ข้าพเจ้า นางสาววราพร จันทร์สุข ประเภทประชาชน ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ปฏิบัติงานโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ 1ตำบล 1 มหาลัย “มหาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้วให้ประเทศ” หลักสูตร:HSO2 โคกหนองนาโมเดล ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

วันที่ 17 ตุลาคม 2564 ข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติงานตำบลหนองโสนเเละคณะอาจารย์ประจำหลักสูตรได้เข้าร่วมโครงการเสวนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดลทางเลือกและทางรอดในยุคNew Normal ผู้ร่วมเสวนาที่ให้ความรู้ได้แก่ พระครูวิสุทธิ์พัฒนาภิรมย์,นายเกรียงศักดิ์,นางดนุสดา,นายสมชิต ,อาจารย์ดนัย รวมทั้งชาวบ้านและผู้ปฏิบัติงานสามหนองไอ้แก่ หนองโสน หนองกง หนองยายพิมพ์
คณะบดี:กล่าวเกี่ยวกับโครงการเสวนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ส่งพวกหนองนาโมเดลทางเลือกและทางรอดยุคNew Normd อดีตเลขาองค์การสหประชาชาติชื่อว่า กี-มอ เป็นชาวเกาหลีใต้เคยเข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่หลายครั้งและมีการพูดคุยกันหลายครั้งจึงนำมาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นคือ scg นายหลวงรัชกาลที่ 9 ได้หาทางออกให้กลับประเทศเพื่อจะก้าวไปเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่ความจริงประเทศไทยถือเป็นประเทศเกษตรกรรม เกษตรกรรมทำให้คนอยู่รอดในโลกนี้ได้ ใครเป็นคนกล่าวว่าถ้านายหลวงจะเป็นน้ำฉันจะเป็นป่า คือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีพันปีหลวง เอาไว้ต้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังมีชีวิตอยู่ เป็นโครงการป่ารักน้ำการทำให้เกษตรเกิดความยั่งยืนมีน้ำหล่อเลี้ยงข้าวปลาทำให้มีกุ้งมีปลามีหอยอุดมสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพียรอยู่ 6 ปีจึงบรรลุธรรม แต่ในหลวงใช้เพียงกล้องและดินสอของท่านเดินลงพื้นที่ดูเห็นแล้วก็นำมาประยุกต์เป็นทฤษฎีตกผลึกพอสมควร และอย่าเผยแพร่ทฤษฎีใหม่นายหลวงเป็นคนเป็นต้นเรื่องของทฤษฎี มึงออกน้องนาสัมฤทธิ์ผลทั้ง 7 แปลงต้องนำไปสู่การเรียนรู้ต่อยอดของท่านอื่นๆที่เรียกว่า โดเดล ต้นแบบต้นเรื่องแหล่งเรียนรู้คำนักปราชญ์ได้กล่าวไม้ถ้าไม่พอต้องทำให้พอ มีเกินพอให้รู้จักพอแล้วเผื่อแผ่ไปยังคนอื่น อันนี้คือเจอกันทุกท่านก็มีความสามารถมากมายเหมือนดอกไม้ที่หลายสีถ้าแจกันจะสวยงามได้ก็ต้องมีดอกไม้ที่หลากหลายสี
พระครูวิสุทธิ์พัฒนาภิรมย์ :กล่าวว่าเจริญพรคณบดีวิทยากรและญาติโยมที่รับฟัง พื้นที่เนินตะโก แล้วก็รับฟังอยู่ทางบ้านตอนนี้ออกอากาศสุดทางสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาวัดตาไก้พลวงทั้งสองคลื่น ให้แก 107.75 อยู่ที่วัดกระสัง อำเภอหนองหงส์ และคลื่น อยู่ที่วัดปราสาท อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ เสวนาในครั้งนี้มีผู้รับฟังอยู่กว่า 30 อำเภอ 4 จังหวัดเฉพาะวิทยุบุรีรัมย์ โคราช สุรินทร์ มหาสารคาม การฟังเทศน์ได้การบำรุงกิจบำรุงใจแต่ว่าการรับฟังในครั้งนี้เป็นการบำรุงอาชีพแล้วก็เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านญาติโยมหลายท่านหลายคนฟังวิทยุมา หลายคนปลูกป่าฟังวิทยุคนแก่คนเฒ่าเล่นเฟส เล่น LINE เล่นYouTube ไม่เป็นก็ฟังวิทยุ การจัดโครงการเสวนาเรื่องทฤษฎีใหม่ประยุกต์เข้าสู่โคกหนองนาก็คือรัฐบาลช่วยเหลือแต่เกษตรทฤษฎีใหม่คือพี่น้องต่างคนต่างทำ บ่มีโครงการ แต่พอมีคู่หนองนาทางรัฐเข้ามาช่วยเหลือ ตำบลหนองกงได้กี่ที่ ตำบลหนองโสนได้กี่ที่ ตำบลหนองยายพิมพ์ได้กี่ที่ ทั้งหมดกี่คน เพราะว่าบางคนได้โครงการมาแล้วคืนโครงการเพราะเสียดายนา แม่ยายไม่ให้ เมียไม่ให้ ผัวไม่ให้ เสียดายที่เพราะยังไม่เข้าใจยุคสมัยนี้มันไม่เหมือนสมัยก่อน นั่งอยู่บ้านในห้องก็สามารถเรียนรู้ได้ทั่วโลกดู YouTube เรื่องใดๆก็สามารถที่จะทำได้หลายคนที่ทำโคกหนองนาก็ดูใน YouTube ล้วนๆดูแล้วก็เหมือนกับการดูหนัง ก็จะเป็นตัวแสดงในหนังเราก็มีนาคมเขาก็มีนา เราก็อยากทำเหมือนเขาแต่ว่ายังไม่มีความพร้อม บางคนบอกไม่มีเงินทำ บางคนมีทั้งนาทั้งเงินทั้งแรงแต่ว่าคนในครอบครัวไม่พร้อม เมื่อไม่พร้อมก็ทำไม่ได้เพราะฉะนั้นโครงการทฤษฎีใหม่ประยุกต์เข้าสู่โคกหนองนา อาตมาคิดว่าในโครงการที่ทำให้ประชาชนอยู่รอดพวกชั่วหลาน
ปลัดกรุณา สวัสดิ์สิง: ได้กล่าวว่า คำว่าเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดลเเรกเริ่มน่าจะเริ่มจากศาสตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 จัดการที่ 10 ก่อนที่ท่านจะดำรงตำแหน่งท่านได้กล่าวว่าจะสืบสานพัฒนาและต่อยอด สิ่งดีๆที่พ่อทำไว้จะสื่อสารและต่อยอด ไหนที่ดีอยู่แล้วก็รักษา การจัดการพื้นที่ มีที่อยู่อาศัยและการปลูกพืช เช่น ข้าว พืชผัก ทางเลือกคือถ้าเราทำยังไงมันต้องรอด ในที่นี้คือมีกินมีรายได้เราไม่ต้องไปเริ่มจาก 3 ไร่ 5 ไร่ เริ่มต้นจากข้างบ้าน การทำโคกหนองนา ทำยังไงให้มันเกิดรายได้ดูแนวทางของเขาแล้วมาต่อยอดของเราให้เกิดท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติเช่น การปลูกไม้ด่าง พี่กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมในขนาดนี้ เราทำและค่อยๆทำร้านกาแฟในพื้นที่ของเรา covid ทำให้วิถีชีวิตคนเปลี่ยนมาก พ่อแม่ปู่ย่าตายายต้องนั่งเรียนออนไลน์คู่กับลูกหลาน ควายแคระ ตัวละ400000 นี่เป็นแนวคิดยุคใหม่ เราเริ่มหากสิ่งเล็กๆเลี้ยงสัตว์เลี้ยงปีนี้ปีหน้ามีลูกลูกคือกำไร คือการประยุกต์สูบคู่กู้โลกหนองนา มันขึ้นอยู่กับการประยุกต์แต่ถ้าเราไม่ลงมือทำก็จะไม่เกิดขึ้น
อาจารย์ดนัย สุริยะวงศรี: ได้กล่าวว่ามีการช่วยขับเคลื่อนโคกหนองนาโมเดลศาสตร์พระราชาให้สำเร็จให้เกษตรกรประสบความต้องการที่สมหวังเอาไว้ ให้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาเกี่ยวกับการทำงานของหลักธรรมชาติ จะทำยังไงให้ดินของเรามันจะใช้ได้ ทิศทางดินน้ำลม ไฟ ลมมาทางไหน น้ำเข้ามาทางไหนและออกทางไหนแล้วก็นำมาวางแผนว่าสระควรอยู่ตรงไหน หลังจากนั้นก็มาร่วมกับครัวเรือนปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างป่าไม้5 ระดับ การจะทำให้ดินมีชีวิตนั้นเราต้องสร้างจุลินทรีย์ซึ่งพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ได้กล่าวในดินนั้นในหินนั้นมันก็มีอาหารของพืชอยู่แต่มันไม่มีจุลินทรีย์ทฤษฎีที่เรานำมาใช้คือทฤษฎี 9 ขั้น ต้องทำตามลำดับอย่าไปทำข้ามขั้นต้องค่อยๆเดินทีละขั้น ตอนนี้โคกหนองนาโมเดล ในตำบลหนองโสนทุกแปลงได้ปฏิบัติถึงขั้น 1 ถึง 4 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าทำ 9 ขั้นสำเร็จแล้วโคกหนองนาโมเดล จะเป็นแหล่งเรียนรู้ก็สามารถเข้ามาใช้บริการในพื้นที่ของเราได้
อาจารย์ชมพู อิสริยาวัฒน์: ได้กล่าวว่าการเสวนาครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากการดำริคงอธิบดีและทีมงานของเราต้นน้ำกลางน้ำปลายน้ำตอนนี้เราจะทำอะไรในทฤษฎีที่มีอยู่ 3 ประเด็นที่เขาพูดมายาวนาน 1เรื่องพออยู่ 2เรื่องพอกิน 3พัฒนาเพื่อจะทำธุรกิจการค้าเพื่อที่จะทำให้อยู่ได้อย่างมีความสุข กลุ่มในนางรองมีการปลูกป่าผมมองว่านางรองในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้านางรองจะเป็น โออิซิด อนาคตข้างหน้าโคกหนองนาโมเดลในตำบลหนองโสนจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
คุณดนูลดา ธรรมนิยม: ได้กล่าวว่าทางครอบครัวของฉันคิดจะทำโคกหนองนาอยู่แล้วแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงตรงไหนก่อน พื้นที่ของหนูอยู่ที่โคกสูงหมู่ 4 คือ แห้งแล้งมากน้ำไม่มีแห้งแล้งจนขนาดที่ว่าเลี้ยงวัวไม่มีน้ำให้วัวกินต้องขนน้ำที่บ้านระยะทาง 2 กิโลเมตรเพื่อที่จะเอาไปให้วัวกินทางครอบครัวเราคิดแล้วว่าทำยังไงจะให้มีน้ำทำนาก็ไม่ได้กินดินไม่ดีไม่ใช่ว่าจะปลูกต้นไม้ไม่ได้ ในหลักสูตรมีวิชาการให้เราได้เรียนรู้ทุกหน้าดินมีวิธีการแก้ไขในพื้นที่ของหนูตอนนี้ได้กินได้แบ่งปันกับญาติพี่น้องก็ขอบคุณทุกภาคส่วน
นายสมชิต ไชยชาติ: ได้กล่าวว่าคือโคกหนองนาโมเดลผมประทับใจในเรื่องทางเลือกและทางออกในยุคNew Normd ก็คือโครงการเกษตรทฤษฎีเดิมมีมานานแล้วแต่คือการแบ่งสันพื้นที่คือการทำกิน 30% พื้นที่น้ำ 30% พื้นที่ป่า 30% พื้นที่อยู่อาศัย 10% แต่ต้องนั้นคือรูปแบบที่ต่างกันแต่โคกหนองนาโมเดลคือการใช้ศาสตร์พระราชาใช้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องภัยของน้ำ การปลูกไม้ อันแรกก็คือไม้สูงไม้ใช้สอย ไม้ในการสร้างบ้าน ไม้กลางก็คือไม้ผลที่ไว้กิน น้ำที่มีอยู่ในสระก็จะไปหล่อเลี้ยงต้นไม้
อดีตท่านนายกเกรียงศักดิ์ แผ้วพลสง: ได้กล่าวว่าผมต้องขออนุญาตคือว่าจริงๆแล้ววันนี้ทางราชภัฏเชิญผมเป็นวิทยากรผมเองก็ได้ปรึกษากับทาง กกต. ซึ่งทาง กกต. ก็ได้ถามว่าเขาได้เรียนเชิญตอนที่เป็นนายกอยู่ไหม ผมก็บอกว่าหนังสือที่มาก็ตอนที่ผมเป็นนายกอยู่แต่ท่านก็เลยแนะนำว่าตอนนี้ได้สมัครแล้วไม่ต้องไปเสวนาก็ได้แต่สามารถเข้าแสดงความคิดเห็นเข้าได้ ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เป็นจริงนะครับคือผมเป็นคนเกิดในแผ่นดินหนองโสนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ในช่วงปี พ.ศ.2507 แถวนี้จะเป็นป่าหมดเส้นทางที่พวกเราเดินทางจากบ้านระนามพลวงเข้ามานี้สมัยนั้นยังเป็นทางเกวียนตรงสะพานลำประเทีย ที่ข้ามมาบ้านโคกว่านฝั่งนี้ไม่มีสะพานนะครับ สมัยนั้นถ้าจะมาก็ต้องใช้เรือพายมาขึ้นที่บ้านบุคราม แล้วก็เดินทางเท้าเข้ามาที่บ้านโคกวัดแห่งนี้ ฉะนั้นในป่าแถวนี้จะเป็นป่าเหมือนกับป่าดงดิบเลย หลายสิ่งหลายอย่างในป่านี้มันจะมีเยอะแยะมาก ไม่ว่าจะเป็นพืช ผัก สัตว์ต่างๆ กระต่ายสมัยนั้นจะเข้ามาหาของป่าในนี้พวกผัก อี้นูน ผักหวานป่า แต่มาปัจจุบันปูก็หายปลาธรรมชาติก็หายต้นไม้ที่มีอยู่ทึบเยอะแยะไปหมดก็หายไป ถูกตัดเพราะบ้านเรือนสมัยก่อนจะไม่มีอิฐ ไม่มีปูนยางทุกวันนี้ ทุกอย่างจะใช้ไม้ทั้งหมดเละตั้งแต่เสา ตั้งแต่ฝา บ้านเราสมัยนั้นแล้วก็หลังจากนั้นมาป่าไม้เราก็เริ่มหายไปสูญพันธุ์ไปแล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์หลายอย่าง เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องการทำโคกหนองนา เพราะว่าเริ่มจากเศรษฐกิจพอเพียงมาจนถึงปัจจุบันเราทำไร่ทำนาอย่างเดียว ซึ่งเป็นอาชีพตั้งแต่ปู่ย่าตายายมาวันนี้ถ้าเราติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ข้าวของเราก็สู้เข้าของเขาไม่ได้ วันนี้สิ่งที่รัฐบาลส่งเสริมมาหน่วยงานราชการที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องโคกหนองนาวันนี้มันเปลี่ยนแปลงเลยครับในนั้นมีทั้งโคก มีทั้งหนอง มีทั้งนา มีแหล่งน้ำ ฉะนั้นสิ่งต่างๆเหล่านี้ผมขอยืนยันร้อยเปอร์เซ็นล้านเปอร์เซ็นเรื่องโคกหนองนาโมเดลมันจะเป็นแนวทางอีกชีวิตหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรเราอยู่ได้ลูกหลานส่วนหนึ่งที่เคยอยู่กรุงเทพฯอยู่ต่างจังหวัดอยู่บ้านเช่า ซื้อ แต่พออยู่ที่นี่เขาจะมีโรงงานเป็นของตัวเอง
เข้าของแปลงนาโคกหนองนาโมเดลทั้ง 7 แปลงดังนี้
1 นายบุญลือ นวลปักษี: ผมเองเป็นครัวเรือนโคกหนองนาโมเดลอยู่ห่างจากตรงนี้ไปประมาณ 200 เมตร ได้ไปเรียนรู้กับพ่อคำเดื่องอยู่ 5 วัน แต่ก่อนผมไม่รู้ว่าการปลูกต้นไม้มีประโยชน์อย่างไร ได้ไปอบรมตรงนั้นมาเป็นการระเบิดสมองผมก็ทำคนเดียวทีแรกเริ่มปลูกต้นไม้ของผมขุดสระไปก็ไม่มีน้ำออก ปลูกกล้วย 30 ต้นและปลูกต้นไม้ 30 ต้น แต่ตอนนี้ปลูกกล้วย 200 กว่าต้นต้นไม้อีก 200 กว่าต้นและไม้ผลอีกเยอะแยะ ผมหาบน้ำวันละ 100 กว่าหาบ เพื่อไปรดน้ำ รายได้ที่ได้จากการทำโคกหนองนาโมเดลตอนนี้เก็บพริกได้ 120 บาทและมีมะเขือผักบุ้งที่กำลังโตอีกด้วย
2 นายอุทัย งามแพง: ผมเป็นเจ้าของโคกหนองนาโมเดลผมทำนานอกแบบไปหน่อย ผมเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเลี้ยงปลาเกษตรกรเราไม่ใช่แค่ทำโคกหนองนาอย่างเดียว เลี้ยงวัว 2 ตัวควายเผือก 3 ตัวปลูกหญ้าหวานไว้ตารางวาละ 40 ต้นและใน 1 ตารางวาผมปลูกเป็น 4 แถวการปลูกหญ้าหวานไม่ได้ลงทุนเยอะผมไปเก็บเมล็ดมาแล้วก็หวานเลยต้นไหนใหญ่สวยผมก็เอามาปลูกให้เป็นแถวเป็นแนว ไม่ต้องไปซื้อเขาเพราะจะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่ารถไปซื้อมา ไม้พยุงผมก็หว่านเมล็ดเหมือนกันเอาเมล็ดไปโขลกในครกได้ก็นำไปหว่าน ตอนนี้ปีกว่าต้นไม้ได้ 10 กว่าศอก ผมทำเป็น 2 ส่วน ทั้งนาข้าวและเลี้ยงสัตว์
3 นายสว่าง อุดมดัน: ได้เข้าร่วมโครงการโคกหนองนาโมเดลผมได้ลงต้นไม้หลายอย่าง ลุงปลาและปลูกพืชผัก เช่น ฟักทอง เเตง ก็ได้ผลผลิตแล้วครับตอนนี้ได้ผลผลิตมาผมก็ได้แบ่งปันพี่น้องและญาติไปกิน
4 นายมีชัย หรรบรรพ์: ผมไม่คิดว่าจะได้ทำได้ปลูกจนได้ไปอบรมก็รู้สึกชอบจนทุกวันนี้ผมก็ได้ปลูกอะไรไปหลายๆอย่างต้นไม้ก็มีอยู่หลายชนิด ตอนนี้ผลผลิตก็ได้กินได้ขายที่ได้ขายก็มีลูกปลาตอนนี้ก็ตัวใหญ่ขึ้นแล้ว ผมลงปลาไปประมาณ 4000 ตัว ตอนนี้ลูกปลาเกือบแสนตัวผลจากการทําโคกหนองนาตอนนี้ก็ได้ขายลูกปลา
5 นายจุล ชื่นชู: ตอนเด็กดีผมไม่เคยขอเงินพ่อแม่ใช้ตั้งแต่เรียนป 1 ปลูกผักขาย ปลูกถั่วไป 2-3 ร่อง หาบน้ำรดตอนเช้าตอนเย็นมีเวลาก็เอาไปขายเลี้ยงไก่ไข่ไว้2ตัว แล้วก็เอาไปขายไว้ซื้อชุดนักเรียน ซื้อสมุดดินสอ ผมขยันจนทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่โครงการนี้ชอบปลูกชอบทำตอนนี้ก็ได้ปลูกผักมีขายบ้างแล้วคือ ข้าวโพด พริก และแบ่งญาติพี่น้องกิน ปลาตอนนี้ก็เริ่มใหญ่แล้ว ส่วนตัวเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูไว้ มีทุกอย่างในสวนถ้าถามว่ารายได้เดือนนึงได้เท่าไรผมไม่เคยคิดถึงรายได้ผมขอแค่มีความสุข ที่ได้ตื่นมาดูในสิ่งที่ชอบ
สิ่งที่ได้จากการฟังเสวนาในครั้งนี้คือการทำพื้นที่โคกหนองนาโมเดลทำยังไงให้มีประโยชน์มากที่สุด เช่น การผูกไม้ยืนต้น และไม้ผล และผักต่างๆรวมไปถึงการเลี้ยงปลา เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ในแปลง โคก หนองนา และน้ำพืชผักที่ปลูกไว้ไปขายเพื่อเพิ่มรายได้

วันที่ 28 ตุลาคม 2564 เวลา 09.00น. ได้เข้าร่วมการเสวนาQuadruple Helix:จตุรภาคีสี่
ประสานสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านระบบ zoom มีวิทยากรผู้ร่วมเสวนาให้ความรู้ดังนี้
1.รศ.มาลิณี จุโฑปะมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
2.นายชมพู อิสริยาวัฒ์ รองคณบดีฝ่ายพันธกิจชุมชนสัมพันธ์และภูมิทัศน์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
3.รศ.ดร.ประสาท เนืองเฉลิม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
4.นายคำเดื่อง ภาษี ประธานกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์
5.นายณัชอิสร์ ศรีสุขพรชัย ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์
6.นายสุพจน์ สวัสดิ์พุทธา นายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ
7.รศ.ดร.อัครพนท์ เนื้อไม้หอม คณบดีมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
เวลา 09.10น. เริ่มวิธีการเสวนา Quadruple Helix:จตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน มี รศ.ดร.อัครพนท์ เนื้อไม้หอม ก็วัตถุประสงค์ในการจัดงาน มีวัตถุประสงค์ดังนี้
1.เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
2.เพื่อที่จะประสานเครือข่ายชุมชนที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับพี่น้องชาวบ้านที่จะได้ทำงานร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนต่อไป
การจัดเสวนาชุมชนในครั้งนี้ก็เนื่องมาจากเป็นการสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ที่กำลังจะเข้าสู่การรับประเมินผลงานซึ่งเป็นการเสนอผลงานตามนโยบายโครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ซึ่งนำโดยอธิการบดีมีความพร้อม ในการนำมหาวิทยาลัยเข้าสู่การประเมิน เพราะว่ามหาวิทยาลัยได้จัดกิจกรรมการพัฒนาชุมชนให้เกิดความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นวันนี้ได้จัดการเสวนาขึ้นของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เพื่อสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยดังกล่าว คำว่า “จตุรภาคีสี่ประสานหรือQuadruple Helix คำนี้เป็นคำที่กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยนวัตกรรมได้ใช้ในการดำเนินการนโยบายเรื่องพลิกโฉมมหาวิทยาลัยซึ่งสอดคล้องกับ SCG ขององค์การสหประชาชาติและเป็นไปตามตัวชี้วัดว่ามหาวิทยาลัยถ้าจะทำงานในพื้นที่ชุมชนจะต้องเชื่อมประสานกับ 4 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จตุรภาคีดังกล่าว มี 1.มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2.ชุมชน วัดวาอาราม 3.หน่วยงานเอกชน 4.หน่วยงานราชการ ชอบกัน 4 ประสานที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนเพราะฉะนั้นวันนี้คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านผู้คุณทรงวุฒิจำนวน 4 ท่านซึ่งเป็นคณะกรรมการประจำของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์คือ
1. นายคำเดื่อง ภาษี ประธานกลุ่มปากชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์
2. นายสุพจน์ สวัสดิ์พุทธา นายกเทศมนตรีตำบลอีสาน
3. นายณัชอิสร์ ศรีสุขพรชัย ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์
4. รศ.ดร.ประสาท เนืองเฉลิม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว กระผมขอกราบเรียนเชิญท่านอธิการบดีได้กล่าวเปิดงานและให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมเสวนาออนไลน์จำนวน 200 กว่าท่านไม่วันนี้ประเด็นเรื่อง Quadrple Helix:จตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
รศ.มาลิณี จุโฑปะมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ได้กล่าวและให้กำลังใจผู้ร่วมเสวนาทุกท่านขอขอบคุณและขอแสดงความยินดีกับคณบดีมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์และทีมงานที่จัดให้มีโครงการดีๆเช่นนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์อยากเรียนอย่างหนึ่งนะคะว่าโดยจะต้องมุ่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นเราทำร่วมกับมหาลัยเพียงลำพัง ต้องเชื่อมในการเป็นรูปประธรรมและชัดเจนเพราะฉะนั้นการเชื่อมในวันนี้ก็มีจตุรภาคีสี่ประสานซึ่งคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นคณะแรกที่เริ่มดำเนินการ scg และต้องขอบคุณคณะท่านวิทยากรทุกท่านขอบคุณผู้เข้าร่วมเสวนาวันนี้เราคงได้ประเด็นที่จะได้ให้เดินไปตรงทิศทางได้ประเด็นได้ชัดเจนขึ้นที่จะทำให้เกิดผลที่พัฒนาอย่างยั่งยืน ตามที่เราได้ตั้งใจไว้ตามที่พระองค์ท่านได้เป็นห่วงประชาชนด้วย และให้ราชภัฏทำงานอย่างจริงๆจังๆมีรูปประธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น
รองชมพู อิสริยยศวัฒน์ วันนี้จะเสวนาเกี่ยวกับ Quadruple Helix:จตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนเป็นหัวข้อที่เราจะนำองค์ความรู้ทั้ง 4 ภาคส่วนไปขับเคลื่อนชุมชน ไปบูรณาการให้เกิดรายได้และประโยชน์แก่ชุมชน
นายสุพจน์ สวัสดิ์พุทรา ท่านนายกรัฐมนตรีตำบลอีสาน จบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์จบคณะพัฒนาชุมชนโดยตรงจบปริญญาตรีใช้วิชาการที่ได้เรียนมา ทำอย่างไรเราจะพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงคนและเปลี่ยนแปลงชุมชนให้ดีขึ้นโดยใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชนทุกคนในชุมชนต้องมีส่วนร่วม กลุ่มกำนัน กลุ่มผู้ใหญ่บ้าน ผู้สูงอายุทุกภาคส่วน ประชาชน อยากให้บ้านเมืองเจริญการคมนาคมสะดวกได้รับรางวัลในรัชกาลที่ 10 เป็นถ้วยแรก ถ้าประชาชนในชุมชนไม่รู้จักรู้รักสามัคคีกันเราจะพัฒนายากมากเพราะว่าประชาชนแต่ละระดับไม่เหมือนกันมีทางยากจนหาเช้ากินค่ำและข้าราชการจะต้องออกไปทำงานที่ต่างๆ และมีทั้งคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่ในหมู่บ้านบางคนก็เลี้ยงหลานอยู่เฉยๆ โดยการพัฒนาชุมชนกว่าจะรวมตัวกันได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ยากมาก ถ้าทำให้ประชาชนเข้าใจแล้วก็จะเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้นโดยเราจะต้องร่วมมือกับ หลวงพ่อ ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนต้องมีใจร่วมกันในการพัฒนา พี่จะได้รับรางวัลมาต้องทำความเข้าใจกับชุมชนทางมหาวิทยาลัยได้ส่งนักศึกษามาฝึกงานที่เทศบาลตำบลอีสานได้ใช้เด็กเป็นผู้พัฒนาร่วมกันกับหน่วยงานเทศบาล ทำให้เทศบาลอีสานได้รับรางวัล การพัฒนาต้องใช้ความสนิทสนมส่วนตัวกับกำนันผู้ใหญ่บ้านมาร่วมกันพัฒนาด้วย เราต้องลงไปประชุมกับชาวบ้านหลวงพ่อผอ. โรงเรียนหรือทุกกลุ่มทุกอาชีพ เพื่อที่จะพูดคุยให้ผู้คนเข้าใจจึงจะเปลี่ยนชุมชนของเราให้ดีขึ้น ได้รับรางวัลพระราชทานเช่นรางวัลเมืองสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนคงภาคปี 2561,ระดับประเทศปี 2562 และชุมชนปลอดขยะรางวัลชมเชย ทำให้ตำบลอีสานมีชื่อเสียงไปไกลหัวใจหลักคือต้องเปลี่ยนแปลงคน
รศ.ดร.ประสาท เรืองเฉลิม มหาวิทยาลัยสารคาม จะทำยังไงให้การศึกษาเท่าเทียมกัน การพัฒนาอย่างยั่งยืนมีอยู่ 3 มิติได้แก่ 1 ทางสังคมมีความหลากหลายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นสังคมไทยตอนนี้หลากหลายทางความคิดหลากหลายทางการปฏิบัติ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้มาจากเทคโนโลยีการศึกษา
2 ตัวสมรรถนะ การเรียนการสอนทุกวันนี้ไม่นับแต่ในหนังสืออย่างเดียวแต่ต้องนำคนไปเรียนกับประชาชนหรือชุมชนด้วยจะต้องแก้ปัญหาด้วยตนเอง
3 โลกที่มันผันผวนไม่สามารถทำให้กำหนดทำนายได้
4 การแข่งขัน การจัดอันดับคือการมองหาคุณภาพทางด้านเศรษฐกิจปัจจุบันมีการแข่งขันกันเยอะมากทางด้านเทคโนโลยีความรู้ต่างๆเราเป็นผู้เรียนขึ้นมาเป็นผู้ผลิตหรือเป็นผู้ประกอบการ ถ้าเป็นผู้ผลิตก็ต้องป้อนข้อมูลให้ถ้าเป็นผู้ประกอบการสถานการณ์เข้าไปด้วยต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คน สังคม และแนวทางหนึ่งก็คือสิ่งแวดล้อม มิติการพัฒนา หุ้นส่วนการพัฒนาคือการมีส่วนร่วมของประชาธิปไตย มีส่วนร่วมหมายถึงการคิดการตัดสินใจ ร่วมพัฒนา ร่วมรับผิดชอบ เรื่องเป้าหมาย 5 อย่างได้แก่ปัญหายากจน เราไม่ได้ต่อต้านกับคอมพินิจแต่เราต่อต้านกับความยากจนของประชาชน การมีสุขภาพที่ดีความรู้เท่าเทียมทางเพศ พัฒนาคนให้เกิดการเท่าเทียมและพัฒนาคนให้เกิดความยั่งยืน การศึกษาที่จะทำต่อในอนาคต ข้อเสนอ 6 ประการ 1 หลักสูตร มีความจำเป็นมากจะต้องปรับหลักสูตรให้ดูใหม่และขายได้หลักสูตรระดับโลกคือ scg ปรับหลักสูตรทั้งโลก
2 การจัดการเรียนการสอนการเรียนรู้คู่บริการหรือการเรียนรู้คู่ชุมชนแนวคิดหลักคือ ตัวปัญหาของชุมชน ช่วยกันคิด ช่วยกันหาวิธีการแก้ไขก็นำไปสู่การสร้างโปรเจค คือการร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและชุมชน ชุมชนเป็นฐานในการเรียนรู้
3 การประเมินการเรียนรู้ ถ้าเราเอาความรู้แต่ในข้อสอบก็จะได้ความรู้แค่ทฤษฎี ถ้าเราเอาความรู้จากชุมชน การพูด การสัมภาษณ์ ก็อัดวีดีโอ การประชุมชน
4 ความรู้มันเปลี่ยนคนก็ต้องปรับ ชีวิตที่แข็งแกร่งไม่สามารถอยู่ได้แต่สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้จะอยู่ได้ในโลกอนาคต ฉะนั้นการปรับตัวต้องปรับเรื่องความคิดก่อนเป็นหลัก เป็นการจำลองย้ายคนจากโลกจริงไปยังเสมือนจริง
5 มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเมื่อไปนำความรู้จากชุมชนนำเข้ามาในมหาวิทยาลัยวิธีการจัดการเรียนการสอนทุกอย่างลงในชุมชน
6 การทำวิจัยคู่กับชุมชน เปลี่ยนจากการวิจัยในห้องเรียนธรรมดาเป็นการวิจัยคู่กับชุมชน
นายณัชอิสร์ ศรีสุขพรชัย ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ ได้กล่าวว่าโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ถ้าเรายังคิดเหมือนเดิมทำอะไรแบบเดิมมันช้าแล้วมันเปลี่ยนไปเร็วมากเราต้องเรียนรู้เพื่ออยู่รอดกับมันและไม่ยึดติดกับเรื่องเดิมๆ เราเห็นอะไรใหม่ๆเราต้องพร้อมตลอดจะเดินแก้เกมใหม่ๆ เรียนรู้แก้ไขและเดินหน้าไปด้วยกัน การใช้มหาวิทยาลัยในการแลกเปลี่ยนความรู้และการเปลี่ยนแผน ความรู้ที่บูรณาการกับเอาความรู้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เอาให้ทันโลก รู้ให้ทันคน ต้องรู้ให้ทันตนเอง เมื่อเข้าทันเมื่อไรสถานการณ์จะเปลี่ยนคุณเก่งสุดๆ คุณไปล้ำหน้าเขาสิ่งที่มนุษย์เราอยากเห็นการขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัยคือเราต้องสอนให้คนคิดเป็น ทำเป็นและปรับตัวได้รายวิชาต่างๆจะต้องมีการขับเคลื่อนที่ต่างไปจะสอนพวกคนเหล่านั้นเข้าไปเป็นคนของรัฐหรือเข้าไปเป็นคนของเอกชน เป้าหมายเป็นภาพได้ชัดเจน “หัวใจมันสมองและสองมือ” คบทั้ง3s มันจะขับเคลื่อนและเดินหน้าได้อย่างเต็มที่เราต้องสร้างคนที่หัวใจ คุณไม่มีประกายถ้าคุณไม่ส่องแสงคุณก็เท่ากับดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ถ้าคุณเป็นดาวเคราะห์คุณต้องหาดาวฤกษ์มาฉายแสงคุณขึ้น นี่คือเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะเปลี่ยนแปลงองค์กรหรือองค์ความรู้ แต่สิ่งที่จะเดินหน้าต่อไปคือการพัฒนาคุณเท่าเทียมยั่งยืนต่างๆ สิ่งที่สำคัญของเราคือการเปลี่ยนหูข้างใหม่ เราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้เลยถ้าเรายังใช้หูเดิม เพราะทุกคนไม่เคยเปิดพื้นที่ในการฟังเราต้องเปิดพื้นที่ในการฟังก่อน
นายคำเดื่อง ภาษี ประธานกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่าโลกของเราเปลี่ยนไปแต่ทำไมคนไทยไม่เปลี่ยนแปลง ทุกคนอยากให้ลูกเหมือนเดิมแต่เอาของจากโลกมาใช้ฟุ่มเฟือยไม่ใช้อย่างประหยัด เริ่มต้นจากไม่อดไม่อยากทรัพยากร หลายประเทศไม่มั่นใจในการบริหารเงินประเทศตนเองเพราะมันต่างกันของผู้บริหาร เงินก็มีค่าแค่ไปแลกเปลี่ยนทรัพยากรแต่ทรัพยากรมันร่อยหรออยู่แต่เดิมประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้นเราสามารถสร้างทรัพยากรของเราได้เราจะไม่อดไม่อยากเช่น การปลูกผักไว้ทานเองหรือปลูกไว้เพื่อเป็นทรัพยากรของโลกการกระทำมี 3 อย่างได้แก่ 1 ทำในสิ่งที่ไม่รู้ 2 ทำในสิ่งที่ไม่รัก 3 ถ้ำสิ่งที่ไม่จบไม่อดไม่อยากยังไงก็รอด
รศ.ดร.อัครพนท์ เนื้อไม้หอม คณบดีมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปในบริบทที่เปลี่ยนไป เราจะทำงานในการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 4 วรรค 1 และมาตรา 24 วรรค 3 ได้มีการประเทศกำหนดให้อุดมการศึกษาทั้งหมดโดยจัดเป็นกลุ่มตามพันธกิจยุทธศาสตร์และศักยภาพของอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเกือบ 200 แห่ง ได้จัดกลุ่มเป็น 6 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 คือการพัฒนาวิจัยระดับแนวหน้าของโลก เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยจุฬา และธรรมศาสตร์เป็นต้น กลุ่มที่ 2 เทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชมงคลก็อาจจะอยู่ในกลุ่มนี้ กลุ่มที่ 3 คือกรมพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น กลุ่มที่ 4 พัฒนาปัญหาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา เช่น มหาวิทยาลัยจุฬาฯ มหาวิทยาลัยมงกุฎหรือโรงเรียนศาสนาอิสลาม กลุ่มที่ 5 กลุ่มผลิตและพัฒนาอาชีพ กลุ่มที่ 6 คือตามรัฐมนตรีประกาศกำหนดเช่นวิทยาลัยทหารอากาศ ตำรวจ โดยมีกลุ่มเป้าหมายการพลิกโฉมอยู่ 3 เรื่อง 1 สร้างพัฒนาคนในศตวรรษที่ 21 2 การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ 3 การทำงานแบบจตุรภาคี ทุกมหาลัยจะมุ้งสร้างอัตลักษณ์ตัวตนของกลุ่มมหาลัยขึ้นมา
บทสรุป การพึ่งตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญ เราพึ่งตนเองไม่ได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดบนโลกนี้เราก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โครงสร้างตนเองด้วยและร่วมไม้ร่วมมือกับผู้อื่นนำความรู้ที่เข้าร่วมเสวนาในวันนี้ แล้วทำทำเอาความรู้กลับมาคิด เป็นหลักวิทยาศาสตร์เป็นเหตุและผลเป็นการนำเอาแนวคิดใหม่ๆมาประยุกต์ใช้

วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่น (CBD)ได้ลงพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายคือ บ้านระนามพลวง บ้านโคกน้อย และบ้านโคกสูง ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลการทำเกษตรยกตัวอย่างเป็นของนายหอม จะยันรัมย์ ที่อยู่ในตำบลหนองโสนมีพื้นที่ 7 ไร่รายได้ต่อปี 15000บาท/ปี จำนวนแรงคนที่ใช้คือ 2 คน ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวหอมมะลิเป็นต้น และได้เก็บข้อมูลพืชในท้องถิ่นและ สัตว์ในท้องถิ่น อาหารประจำท้องถิ่นเป็นต้น

สรุปรายงานประจำเดือนพฤศจิกายน ข้าพเจ้าและทีมงานได้เข้าร่วมเสวนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดลทางเลือกและทางรอดในยุค New Normal ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ได้รับความรู้ในการปลูกต้นไม้ยืนต้น ไม้ผล และพืชผักต่างในแปลงโคกหนองนาโมเดลและสามารถนำเป็นโคกหนองนาโมเดลเปิดเป็นที่ท่องเที่ยวในอนาคต และกิจกรรมเสวนา Quadruple Helix : จตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยังยืน ได้รับความรู้ ความคิดเห็นของวิทยากรในเรื่องของการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรและงานครั้งนี้จะสำเร็จได้ เพราะถ้าผู้ปฏิบัติงานทุกท่านร่วมมือกันขอบคุณผู้ปฏิบัติงานและคณะอาจารย์ประจำหลักสูตรทุกท่าน

อื่นๆ

เมนู