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์):  คำว่าสี่ประสาน ชื่อของเรื่องเสวนาในวันนี้ ศัพท์นี้กำลังเป็นศัพท์ที่กำลังโด่งดังในแวดวงของมหาวิทยาลัยก็คือ Reinventing University พลิกโฉมมหาวิทยาลัย  ศัพท์ที่ตั้งเป็นเรื่องเสวนาวันนี้คือคำว่า Quadruple เป็นภาษากรีก แปลว่าสี่ และ Helix แปลว่า แกนหรือว่าเกลียว ก็คือสี่แกน สี่เกลียวนี่แหละ ดั้งเดิมที่เราลงชุมชนก็จะมีคำว่า บวร  บ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ แต่ทีนี้ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปก็มีการเพิ่ม คำว่าสี่ประสาน ก็คือต้องปรับกับบริบทของมหาวิทยาลัย   เป้าหมายในเรื่องการพลิกโฉมคือชื่อเรื่องในการเสวนาวันนี้ ก็คือการทำงานแบบจตุรภาคี Quadruple   Helix มันอยู่ในเป้าหมายของการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย เพราะกระทรวงมองว่า มหาวิทยาลัยไม่สามารถที่จะทำงานอย่างโดดเดี่ยวได้ คำว่าจตุรภาคี คือ เป็นมหาวิทยาลัย หน่วยงานเอกชน หน่วยงานราชการและชุมชน

             จากการเข้าร่วมฟังเสวนา ดิฉันได้รับองค์ความรู้มากมายเพื่อไปพัฒนาตนเอง จากการที่วิทยากรทั้ง 5 ท่านได้ถ่ายทอดได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และได้แชร์ประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง และได้เกิดองค์ความรู้และเราเองที่เป็นผู้เชื่อมประสานระหว่างสังคมที่กว้างขึ้นและนำไปสู่ชุมชน เราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงและดำรงอยู่ในความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของโลกใบนี้ งานเสวนาจตุรภาคี Quadruple  Helix เชื่อมประสานไปยังชุมชน การพัฒนาชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืนได้นั้น ก็คือการได้รับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วม  เพื่อทำให้ชุมชนเข้มแข็งและยืนอยู่ได้ด้วยความเป็นชุมชน  นั่นหมายความว่า การทำงานต้องได้รับความร่วมมือจากหลายๆภาคส่วน ดังชื่อหัวข้อในการเสวนาวันนี้คือ จตุรภาคสี่ประสาน สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

            ในเดือนนี้ การเก็บข้อมูลรายตำบล CBD ในแอพพลิเคชั่น U2T ซึ่งมีทั้งหมด 10 หัวข้อด้วยกัน ได้แก่ 1.ผู้ที่ย้ายกลับบ้าน เนื่องจากสถานการณ์โควิด 2.แหล่งท่องเที่ยว 3.ที่พัก/โรงแรม  4.ร้านอาหารในท้องถิ่น 5. อาหารที่น่าสนใจประจำถิ่น 6.เกษตรกรในท้องถิ่น7. พืชในท้องถิ่น 8.สัตว์ในท้องถิ่น 9.ภูมิปัญญาท้องถิ่น 10.แหล่งน้ำในท้องถิ่น การเก็บข้อมูลเหล่านี้ เริ่มการเก็บตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมีการเก็บเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ   ในวันที่ 26 ตุลาคม  2564 ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลรายตำบล CBD ในแอพพลิเคชั่น U2T เพิ่มเติม ร่วมกับผู้ปฏิบัติงานท่านอื่นๆประเภทบัณฑิต โดยหัวข้อที่ไปเก็บเพิ่มเติมนั้น คือ หัวข้อพืชในท้องถิ่น  จากการลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลนั้น ทำให้ทราบว่าในตำบลหนองโสน  มีพืชหลากหลายประเภทมาก ทั้งไม้ยืนต้น ไม้ผล ไม้ประดับเพื่อตกแต่ง พืชที่ใช้เป็นยา สมุนไพร และพืชผักสวนครัวเป็นต้น ซึ่งพืชเหล่านี้บางประเภทก็นำไปบริโภคได้ เช่นพืชผักสวนครัวที่ชาวบ้านปลูกเอง  และไม้ประดับที่สามารถนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

ภาพการปฏิบัติงาน

การปฏิบัติงานในเดือนนี้ ดิฉันได้รับความรู้จากการเสวนาทั้ง 2 หัวข้อ คือ “เสวนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดล: ทางเลือกและทางรอดในยุค New Normal ” และ Quadrable Helix จตุรภาคสี่ประสาน สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน  สิ่งที่ได้คือการที่เราจะต้องเรียนรู้ตลอดเวลากับการปรับตัวใช้ชีวิตในแต่ละวันให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้และยุคสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และสำหรับการลงพื้นที่เก็บข้อมูล CBD เพิ่มเติมทำให้ดิฉันได้ทราบถึงพันธุ์ไม้ที่หลากหลายชนิดมากขึ้น 

วิดีโอประจำเดือนพฤษจิกายน

อื่นๆ

เมนู