หลักสูตร : HS02 เกษตรผสมผสานในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล

ดิฉัน นางสาวเบญจวรรณ   ศรีพนม ประเภทประชาชน

การปฏิบัติงานประจำเดือนพฤษจิกายน ดิฉันและผู้ปฏิบัติงานตำบลหนองโสน ได้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน ดังนี้

1.วันที่  25 ตุลาคม 2564  กลุ่มผู้ปฏิบัติงานได้แบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบถอดบทเรียนจากวิทยากรในงานเสวนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดล: ทางเลือกและทางรอดในยุค New Normal ที่จัดขึ้นในวันที่  17  ตุลาคม  2564 ที่ผ่านมา และดิฉันกับผู้ปฏิบัติงานประเภทประชาชนอีก 2 ท่านได้รับผิดชอบถอดบทเรียนของนางสาวดนุลดา  ธรรมนิยม  สารวัตกำนันตำบลหนองโสนและตัวแทนสมาชิกโคกหนองนาที่ได้มาเล่าประสบการณ์และให้ความรู้เกี่ยวกับการทำโคกหนองนาโมเดล โดยได้ถอดบทเรียนออกมาได้ดังนี้

“ชื่อนางสาวดนุลดา ธรรมนิยม  สารวัตรกำนันตำบลหนองโสน ตัวแทนของครัวเรือนที่ได้รับการทำโคกหนองนาจากกรมพัฒนาชุมชน ก่อนที่จะตัดสินใจทำโคกหนองนา  เดิมที่นางสาวดนุลดาเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้อยู่แล้ว และด้วยความที่ตนเองมีที่อยู่ที่บ้านโคกสูง ตอนนั้นแล้งมาก น้ำไม่มี และพื้นที่ตรงนั้นเองยังไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากขุดสระ ปลูกกล้วย และทำคอกวัว และเลี้ยงวัวไว้ ตอนนั้นแล้งมากจนไม่มีน้ำให้วัวกิน ต้องกลับไปเอาน้ำที่บ้านมาให้ ซึ่งบ้านขึ้นอยู่บ้านโคกน้อย ระยะทางห่างจากที่นาตัวเอง 2 กิโลเมตร ทำนาก็ไม่ได้ผล เพราะมันแล้งมาก ไม่มีน้ำมาช่วยหล่อเลี้ยงเลย ต้องรอแต่ฝนตก และเรื่องดินก็ปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น  พอได้เข้าร่วมโครงการโคกหนองนาที่ทางพัฒนาชุมชนนำมาให้  ดิฉันได้ไปอบรมอยู่ 4-5 วัน จากการอบรมในครั้งนั้น ทำให้ได้รับความรู้มากมาย ได้เพื่อน ได้แชร์ประสบการณ์กัน  ตอนนี้ผลผลิตจากการทำโคกหนองนาก็ได้แล้ว ได้กิน ได้ใช้ แบ่งปันกับญาติพี่น้อง แบ่งปันกับคนที่เขามาซื้อ สุดท้ายก็ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่สนับสนุน ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการผลักดันที่ทำให้เกิดตรงนี้ขึ้นมาจริง ๆ  และถ้าเราไม่ลงมือทำ  เราก็จะไม่ได้เห็นผลที่เตามมาเหมือนอย่างตอนนี้”  จากการเข้าร่วมฟังเสวนาและได้ถอดบทเรียนของนางสาวดนุลดา ตัวแทนครอบครัวที่ทำโคกหนองนานั้น ทำให้ได้เรียนรู้ว่า  การที่เราลงมือทำอะไรสักอย่าง ย่อมส่งผลให้เราเร็วเสมอ  ถ้าหากเราได้แค่คิดแต่ไม่ลงมือทำ ผลมันก็ไม่เกิด ดังเช่นที่นาสาวดนุลดาได้เล่ามา  หากว่าเธอไม่ลงมือทำในวันนั้น คงไม่เห็นความอุดมสมบูรณ์ของโคกหนองนาตัวเองในวันนี้

 

                         

2. วันที่ 28 ตุลาคม  2564 ดิฉันได้เข้าร่วมฟังการเสวนาออนไลน์   Quadruple Helix  จตุรภาคสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยได้รับชมผ่านทาง Zoom  การเสวนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ  คือ 1.เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 2.เพื่อที่จะประสานเครือข่ายชุมชนที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับพี่น้องชาวบ้านเพื่อจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านพัฒนาชุมชนต่อไป โดยท่านคณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รศ.ดร.อัครพนท์  เนื้อไม้หอม ได้กล่าวรายงานต่อท่านประธานเปิดงาน การเสวนาครั้งนี้มีหลายภาคส่วนที่จะเข้าร่วมเสวนาในวันนี้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน มหาวิทยาลัย และภาคการศึกษา  โดยมีวิทยากรที่จะมาเล่าประสบการณ์และให้ความรู้ ทั้งหมด 5 ท่านด้วยกัน คือ  1.นายสุพจน์  สวัสดิ์พุทรา นายกเทศบาลตำบลอิสาณ  2.รศ.ดร.ประสาท  เนืองเฉลิม มหาวิทยาลัยสารคาม  3.นายณัชอิสร์  ศรีสุขพรชัย ประธานหอการค้า จังหวัดบุรีรัมย์  4.นายคำเดื่อง  ภาษี ประธานกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ และ5. รศ.ดร.อัครพนท์  เนื้อไม้หอม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผู้ที่เข้ารับฟังการเสวนาทั้ง 11 ตำบลซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน U2T ที่อยู่ภายใต้ความดูแลของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สามารถนำไปยกระดับพัฒนาตัวเอง สามารถนำไปพัฒนาได้ ให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ ทันยุคใหม่  ได้เรียนรู้ในเรื่องเกษตรยุคใหม่ว่าจะต้องทำยังไงให้มีทุกอย่างโดยไม่ต้องไปซื้อของคนอื่น

                     

3.วันที่ 2-3 พฤษจิกายน 2564 ดิฉันและผู้ปฏิบัติงานประเภทประชาชนได้ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลในแอพพลิเคชั่น U2T เพิ่มเติม   โดยแอพพลิเคชั่น  U2T ผ่านเว็บไซต์ CBD นั้นเป็นการเก็บข้อมูลรายตำบลในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งมี 10 หัวข้อด้วยกันที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่ ผู้ที่ย้ายกลับบ้าน เนื่องจากสถานการณ์โควิด, แหล่งท่องเที่ยว,ที่พัก/โรงแรม, ร้านอาหารในท้องถิ่น, อาหารที่น่าสนใจประจำท้องถิ่น,เกษตรกรในท้องถิ่น,พืชในท้องถิ่น,สัตว์ในท้องถิน,ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ แหล่งน้ำในท้องถิ่น  ซึ่งทั้ง10 หัวข้อนี้ ดิฉันและผู้ปฏิบัติงานประเภทประชาชนได้เก็บข้อมูลมาบ้างแล้ว  และในเดือนนี้มีการเก็บเพิ่มในหัวข้อของพืชในท้องถิ่น และเกษตรกรในท้องถิ่น โดยกลุ่มประเภทประชาชนได้เดินทางลงพื้นที่เก็บข้อมูลที่บ้านโคกสูง หมู่ที่ 4 และบ้านโคกน้อย หมู่ที่ 10

จากการเก็บข้อมูลพบว่า พืชส่วนใหญ่ที่พบในท้องถิ่นก็จะเป็นพืชผักสวนครัวที่ชาวบ้านปลูกไว้รับประทานเอง ไม้ยืนต้นต่างๆที่ไว้ใช้ประโยชน์ ไม้ผล เช่นมะม่วง มะยม มะขาม ก็สามารถนำผลมารับประทานได้ เป็นต้น  ในส่วนของเกษตรกรในท้องถิ่น  ส่วนใหญ่ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรม ทำนากัน  และบางท่านก็ทำสวนเพิ่มเติมไปด้วย ทั้งนี้ยังมีตัวแทนครัวแรือนที่ทำโคกหนองนาอีกด้วย ทำให้ได้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมาโดยตลอด

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ดิฉันและผู้ปฏิบัติงานประเภทประชาชนต้องขอขอบคุณชาวบ้านที่ให้ความร่วมมือและตอนรับในการลงพื้นที่เป็นอย่างดี

 

อื่นๆ

เมนู