สวัสดีค่ะข้าพเจ้า นางสาวสิรภัทร ปักเขตานัง ประเภทนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานประจำตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ HS02หลักสูตร: โคกหนองนาโมเดล ในโครงการยกระดับเศรษฐกิจรายตำบลแบบบูรณาการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัยสู่ตำบล เพื่อสร้างรากแก้วให้ประเทศ และในการลงพื้นที่ปฎิบัติงานประจำเดือนพฤศจิกายน ในวันที่17 ตุลาคม 2564 ได้ลงพื้นที่ไปยังศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านโคกว่าน ตำบลหนองโสน โดยเป็นการเสวนาถอดบทเรียนเกี่ยวกับโคกหนองนาทั้ง11แห่งในตำบลหนองโสน โดยมีวิทยากรในการร่วมเสวนาในครั้งนี้ ได้แก่ ท่านพระครูวิสุทธิพัฒนาภิรม เจ้าอาวาสวัดตาไก้พลวง นายกเกรียงศักดิ์ แผ้วพลสง อดีตนายกรัฐมนตรีองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโสน อาจารย์ชมพู อิสริยาวัฒน์รองศาสตราจารย์ดร.อัครพนท์ เนื้อไม้หอม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อาจารย์ดนัย สุริยะวงค์ศรี นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ นายสมชิต ไชยชาติ พัฒนากรชุมชนชำนาญการ อำเภอนางรอง ปลัดกรุณา สวัสดิ์สิงห์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโสน และนางสาวดนุลดา ธรรมนิยม สารวัตรกำนัน ตำบลหนองโสน และในการเสวนาถอดบทเรียนในครั้งนี้ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ถอดบทเรียนของ นายสมชิต ไชยชาติ พัฒนากรชุมชนชำนาญการอำเภอนางรอง โดยมีหัวข้อในการเสวนาและคำพูดที่ข้าพเจ้าได้ถอดบทเรียนออกมาดังต่อไปนี้       อาจารย์ชมพู : ลำดับต่อไปขอเรียนเชิญ ท่าน สมชิต ไชยชาติ มาบอกพวกเราว่าทางเลือก เลือกแบบไหนได้บ้าง รอด รอดแบบไหนได้บ้าง พึ่งตัวเองได้จริงไหม พึ่งกันและกันได้อย่างไร ขอกราบเรียนเชิญครับ

   นายสมชิต ไชยชาติ : กราบนมัสการพระครูวิสุทธิพัฒนาภิรม เจ้าอาวาสวัดตาไก้พลวง เจ้าคณะตำบลหนองโสนปลัดกรุณา ดร.อัครพนท์ อาจารย์ดนัย น้องดนุลดา แล้วก็อาจารย์ชมพูนะครับที่ทำหน้าที่ดำเนินรายการ คือโคกหนองนาโมเดลนี้ ผมประทับใจคำที่ตามมาก็คือทางเลือก และทางรอด ในยุคNew Normal นะครับ ก็คือ โครงการนี้จริงๆเนี่ยเกษตรทฤษฏีใหม่เดิมมีมานานแล้วแหละนะครับเพียงแต่ว่าเกษตรทฤษฏีใหม่ตอนนั้นก็คือการแบ่งสันพื้นที่ ก็จะเป็นพื้นที่ทำกิน 30% แล้วก็พื้นที่น้ำ 30% เพื่อที่จะใช้ในการดูแลพืชและพื้นที่ปลูกป่า 30% แล้วก็ที่อยู่อาศัย 10% แต่ตรงนั้นนี้คือรูปแบบที่ต่างกันแต่ยังไม่เหมือนโคกหนองนาโมเดล แต่โคกหนองนาโมเดลนี้คือเป็นการใช้ศาสตร์ของพระราชา ที่มาแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้ง ก็คือเรื่องของน้ำ ศาสตร์น้ำก็ยังคงอยู่ในการเก็บน้ำ 30% เหมือนเดิม ถ้าตามทฤษฏีนะครับ เพียงแต่ว่าโคกก็จะมาปั้นสูงให้เป็นโคกมีคันนาทองคำ แล้วก็ยังมีพื้นที่นาเหลืออยู่ ก็คือการบริหารจัดการพื้นที่นี้ใช้สูตรของทฤษฏีใหม่ เพียงแต่ว่ารูปแบบจะต่างกัน 10%  ส่วนจะเป็นที่อยู่อาศัยนะครับ แต่ปัจจุบันก็คือครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการก็จะป็นกระท่อมที่นั่งพักเพราะว่าเป็นที่พักผ่อนที่นั่งหลบแดดเวลาร้อน ทีนี้เรื่องของโคกหนองนาโมเดลเนี่ย ผมเองรับราชการมาอยู่25-26ปี ก็เพิ่งมีปีงบประมาณ ..2564 ที่ลงมานะครับ แล้วก็การนำมาขับเคลื่อนนี้ จริงๆเนี่ยพ่อคำเดื่อง แต่ว่าจริงๆผมจะเรียกอาจารย์เพราะว่าท่านเป็นอาจารย์สอนพิเศษในช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาอยู่ ท่านบอกว่าคือ เลือกคน ถ้าเลือกที่ใช่ มันก็ง่าย แต่ถ้าเลือกคนที่ไม่ใช่มันก็ยาก นะครับ แต่ผมเองเนี่ยต้องนับว่าโชคดีอย่างหนึ่งตำบลหนองโสน 11 แปลง นี้เลือกแล้วบังเอิญถูกคนที่ใช่ทั้งหมดนะครับ เพราะว่าคนที่ใช่นี้คือให้อะไรไปก็รับแล้วก็ไปทำต่อไปสานต่อ แต่ถ้าคนไม่ใช่คนไม่ชอบให้อะไรไปก็ปล่อย ก็ทิ้งเหมือนเดิม แล้วโดยส่วนตัวผมเองแล้วเนี่ยเป็นคนตำบลหนองกงเนาะ ก็คือบ้านอยู่หนองกง แล้วก็อย่างท่านพระครูหนิผมเองก็พอรู้จักหน้าตา ด้วยความที่รับราชการในต่างพื้นที่นานก็ไม่รู้ว่าเป็นพระที่ชอบปลูกต้นไม้นะครับ แต่มาใหม่ๆเลยก็มีกิจกรรมที่ปลูกป่าแล้วก็ได้มีโอกาสมาร่วม แต่เสียงสะท้อนวันนั้นที่ได้ยินครั้งแรกเลยก็ โอ๊ะพระอิหยังดอกบ้าแต่ปลูกป่า แล้วคนที่เว้ากะคนบ้านตาไก้นี่ล่ะครับ มีเงินปลูกแต่ป่ามีเงินไปหาซื้อที่แล้วกะปลูกแต่ป่า แต่ว่าจริงๆประโยชน์ของป่าเนี่ยเราไม่เคยศึกษาแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเนี่ยเรื่องโคกหนองนาโมเดลพอพื้นที่ขุดเสร็จนะครับ ซึ่งจริงๆตามโครงการมันจะมีพื้นที่ 1 ไร่ 3 ไร่ ลงในพื้นที่ แต่ในละพื้นที่มันจะแบ่งเป็นสัดส่วน 1:3, 1:2, 1:1, แล้วก็ 2:3 เหมือนกันหมดทั้ง 1 ไร่ ทั้ง 3 ไร่ แต่ทีนี้พอเสร็จเนี่ย ไอ้ส่วนที่เป็นโคกก็จะใช้ในการปลูกป่า เพียงแต่ว่าการปลูกป่าระหว่างที่ท่านพระครูพาปลูกกับปลูกแบบโคกหนองนาหนิมันก็จะอิงมาในเรื่องของความป็นอยู่ ส่วนท่านพระครูนี้ก็จะเป็นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมนะครับ คือทั้งสองสิ่งนี้ก็ดีทั้งหมด แต่โคกหนองนาโมเดลที่บอกว่าคือเรื่องของความเป็นอยู่ ก็คือการปลูกป่าไม้มันจะเป็น 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง หรือปลูก 4 อย่าง ประโยชน์ 5 อย่าง ก็แล้วแต่นะครับ การปลูกต้นไม้ก็จะเป็นอันแรกก็คือ ไม้สูงก็คือไม้ใช้สอย ไม้ประโยชน์ ไม้ที่จะใช้เนื้อในการสร้างบ้าน แล้วก็ใช้ประโยชน์จริงๆ กลุ่มนี้ก็จะเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ถัดมาก็จะเป็นกลุ่มไม้กลาง ก็คือ พวกไม้ผล ไม้ที่เราใช้กินนะครับ เป็นการถอดบทเรียนที่ให้ความรู้ความสำคัญในการปลูกผักปลูกต้นไม้ในโคกหนองนาที่ให้ประโยชน์รอบด้านในการทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้คนในชุมชนต่อไปได้อีกด้วย ในการแบ่งสัดส่วนในการทำไร่ทำนา ปลูกผัก ต้นไม้ และเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ไว้เพื่อบริโภคและจำหน่ายได้อีกด้วย และการลงพื้นที่ในครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ความรู้และประโยชน์ที่จะนำไปเผยแพร่และพัฒนาในการทำโคกหนองนาที่บ้านของข้าพเจ้าเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้และทำกิจกรรมในโคกหนองนาแก่ประชากรในชุมชนได้

  และในวันที่28 ตุลาคม 2564 ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้จัดกิจกรรม Quadruple Helixจตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน   และในเวลา  9:00. อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์  รศ.มาลิณี จุโฑปะมา เป็นประธานเปิดโครงการเสวนา Quadruple Helix จตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

และมีวิทยากรผู้ร่วมเสวนา ดังนี้

   1. พ่อคำเดื่อง ภาษี ประธานกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์

   2. นายสุพจน์ สวัสดิ์พุทรา นายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ

   3. นายณัชอิสร์ ศรีสุขพรชัย ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์

   4 .รศ.ดร.ประสาท เนืองเฉลิม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

   5. รศ.ดร.อัครพนท์ เนื้อไม้หอม  คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

ดำเนินการเสวนาโดย อาจารย์ชมพู อิสริยาวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายพันธกิจชุมชนสัมพันธ์และภูมิทัศน์

และเมื่ออธิการบดีเปิดโครงการเสวนาจตุรภาคีและได้ให้โอวาทดังต่อไปนี้ อย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ตามที่คณบดีได้กล่าว 3 สิ่งใหญ่ๆก็คือ Timepier Education ซึ่งมหาวิทยาลัยนั้นจะต้องดำเนินการเข้าสู่    แบล็กกิ้งไพเออร์เอ็ดดูเคชั่น คือเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่การที่พัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นเราจะทำโดยมหาลัยอย่างลำพัง เราก็ทำเชื่อมมาเยอะแล้วการเชื่อมนี้จะต้องเป็นรูปธรรมและชัดเจน เพราะนั้นการเชื่อมอันนี้จะต้องมีจตุรภาคีสี่ประสาน ซึ่งคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นคณะแรกที่เริ่มทำเข้าสู่การดำเนินการของแล็งกิ้งและตามตัวชี้ของ SCG มันจำเป็นเพราะมหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่ผู้บริหารจะทำให้เกิดแล็งกิ้ง แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจะต้องดำเนินลงสู่การปฏิบัติโดยคณะต่างๆมีทีมงานที่เข้มแข็ง มหาวิทยาลัยโชคดีที่ 7 คณะ และบัณฑิตวิทยาลัยคณะที่ 8 มีพื้นที่ในความรับผิดชอบ พื้นที่ในความดูแลเป็นพิเศษ การดูแลเป็นพิเศษของแต่ละคณะมี3อำเภอ โดยแต่ละอำเภอมีตำบล หมู่บ้านที่ต้องดูแล ในจังหวัดบุรีรัมย์มี 23 อำเภอ 188 ตำบลและเราครอบคลุมทั้ง 188 ตำบลเพื่อดูแล และนี้คืองานที่เราต้องดูแลให้มหาลัยเข้าทำงานกับตำบลอย่างจริงจัง ซึ่งการเชื่อมสี่ประสานจะสอดคล้องกับมหาลัยได้เข้าสู่การจัดอันดับด้วย ตอบสนองในสำนึกของพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของพวกเรา เพราะฉะนั้นในการเสวนาในวันนี้มีท่านวิทยากรพ่อคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้าน ในการเสวนาในวันนี้ซึ่งสิ่งที่จะพูดเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยลงไปทำกับชาวบ้านเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอยู่แล้วสู่การสร้างคุณค่าที่เป็นเศรษฐกิจ นี้คือของมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง มีส่วนเอกชน ส่วนของชุมชน ส่วนราชการ เป็นสี่ประสาน ที่เราต้องพูดคุยปรึกษาเพื่อจะลงสู่การปฏิบัติด้วย มหาวิทยาลัยต้องการทำให้โดดเด่นเรื่องของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น เรื่องของการบริการของวิทยาการ เป็นประเด็นสำคัญของการดำเนินการพัฒนาที่ยั่งยืน

และต่อมาเป็นวิทยากรท่านแรกที่ได้ให้ข้อมูลและความรู้ในการเสวนาในครั้งนี้ ในหัวข้อ Quadruple Helix จตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

   ท่านแรก ท่านนายกสุพจน์ สวัสดิ์พุทรา นายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ เป็นนายกมาแล้วหลายสมัย จบป.ตรี สาขาพัฒนาชุมชน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้ใช้วิชาที่ได้ร่ำเรียนมาเอามาทำเรื่องการพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืนคือการเปลี่ยนแปลงคนและชุมชนให้ดีขึ้น โดยใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนและประชาชนในชุมชนได้มีส่วนร่วม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าบวร วัด บ้าน โรงเรียน แล้วก็มีสี่ประสานก็คือหน่วยงานหลัก ก็เหมือนราชภัฎจตุรพิธขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ในฐานะที่เป็นนายกก็มีโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลักอยากให้ประชาชนบ้านเมืองเจริญคือคมนาคม เดินทางสะดวก น้ำไหล ไฟสว่างตัวนี้ก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆและในการกินอยู่ของประชาชนก็ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีทำให้ชุมชนน่าอยู่ สิ่งที่ดีที่สุดคือทำให้ชุมชนรู้สึกสามัคคีกันและให้องค์ความรู้ในชุมชนยากมากเพราะคนในชุมชนไม่เหมือนกันบางคนก็หาเช้ากินค่ำบางคนออกไปทำงานรับราชการและยังมีผู้สูงอายุอยู่บ้านเลี้ยงหลาน โดยเราจะต้องร่วมมือกันโดยหลวงพ่อ ผู้นำชุมชน ชาวบ้านร่วมใจกันและจุดนี้ต้องมีใจในการร่วมพัฒนาและเราจะต้องทำความเข้าใจกับผู้นำชนกับชาวบ้าน เพราะบางคนทำแล้วก็ปล่อยไม่สนใจเราก็ร่วมสร้างแรงจูงใจในสิ่งนั้นเพื่อพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น

   ท่านที่สอง รศ.ดร. ประสาท เนืองเฉลิม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ท่านได้ถ่ายทอดแนวคิดองค์ความรู้แลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องของมิติทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ในเรื่องแนวคิดsdg ที่สหประชาชาติได้กำหนดขึ้นมาเขียนแนวคิดว่าจะทำให้การศึกษาเท่าเทียมกันการเสมอภาค ตอนนี้การศึกษาที่เราใช้มาก็มีการคลาดเคลื่อน คนไหนใช้มากก็ให้มาก คนไหนใช้น้อยก็ให้น้อยก็ตรงตามหลักปัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่ามีความสามารถมากต้องการมากก็ไปให้มากการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็ต้องมีด้วยกันสามมิติ คือ1.มิติทางสังคม มีหลากหลายทางสังคมความคิดซึ่งตามยุคสมัยใหม่ 2.ตามมรรถนะ ประกาศการจัดการเรียนการสอนไม่เน้นทางรายวิชาอย่างเดียวจะต้องเอาไปอยู่ในสังคมกับชุมชนด้วย 3.โลกที่มันผันผวนไม่สามารถทำนายกำหนดได้ และอีกเรื่องคือเรื่องเศรษฐกิจที่คนแข่งขันกันมากในด้านเทคโนโลยี ด้านความรู้ต่างๆและมีคนถามว่าเราปั้นผู้เรียนขึ้นมาเป็นผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ ถ้าเป็นผู้ผลิตในด้านการป้อนความรู้ให้ ถ้าเป็นผู้ประกอบการต้องใส่สถานการณ์เข้าไปด้วย คำเหล่านี้ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคนในสังคมด้วย ไม่ใช่เอาเฉพาะเศรษฐกิจและปริมาณ ถ้าย้อนกลับไปจะนึกถึงบวร บ้าน วัด โรงเรียนแต่ รศ.ดร.ประสาทขอเพิ่มคำว่ามหาวิทยาลัยเข้าไปเป็นบ้าน วัดมโรงเรียน มหาวิทยาลัยปัจจุบันแต่ละส่วนแยกกัน บ้านพอเจอสถานการณ์โควิดเข้าไปพออยู่ด้วยกันบ้านหลังเดียวกันยังมีความคิดแตกต่างกัน หลักการสำคัญคือบ้านไปวัดและโรงเรียนส่งต่อมามหาวิทยาลัย และ sdg ที่พูดถึงคือ สองประเด็นหลักขจัดความยากจน และประเด็นที่สามการมีสุขภาพที่ดี ประเด็นที่สี่มีการศึกษาที่เท่าเทียมเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตเราอยากเห็นรูปแบบไหนก็ได้ความรู้แบบนั้นเพราะความรู้มันลอยในอากาศเราคว้ามันมาแบบไหนก็ได้ เรื่องที่ห้าเรื่องการเท่าเทียมทางเพศมีการพัฒนาคนให้เกิดความเท่าเทียม และสมบูรณ์

และในยุคสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวและเราจะต้องปรับความคิดก่อนเป็นอันดับแรก และมีสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไปมากในยุคสมัยใหม่ และมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนมีการทำงานพัฒนาการวิจัยเช่นงาน u2t ทำงานควบคู่พัฒนาไปกับชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนนำความรู้ไปแลกเปลี่ยนและสามารถนำมาปรับใช้ได้ ความรู้อยู่ที่ชุมชนอย่าไปคิดว่าเราเอาความรู้ไปให้ชาวบ้านเราคิดว่าเราไปเรียนรู้กับชาวบ้าน

  ท่านที่สาม นายณัชอิสร์ ศรีสุขพรชัย ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์

ซึ่งท่านเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ อุตสาหกรรม และออกแบบ ท่านบอกว่าการเสวนาในด้านจตุรภาคีเป็นแนวคิดในการขับเคลื่อนประเทศเป็นสิ่งที่เราจะต้องมองกันต่อไปคือโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วตามสิ่งที่เห็นที่เราได้ทำอะไรเดิมๆ โลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เราจะต้องเรียนรู้และได้ทำกับมันไม่ยึดติดกับอะไรเดิมๆ เห็นอะไรใหม่ๆจะต้องปรับตัวและเรียนรู้เดินหน้าไปกับมัน เราจะปรับเปลี่ยนทั้งจตุรภาคีต้องมีภาพที่ตรงกันและใกล้เคียงกัน รัฐเอกชนชุมชนจะต้องเห็นภาพนั้น มหาวิทยาลัยหรือองค์กร ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเห็นภาพนั้นด้วยเหมือนกัน ถ้ามองคนละภาพ คนละเป้าหมายการเดินก็จะไม่เหมือนกัน และการขับเคลื่อนเป้าหมายขับเคลื่อนชุมชนก็เป็นไปได้ยาก และSmart People ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ทางเทคโนโลยีอย่างเดียวแต่ต้องรู้ให้ทันโลก โดยท่านมีหลักปรัชญาประจำใจคือหลัก3H 1.Heart 2.Head 3.Hand และท่านยังให้คติทิ้งท้ายว่าการเปลี่ยนหัวข้อใหม่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยถ้าเราไม่เปิดพื้นที่ในการฟัง

  ท่านที่สี่ พ่อคำเดื่อง ภาษี  ประธานกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์

ท่านได้ให้ข้อคิดและคำแนะนำในเรื่องทำยังไงให้ทันโลก ก็คือเมื่อโลกเราเปลี่ยนไปแต่ทำไมคนเราไม่เปลี่ยนแปลงแต่เราก็อยากจะหวนให้โลกใบเก่ากลับคืนมากลับมาเป็นเหมือนอดีต พ่อคำเดื่องเลยบอกว่าให้เราตื่นเถอะตื่นได้แล้วโลกใบนี้มันเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกับหนังที่จบไปแล้วมันกลับมาฉายซ้ำๆอีกไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนแปลงเหมือนกับคนที่เกิดมาไม่รู้เกี่ยวกับโลกใบนี้มีแต่ทรัพยากรในโลกจึงได้แข่งกันแย่งทรัพยากรกัน ทุกคนเอาปลาเอาน้ำมาใช้แต่ไม่ใส่กลับคืนแต่อยากให้โลกเป็นเหมือนเดิมแต่ทุกคนทำให้โลกทำให้ทรัพยากรเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่เอาความร่ำรวยมาแข่งกันแค่เริ่มต้นมันก็ทำให้เรารู้สึกดี เริ่มต้นจากทรัพยากรก็คือปัจจัยสี่และสิ่งสำคัญที่เราควรทำก็คือกรรม3 คือการกระทำ3อย่าง 1.ทำให้สิ่งที่ไม่รู้ 2.ทำในสิ่งที่ไม่รัก 3.ทำแล้วไม่จบ และควรทำกลับกันก็คือ1.ทำสิ่งที่รู้ถ้าไม่รู้อย่าทำ 2.ทำสิ่งที่รักไม่รักอย่าทำ 3.ทำแล้วต้องจบต้องผ่านและสำเร็จ

  ท่านที่ห้า รศ.ดร.อัครพนท์ เนื้อไม้หอม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ก็คือท่านเห็นว่า การทำงานเดินเดี่ยวไม่ได้ต้องประสาน 10 ทิศและลองใช้4ทิศให้ทุกคนคุ้นชิน การทำงานไม่ประสานเชื่อมโยงก็จะไม่สำเร็จไปได้ดี คำว่าสี่ประสานคือการต้องปรับเปลี่ยนบริบทของมหาวิทยาลัยด้วย มหาวิทยาลัยทั้งหมดในประเทศไทยจะถูกจัดให้เป็น 6 กลุ่มเรียบร้อย ตามกิจจานุเบกษาและราชภัฏของเราอยู่ในกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น นโยบายของกระทรวงในการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยคือ 1. สร้างพัฒนาคนในศตวรรษที่ 21  2. การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศ 3. เป้าหมายของการทำงานแบบจตุรภาคีมหาวิทยาลัยต้องดำเนินการให้ดีขึ้น และคำว่าจตุรภาคีของมหาวิทยาลัยราชภัฎ คือ มหาวิทยาลัย หน่วยงานเอกชนหน่วยงานราชการ และชุมชน ซึ่งเป็นหลักการสร้าง 4 แกน 4 เกรียว ให้ดีที่สุดและประสบผลสำเร็จ และเราต้องเดินหน้าทำหน้าที่ในการลงพื้นที่พัฒนาให้ดีที่สุด เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน แก่ชุมชนให้ดีที่สุดต่อไป

   และยังเป็นประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนและมหาวิทยาลัยต่อไปให้คนได้รู้กันไปอย่างแพร่หลายและทำประโยชน์ให้แก่ชุมชนได้มีความเจริญก้าวหน้าและมีคนมาท่องเที่ยวเยี่ยมชมและเป็นประโยชน์ให้แก่คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และสืบทอดกันต่อไปและพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกด้วย

  สรุป

รายงานประจำเดือนพฤศจิกายน ข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติงานทุกคนได้ลงพื้นที่ไปยังศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านโคกว่าน ตำบลหนองโสน เป็นการเสวนาถอดบทเรียนวิทยากรในการให้ความรู้แก่คนในชุมชนในการทำโคกหนองนาและพัฒนาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทำและเรียนรู้กันต่อไป และต่อมาข้าพเจ้าได้เข้าร่วมประชุมเสวนาออนไลน์จตุรภาคี่สี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน มีวิทยากรมาให้ความรู้มากมายในการพัฒนาและประยุกต์การทำเกษตรการทำเศรษฐกิจพอเพียงได้ดียิ่งขึ้น ในทั้งนี้เพราะสถานการณ์โควิดในตอนนี้ยังคงรุนแรงอยู่ จึงทำให้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานกันยังไม่ได้เต็มที่ตัวข้าพเจ้าเองก็ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เพื่อในการลงพื้นที่ครั้งต่อไปจะได้ปลอดภัยทั้งตัวข้าพเจ้าเองและชาวบ้านในตำบลหนองโสน เว้นระยะห่างดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

อื่นๆ

เมนู