ข้าพเจ้า นาง ชานิดา เทพศรัทธา กลุ่ม ประชาชน ต. บ้านสิงห์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์

จากสถานการณ์การเเพร่ระบาดของอย่างต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศไทย มีการการพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น แต่ทางผู้ปฏิบัติงานยังคงต้องดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมายจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  และดำเนินงานตามแผนที่ทาง อาจารย์ประจำหลักสูตรและทีมงานผู้ปฏิบัติงานในโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ ตำบลบ้านสิงห์

รายงานประจำเดือน: พฤศจิกายน 2564

วันที่ 25 ตุลาคม 264

ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรตามที่ได้รับมอบหมายงานที่ ต.บ้านสิงห์ ได้ไปสอบถามชาวบ้านเเละถามข้อมูลเกี่ยวกับการทำเกษตรกรของเเต่ละบ้านว่าเเต่ละคนทำอะไรบ้าง บางบ้านทำการเกษตรเช่น ปลูกข้าว เลี้ยงไก่ ปลูกมันสัมปะหลัง ปลูกผักขาย เพาะชำต้นไม้ เเละอีกหลายๆอย่าง การสอบถามข้อมูลเมื่อเราสอบถามเเล้วต้องเอาข้อมูลไปลงระะบบ U2T  ระบบจะจัดเก็บข้อมูลของเราลงในเว็บ คุณสมบัติของระบบ คือ

-ข้อมูลที่เราสอบถาม ทางระบบจะจัดเก็บข้อมูลเเละบันทึกข้อมูลของเกษตรกรลงในระบบ

-สามารถเรียกดูประวัติเกษตรการที่อยู่ในระบบได้ตลอดหากต้องการเเก้ไข

-หากต้องการลงข้อมูลเกษตรกรเพิ่มเราสามารถเข้าไปได้เลย

หลังจากที่เราได้ข้อมูลเเละรูปภาพของเกษตรกรเเต่ละบ้านมาเเล้วก็สามารถบันทึกลงในระบบได้เลย

และได้เก็บข้อมูลผู้ป่วยโควิดที่มีกลุ่มเสี่ยงติดเชิ้อโควิด ผู้ที่มีความเสี่ยงมีทั้งหมด 5 ราย การไปลงพื้นที่ในครั้งนี้ทางเราเเละชาวบ้านได้มีการป้องกันตัวเเละปิดจมูกตลอดเวลาระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ฉีดแอลกอฮอร์ เเละล้าง เจลล้างมือเสมอเพื่อความปลอดภัยเเละห่างไกลจากเชื้อโควิด-19

วันที่ 28 ตุลาคม 2564

ได้เข้าร่วมประชุมออนไลน์กับอาจารย์ผ่านระบบ zoom

หัวข้อในการประชุมครังนี้ เรือง ” จุภาคีประสานสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ”

ผู้ที่เข้าประชุมทั้งหมด

-นายคำเดื่อง ภาษี ประธานปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์

-นายสุพจน์ สวัสดิ์พุทรา นายกเทศมนตรีตำบลอีสาณ

-นายณัชอิสร์ ศรีสุขพรชัย ประธานหอการค้า จังหวัดบุรีรัมย์

-รองศาสตราจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัครพนท์ เนื้อไม้หอม คณบดี คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์

การอบรมณ์ครั้งนี้ เป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่พัฒนาต่อยอด ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม

(SDGs) เป็นการเชื่อมโยงหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการสานพลังของจตุภาคีทั้งภาคประชาชน เอกชน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายต่างเพื่อทำหน้าที่บูรณาการการพัฒนาชุมชน

ประกอบด้วย

(1) อนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา เพิ่มพูนทรัพยากรเเละความหลากหลายทางวัฒนธรรม

(2) บริหารจัดการ การใช้ประโยชน์และบริโภค อย่างยั่งยืน

(3) ลดและใช้ประโยชน์ของทิ้งจากกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ

วันที่ 29 ตุลาคม 2564

”ประสานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่อยากเข้าร่วม เพื่อเตรียมอุปกรณ์นำมาใช้ในการทำ’

วัตถุประสงค์ในการอบรมณ์

-อบรมเพื่อให้ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ได้พัฒนาของตนเอง สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าขอบตนเองสู่ตลาดได้

-เรียนรู้เเละพัฒนาตนเองเเละศึกษาเพื่อประกอบธุรกิจ การค้าเเละกลยุทธ์เพื่อที่จะไปเเข่งขันกับคู่ต่อสู้ฃ

-ตีตลาดการค้าออนไลน์นำสินค้าของตนเองขายในออนไลน์เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เเละดึงดูดความสนใจของลูกค้าลูกค้าจะได้สนใจในสินค้าของเรา

-หากเราสามารถขายสินค้าได้ในระดับนึงเเล้วเราก้จะต่อยอดเเละผลิตสินค้าได้อีกเรื่อยๆเเละลูกค้าก็จะติดใจสินค้าของเรา

เป้าหมาย

การจัดอบรมณ์นี้เป็นการให้ความรู้ให้ผู้ประกอบการณ์ เพื่อเเนะเเนวทางในการค้าขาย เเละสามารถนำสินค้า OTOP ของชุมชนออกมาขายให้เกิดรายได้

วันที่ 8-11 พฤศจิกายน 2564 

วิเคราะห์ข้อมูลโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบลรวบรวมผู้ปฏิบัติงาน กับประชาชนเพื่อจัดทำข้อมูลต่างๆ ดังนี้ ความเป็นอยู่ การศึกษา สุภาพ รายได้ต่างๆ และการเข้าถึงบริการภาครัฐ

การเก็บข้อมูลทั้งหมดมาจากการนำข้อมูลจาก CBD เข้าสู่ G-Map

กลุ่มประชาชนได้รับมอบหมายให้ศึกษาเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

การสานตระกร้าพลาสิก 

ได้ลงพื้นที่ไปที่ บ้านหนองกง ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อไปเรียนรู้การสานตระกร้าชองชาวบ้านเเละสอบถามข้อมูลต่างๆ จากการสอบถามได้รู้ว่าการทำตระกร้าเเต่ละครั้งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ลงทุนไปค่อนข้างมีราคาเเพง เเต่ก็มีวัสดุที่ได้มาจากธรรมชาติด้วย เช่น ไม้ไผ่ หญ้าเเฝก เป็นต้น เเต่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็ได้นำพลาสติกมาประยุกต์ใช้เพื่อความสะดวกเเละรวดเร็วเเละยังสามารถสร้างอาชีพได้

 

การถักเเห 

ได้ลงพื้นที่ไปที่ บ้านหนองกง ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ไปเรียนรู้ภูมิปัญญาอีกอย่างการถักแหของชาวบ้านภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการสานแห เริ่มมาจากสมัยก่อนมีการทำมาหากินตามธรรมชาติ และใช้แหเป็นเครื่องมือในการจับสัตว์น้ำ เพื่อนำมาประกอบเป็นอาหารเพื่อการยังชีพ หรือเพื่อประกอบอาชีพ ตอนหลังอพยพเข้าสู่ตัวเมืองและเปลี่ยนอาชีพในสังคมเมือง ฐานะดีขึ้น จึงอยากระลึกถึงอดีตของตัวเองเท่านั้นเอง ดังนั้น แหจึงถือเป็นเครื่องมือเพื่อการยังชีพ เเละหากเราทำเพื่อค้าขายเราสามารถขายในชุมชน หรือหมู่บ้านใกล้เคียงได้ เพราะแหถือเป็น ภูมิปัญญา ของชาวบ้านที่แท้จริง เพราะมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต  และสามารถรายได้ในชีวิตประจำวัน

อุปกรณ์เเละส่วนประกอบ

1) ด้าย
2) ไม้ปา (ทำจากไม้ไผ่)
3) คัดชุน (ทำจากไม้ไผ่/พลาสติก)
4) ไฟแชค/ธูป
5) โซ่ (ลูกแห)

การปลูกผักหวาน

ได้ลงพื้นที่ไปที่ บ้านหนองกง ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ไปเรียนรู้ภูมิปัญญาอีกอย่างคือ การปลูกผักหวาน ผักหวานป่าเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกและเพาะขยายพันธุ์ค่อนข้างยากการเพาะขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยวิธีการสับรากนั้น เป็นอีกหนึ่งวิธีการขยายพันธุ์ที่เป็นความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน กรณีที่เรามีต้นผักหวานอยู่แล้ว ทำได้ง่ายๆ โดยใช้วิธีขุดดินข้างต้นผักหวานป่าเพื่อหารากผักหวาน ความลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร หลุมที่ขุดควรห่างจากต้นพันธุ์ ประมาณ 50-100 เซนติเมตร

ปัญหาในการปลูกผักหวาน

-โรคที่เกิดจากน้ำหรือฝน เมื่อฝนตกมาก ดินก็อุ้มน้ำจนเป็นดินเละ เมื่อดินมันแฉะย่อมเป็นอันตรายต่อระบบของราก รากผักหวานป่าหายใจไม่ได้

-ผักหวานหากปลูกในพื้นที่ ที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ตายได้

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 

จัดอบรมณ์การทำสมุนไพรลูกประคบ

การทำลูกประคบเป็นภูมิปัญาอีกำอย่างหนึ่งที่มีมายาวนาน การใช้สมุนไพรหลายๆ อย่างมาห่อรวมกัน ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย โดยนำมานึ่งให้ร้อนประคบบริเวณปวดหรือเคล็ดขัดยอกอีกทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดได้ดี ประโยชน์ของลูกประคบโดยรวมก็ ช่วยรักษาอาการเคล็ด ขัด ยอก และลดปวดได้

วัสดุ/อุปกรณ์

1. ผ้าดิบสำหรับห่อลูกประคบ ขนาด กว้าง 35 x ยาย 35 เซนติเมตร ผืน 
2. เชือก หรือ หนังยาง
3. ตัวยาที่ใช้ทำลูกประคบ
4. หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบ
5. จานหรือชามอลูมิเนียมเจาะรู (เพื่อให้ไอน้ำผ่านได้) รองลูกประคบ

วิธีการทำลูกประคบ
1. หั่นหัวไพล ขมิ้นชัน ต้นตะไคร้ ผิวมะกรูด ตำมะกรูด ตำพอหยาบๆ 
2. นำใบมะขาม ใบส้มป่อย ผสมกับสมุนไพรข้อ เสร็จ แล้วใส่เกลือ การบูร คลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน 
3. 
แบ่งตัวยาที่เรียบร้อยแล้ว ใส่ผ้าดิบห่อเป็นลูกประคบประมาณลูกส้มโอ รัดด้วยเชือกให้แน่น 
4. นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งในหม้อนึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 15-20 นาที
5. นำลูกประคบที่รับความร้อนได้ที่แล้วมาประคบคนไข้ที่มีอาการต่างๆ โดยสับเปลี่ยนลูกประคบ

ประโยชน์ของการประคบ 

1. บรรเทาอาการปวดเมื่อย
2. ช่วยลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อหลัง 24-48 ชั่วโมง
3. ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
4. ช่วยให้เนื้อเยื่อ พังผืด ผืดตัวออก
5. ลดการติดขัดของข้อต่อ
6. ลดอาการปวด
7. ช่วยเเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต

    

 

 

 

อื่นๆ

เมนู