ข้าพเจ้านายสมพจน์ กรวยทอง กลุ่มประชาชน หลักสูตรการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด HS01 ในโครงยกระดับเศรษฐกิจและสังคมราบตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากให้ประเทศ)

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2564 ข้าพเจ้านายสมพจน์ กรวยทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรขอเชิญผู้ปฏิบัติงาน U2T  ได้เข้าร่วมการเสวนาออนไลน์ Quadruple Helix จตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่าน Zoom Meeting  เวลา 09.00 – 12.00 นาที

โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหมด 5 ท่าน

1.นายคำเดื่อง ภาษี (ประธานกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดบุรีรัมย์)
2.รศ.ดร ประสาท เนืองเฉลิม (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)
3.นายสุพจน์ สวัสดิ์พุทรา (นายกเทศมนตรีตำบลอิสาน)
4.นายณัชอิสร์ ศรีสุขพรชัย (ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์)
5. รศ.ดร อัครพันท์ เนื้อไม้หอม (คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)

จุดประสงค์

1.เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

2.เพื่อที่จะประสานเครือข่ายชุมชนที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกันกับพี่น้องชาวบ้านและการพัฒนาชุมชนต่อไป

การจัดเสวนาชุมชนในครั้งนี้ก็เนื่องมาจากเป็นการสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ที่กำลังจะเข้าสู่รับการประเมินผลงาน ตามนโยบายโครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เป็นองค์การของสหประชาชาติ ในเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาการยั่งยืน

มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ซึ่งโดยท่าน ท่านอธิการบดีมีความพร้อมในการเข้ามหาวิทยาลัยเข้าสู่รับการประเมิน จึงได้จัดเสวนาขึ้นในนามของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เพื่อสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ คำว่าจตุรภาคี 4 ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

จตุรภาคี หมายถึง
1.มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
2.ชุมชนและวัดวาอาราม
3.หน่วยงานเอกชน
4.หน่วยงานราชการ
เชื่อมกัน 4 ประสาน ก็จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ทางคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่ง จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 ท่าน ซึ่งเป็นคณะกรรมการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
1.นายคำเดื่อง ภาษี (ประธานกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดบุรีรัมย์)
2.นายสุพจน์ สวัสดิ์พุทรา (นายกเทศมนตรีตำบลอิสาน)
3.นายณัชอิสร์ ศรีสุขพรชัย (ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์)
4.รศ.ดร ประสาท เนืองเฉลิม (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)

ตัวอย่างท่านวิทยากรผู้เข้าร่วมเสวนาที่ข้าพเจ้าได้ชื่นชอบท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง Zero Waste การกัดจัดขยะ

นายสุพจน์ สวัสดิ์พุทรา (นายกเทศมนตรีตำบลอิสาน)

เรื่อง Zero Waste การกัดจัดขยะ ให้มีการเปลี่ยนแปลงชุมชนให้ดีขึ้นเราต้องให้ร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน หรือ ประชาชนในพื้นที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือผู้นำชุมชน และพระเจ้าอาวาสวัด เป็นต้น มุ่งเน้นพัฒนาชุมชนให้พึ่งพาตัวเองได้ ผ่านการสร้างผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง (วิธีบริหารแบบล่างขึ้นบน) ทำงานตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน นำวิธีการพัฒนาที่ได้ผลมาใช้แก้ปัญหาที่สำคัญของชุมชน และกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำ โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสุขภาพ ชุมชนท้องถิ่นอันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่มีความเกี่ยวพันกับสภาพทางภูมิศาสตร์และระบบความสัมพันธ์ในสังคมซึ่งอิงอาศัยความเอื้ออาทร ความผูกพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นเครื่องดำเนินการเพื่อให้มีชีวิตที่ดีร่วมกัน  การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จึงเป็นกระบวนการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่นในทางที่ดีขึ้น เจริญรุ่งเรืองขึ้น ในทุก ๆด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสามารถจัดการกับภาวะการณ์ของกระแสโลกาภิวัตน์เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ (self-reliance) หรือช่วยตนเองได้ (relf-help)ในการคิดตัดสินใจและดำเนินการแก้ไขปัญหา ตลอดจนตอบสนองความต้องการของตนเองและส่วนรวม

แนวคิด “ขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste)”  เป็นแนวทางในการลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดให้ลดเหลือน้อยที่สุดจนเป็นศูนย์ ซึ่งหัวใจสำคัญของแนวคิดขยะเหลือศูนย์ คือ การจัดการขยะที่ต้นทาง เน้นการลดขยะ การใช้ซ้ำ และการคัดแยกเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ก่อนนำไปกำจัด ซึ่งแตกต่างจากการจัดการขยะในปัจจุบันที่เน้นการกำจัดหรือจัดการขยะที่ปลายทาง มากกว่าการแก้ไขที่ต้นทาง โดยสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ที่บ้านของเราเอง และทุกคนในครอบครัวลงมือทำได้ทันที ด้วยหลักการ 3Rs ได้แก่

1. Reduce คือ ลดการใช้ บริโภคแบบพอเพียง ละเว้นของฟุ่มเฟือย เลือกใช้สินค้าที่สามารถนำกลับมา เช่น ลดการใช้ถุงพลาสติก พกแก้วน้ำส่วนตัว หันมาใช้ถุงผ้าหรือตะกร้าแทน

2. Reuse คือ การใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้อีก เป็นการลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น การนำขวดแก้วมาใช้ซ้ำ  การบริจาคเสื้อผ้าแทนการทิ้ง

3. Recycle คือ การนำกลับมาใช้ใหม่ การคัดแยกขยะที่สามารถรีไซเคิล เช่น กระดาษ แก้ว พลาสติก และโลหะ/อโลหะ ออกจากขยะประเภทอื่น ๆ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ นำขยะอินทรีย์กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น ทำน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ผลิตแก๊สชีวภาพ

บางคนอาจจะคิดว่าแค่แยกขยะจะช่วยอะไรได้มากมาย แต่ความจริงแล้วการแยกขยะก่อนทิ้งมีประโยชน์อย่างมาก ทั้งเป็นการประหยัดงบประมาณของประเภท ขยะอันตรายก็ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี ลดปัญหาหรือมลพิษต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งหากทุกครอบครัวเริ่มต้นที่การคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยที่ต้องนำไปกำจัดให้มีปริมาณน้อยลง และเป็นการลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ

ขยะรีไซเคิล

1. ขวด PET: การรีไซเคิลขวดน้ำดื่มเนสท์เล่เพียวไลฟ์และมิเนเร่ สามารถลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1.04 กิโลกรัม CO2e ต่อหนึ่งกิโลกรรีไซเคิลหากได้นำไปรีไซเคิลเพียงวันละ 1 ขวด ใน 1 ปี จะเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 0.7 ต้น

2. กระป๋องอะลูมิเนียม: การรีไซเคิลกระป๋องอะลูมิเนียมจากเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม สามารถลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 9.13 กิโลกรัม CO2e ต่อหนึ่งกิโลกรัม หากได้นำไปรีไซเคิลเพียงวันละ 1 กระป๋อง ใน 1 ปี จะเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 3.3 ต้น

3. ซองกระดาษไอศกรีม: การรีไซเคิลซองไอศกรีมที่เป็นกระดาษ สามารถลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 3.55 กิโลกรัม CO2e ต่อหนึ่งกิโลกรัม หากได้นำไปรีไซเคิลเพียงวันละ 1 ซอง ใน 1 ปี จะเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 0.4 ต้น

4. กล่อง UHT: การรีไซเคิลกล่องไมโล สามารถลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 4.08 กิโลกรัม CO2e ต่อหนึ่งกิโลกรัม หากได้นำไปรีไซเคิลเพียงวันละ 1 กล่อง ใน 1 ปี จะเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 2.2 ต้น

5. ขวดแก้ว: การรีไซเคิลขวดแก้ว สามารถลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.28 กิโลกรัม CO2e ต่อหนึ่งกิโลกรัม หากได้นำไปรีไซเคิลเพียงวันละ 1 ขวด ใน 1 ปี จะเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.7 ต้น

6. กล่องลังกระดาษ: การรีไซเคิลกล่องลังกระดาษ สามารถลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 3.14 กิโลกรัม CO2e ต่อหนึ่งกิโลกรัม หากได้นำไปรีไซเคิลเพียงวันละ 1 ลัง ใน 1 ปี จะเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 11.4 ต้น

วันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ข้าพเจ้านายสมพจน์ กรวยทอง ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ประจำหลักสูตรให้เข้าประชุมออนไลน์ผ่าน Google Meet อาจารย์ประจำหลักสูตรประชุมชี้แจงงานให้แก่ผู้ปฏิบัติงานตำบลหนองยายพิมพ์ HS01 ลงสำรวจข้อมูลในหัวข้อ อาหารประจำท้องถิ่น ของตำบลหนองยายพิมพ์ อาหารประจำท้องถิ่น คืออาหารที่สามารถลิ้มรสได้เฉพาะในท้องถิ่น และใช้วัตถุดิบขึ้นชื่อของตำบลหนองยายพิมพ์ เป็นต้น

วันที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ข้าพเจ้านายสมพจน์ กรวยทอง ได้นัดพบสมาชิกกลุ่มประชาชน(เก่า) เพื่อพบปากหาลือและร่วมช่วยกันทำงานอาหารประจำท้องถิ่นของตำบลหนองยายพิมพ์ เพื่อนำเสนออาจารย์ประจำหลักสูตร

โดยอาหารประจำท้องถิ่นตำบลหนองยายพิมพ์ มีดังนี้

1.ต้มอึ่งใบมะขามอ่อน

วัตถุดิบ มีดังนี้

1. อึ่งอ่าง

2. ตะไคร้

3. ใบมะกรูด

4. ใบแมงลัก

5. ใบมะขามอ่อน

6. น้ำปลา

7. ผงชูรส

8. กระเทียม

9. พริก

10. น้ำสะอาด

วิธีทำต้มอึ่ง 

1. ต้มน้ำให้เดือด ใส่ใบมะกรูด ตะไคร้ พริก พริกและกระเทียมโขลกละเอียด

2. ใส่อึ่งที่ล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วลงไปในหม้อ และเมื่ออึ่งอ่างสุกให้ใส่ใบมะขามอ่อนตามไปได้เลย

3. ปรุงรสชาติด้วยน้ำปลา ผงชูรส ใส่ใบมะขามอ่อนลงไป

4. ชิมรสชาติและใส่ใบแมงลักปิดท้าย ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟความอร่อย

               

2.แกงผักหวานไข่มดแดง

วัตถุดิบ มีดังนี้
1.ไข่มดแดงกระป๋อง
2.พริกแห้ง
3.กระเทียม
4.หอมแดง
5.ตะไคร้ซอย
6.กะปิ
7.เกลือ
8.ผักหวาน (ตามความต้องการ)

วิธีทำ

1.นำกระเทียม หอมแดง ตะไคร้ซอย กะปิ พริกแห้ง และเกลือลงในครก

2.โขลกให้ละเอียด

3.จากนั้นเอาน้ำพริกแกงที่โขลกไว้พักเอาไว้

4.ตั้งหม้อใส่น้ำพอประมาณ

5.เมื่อน้ำเดือดใส่น้ำพริกแกงลงไป

6.จากนั้นใส่ผักหวาน พอผักหวานใกล้สุกแล้ว ก็ใส่ไข่มดแดงลงไป

7.พอทุกอย่างสุกตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

     

3.แกงเห็ดป่า

วัตถุดิบ มีดังนี้
1.เห็ด = เห็ดน้ำหมากแดง เห็ดถอบ เห็ดระโงก เห็ดดิน เห็ดโคน แต่วันนี้แอดมินมีแต่เห็ดน้ำหมาก
2.ใบแมงลัก
3.ผักติ้ว
4.พริกแดง
5.หอมแดง
6.ข้าวเบือ

เครื่องปรุง
1.เกลือ
2.น้ำปลา
3.ปลาร้า
4.ชูรส

วิธีทำ

1.เอาเห็ดมาล้างให้สะอาดจากนั้น

2.จากนั้นนำเห็ดไปต้มโดยใส่น้ำประมาณสองถ้วยแกงอย่าใส่น้ำเยอะ

3.จากนั้นก็ตำเครื่องแกงเห็ดโดยเอา พริกแดง ข้าวเบือ หอมแดง มาโขลกให้ละเอียด

4.พอเห็ดเริ่มสุกเราก็ต้องเครื่องแกงลงไปปรุงรสด้วย เกลือ น้ำปลา ปลาร้า ชูรส

5.พอได้รสตามที่ต้องการเราก็ใส่ผักลงไปปิดไฟ

6.ตักใส่ถ้วยเสริฟ

3.จิ้งหรีดทอด

วัตถุดิบ มีดังนี้
จิ้งหรีด 1-2 ขีด
1.น้ำมัน
2.ใบเตย,โหรพา,พริก
3.กระทะ
4.เตาแก๊ส หรือใช้แบบ ปิ๊กนิก ก็ได้ กรณีทอดกินเอง หรือ มีลูกค้าไม่มาก
5.ตะแกรง ใช้ตัก
6.ที่พักน้ำมัน จะเป็น หม้อ หรือภาชนะที่สามารถใช้รองได้
วิธีทำ
1.การทอดจิ้งหรีดให้อร่อย เริ่มจากการตั้งนำมันในกระทะ หรือหม้อทอดให้เดือด
2.นำจิ้งหรีดลงในกระทะเนื่องจากจิ้งหรีดนั้น เป็นแมลงตัวเล็กและสุกง่าย
3.ใช้เวลาทอดประมาณ 2-3 นาทีจิ้งหรีดจะกรอบพอดี
4.และมีกลิ่นหอดออกมาชวนน่ากิน
5.หากท่านใดที่ต้องการเพิ่มความอร่อย อาจจะใส่ใบเตยหรือใบโหระพาพริก ลงไปทอดด้วยหลังจากนั้นนำมาปรุงรสด้วยซอส พริกไทย หรือรสชาติต่างๆได้อร่อย
 
ข้าพเจ้านายสมพจน์ กรวยทอง ได้เข้าร่วมการเสวนาQuadruple Helix จตุรภาคีสี่ประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่าน Zoom Meeting  ได้เรียนรู้อะไรอย่างหลายในการเข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้ และได้รับงานจากอาจารย์ประจำหลักสูตรเกี่ยวกับอาหารประจำท้องถิ่นตำบลหนองยายพิมพ์และยังเก็ยข้อมูลเพิ่มเติม  ข้าพเจ้านายสมพจน์ กรวยทอง ขอให้ทุกท่านชาวบุรีรัมย์ปลอดภัยจากสถานการณ์ COVID-19  ไปด้วยกัน “เราจะสู้ไปด้วยกัน”
   
   
https://youtu.be/y8UldFggprU

อื่นๆ

เมนู