1. หน้าแรก
  2. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
  3. HS05 - ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ
  4. หลักสูตร HS05 การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ประจำเดือน มิถุนายน 2564

หลักสูตร HS05 การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ประจำเดือน มิถุนายน 2564

“โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้กับประเทศ”

HS05 การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน

ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์

     สวัสดีครับ กระผมนายพงศธร ประสีระเตสัง ประเภทบัณฑิตจบใหม่ ปฏิบัติงานประจำตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ หลักสูตร HS05 : การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน ตามโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ)

     ด้วย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยคณาจารย์ประจำหลักสูตร HS05 : การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการการแปรรูปผ้าขิดยกดอกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขึ้น ระหว่างวันที่ 24 – 25 พฤษภาคม 2564 ณ สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้รับเกียรติจากท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแฝก นางจุฑามาศ ซารัมย์ เป็นประธานในพิธี และได้รับเกียรติจากคุณมัลลิกา ชัญถาวร และคุณจักรพงษ์ อัลทชัย เป็นวิทยากรบรรยาย ซึ่งการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้มีเนื้อหาสาระสำคัญในการเรียนรู้ด้านการทอผ้าไหมขิดยกดอก องค์ประกอบของผ้าไหมขิดยกดอกในหนึ่งผืนประกอบด้วยอะไรบ้าง การแปรรูปผ้าไหมให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับการใช้ประโยชน์ของผ้าไหมนอกจากการทอเพื่อสวมใส่เพียงอย่างเดียว ฯลฯ ทั้งนี้ผมขออนุญาตนำข้อมูลจากแหล่งอื่นมาประกอบการรายงานเพื่ออ้างอิงและความน่าเชื่อถือในบทความที่จะนำเสนอ ดังต่อไปนี้

ประวัติผ้าไหมไทย

     ผ้าไหมมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและประเทศอินเดีย การทอผ้าไหมมีขึ้นราว 2,640 ปี ก่อนคริสตกาล พ่อค้าชาวจีนได้เผยแพร่ผ้าไหมสู่พื้นที่อื่นในแถบเอเชีย สำหรับประเทศไทยนักโบราณคดีพบหลักฐานที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงซึ่งบ่งชี้ว่ามีการใช้ผ้าไหมเมื่อ 3,000 ปีก่อน การทอผ้าไหมในประเทศไทยในอดีตมีการทำกันในครัวเรือนเพื่อใช้เอง หรือทำขึ้นเพื่อใช้ในงานพิธี เช่น งานบุญ งานแต่งงาน ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ส่งเสริมให้ใช้ผ้าไหม ส่วนการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น แต่การดำเนินงานของโครงการก็ทำได้เพียงระยะหนึ่งมีอันต้องหยุดไป เนื่องจากเกษตรกรไทยยังคงทำในลักษณะแบบเดิมเพราะความเคยชิน ไม่ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่แบบใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากความช่วยเหลือของญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของผ้าไหมไทยขึ้น โดย เจมส์ แฮร์ริสัน วิสสัน ทอมป์สัน ชาวสหรัฐอเมริกาหรือที่คนไทยรู้จักในนามว่า จิม ทอมป์สัน ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสนใจผลงานด้านศิลปะในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยรวมทั้งลาวและเขมร จิม ทอมป์สัน ได้ซื้อผ้าไหมไทยลวดลายต่างๆ เก็บสะสมไว้ และทำการศึกษาลวดลายผ้าไหมในหมู่บ้านที่เป็นแหล่งการผลิตผ้าไหม พร้อมกับเสาะแสวงหาช่างทอผ้าไหมฝีมือดี ในที่สุดได้พบช่างมีฝีมือถูกใจที่กรุงเทพมหานคร บริเวณชุมชนบ้านครัว (หลังโรงแรมเอเชีย เขตราชเทวีในปัจจุบัน) ชุมชนแห่งนี้เดิมเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายเขมร อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ตั้งแต่ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีความชำนาญในการทอผ้าไหม ซึ่ง จิม ทอมป์สัน ได้เข้ามาสนับสนุนให้ชาวบ้านในชุมชนทอผ้าไหม สามารถสร้างรายให้ชาวบ้านมากขึ้น หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงผ้าไหมไทยโดยใช้หลักการตลาด การผลิต เพื่อขยายตลาด และทำการบุกเบิกผ้าไหมของไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และแพร่เข้าสู่วงการภาพยนต์ของชาติตะวันตก และละครบรอดเวย์ ในปี พ.ศ. 2502 นักออกแบบชาวฝรั่งเศษได้ใช้ผ้าไหมไทยทำการออกแบบและตัดเย็บฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ครั้งเสด็จเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ถือได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสผ้าไหมของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

     ปี พ.ศ. 2545 หน่วยงานซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับผ้าไหมไทย เช่น กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (หน่วยงานเดิมของกรมหม่อนไหม) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ร่วมกันจัดสัมมนาหาแนวทางแก้ไขจนได้ข้อสรุปเป็นมาตรการคุ้มครองไหมไทยและออกข้อบังคับในการผลิตผ้าไหมไทยโดยออกตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพผ้าไหมไทยไว้เป็นระดับต่างๆ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทย ให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยไว้ 4 ชนิด ได้แก่

     นกยูงสีทอง(Royal Thai Silk)เป็นผ้าไหมซึ่งผลิตจากวัตถุดิบ เส้นไหม กระบวนการผลิตแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริงและใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมจะต้องสาวเส้นด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะ การทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และต้องผลิตในประเทศไทย

     นกยูงสีเงิน (Classic Thai Silk) เป็นผ้าไหมซึ่งผลิตขึ้นแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตในบางขั้นตอน ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือที่ได้รับการปรับปรุงจากพันธุ์ไทยเป็นเส้นพุ่งหรือเส้นยืน เส้นไหมต้องผ่านการสาวด้วยมือ หรืออุปกรณ์ที่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนขนาดไม่เกิน 5 แรงม้า การทอต้องทอด้วยกี่ทอมือชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือหรือกี่กระตุก และต้องทำการผลิตในประเทศไทย

     นกยูงสีน้ำเงิน (Thai Silk) เป็นผ้าไหมซึ่งผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยโดยการประยุกต์เทคโนโลยีการผลิตให้เข้ากับสมัยนิยมและทางธุรกิจธุรกิจ ใช้เส้นไหมแท้เป็นเส้นพุ่งและเส้นยืน ย้อมสีด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทอด้วยกี่แบบใดก็ได้ และต้องผลิตในประเทศไทย

     นกยูงสีเขียว (Thai Silk Blend) เป็นผ้าไหมซึ่งผ่านกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทย เช่น ลวดลาย สีสัน ใช้เส้นใยไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากวัสดุธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์ต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน หรือตามความต้องการของผู้บริโภค เส้นไหมแท้เป็นองค์ประกอบหลัก มีเส้นใยอื่นเป็นส่วนประกอบรอง สัดส่วนการใช้เส้นใยชนิดอื่นประกอบต้องระบุให้ชัดเจน ทอด้วยกี่ชนิดใดก็ได้ ย้อมสีด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และต้องผลิตในประเทศไทย

     การทอผ้าไหม เป็นอุตสาหกรรมของคนไทยภาคอีสานมานานแล้ว สตรีชาวอีสานเมื่อหมดหน้าทำนา จะมานั่งล้อมวงสาวไหม ปั่นและย้อมเส้นไหม ทอเป็นผืนเพื่อเก็บไว้ใช้หรือขายต่อสร้างผลงานสืบสานศิลปะไทยและเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงไปพร้อมกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณและกว่าที่จะได้ผ้าไหมผืนสวยๆ สั้นตัดเย็บต้องผ่านขั้นตอนการเลี้ยงไหม ตัวไหมคล้ายหนอนตัวเล็กๆ กินใบหม่อนเป็นอาหารมีอายุประมาณ 45 วัน จึงเริ่มชักใย กลายเป็นรังไหม การสาวไหม เมื่อตัวไหมชักใยได้ 2 วัน จึงจะเริ่มเก็บรังไหมและต้องสาวไหมให้เสร็จภายใน 7 วัน เพราะตัวดักแด้จะกัดรังออกมาทำให้ได้เส้นไหมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นไหมที่ได้มี 2 ชนิด คือ

  1. ไหมต้น มีสีออกเหลืองอมแสดเส้นใหญ่และไม่เรียบ
  2. ไหมกลาง เส้นไหมขนาดกลางเรียบเสมอกันมีปุ่มเล็กน้อยนิยมนำมาตัดเสื้อผ้า เพราะไม่นิ่มมากเสื้อผ้าที่ได้มีรูปทรงสวยงาม เส้นไหมมีเนื้อละเอียดสีทองดอกบวบ เมื่อนำมาทอจะได้ ผ้าไหมที่มีเงาสวยเนื้อผ้าแน่น เมื่อหยดน้ำลงไปจะเกาะเป็นเม็ดอยู่บนเนื้อผ้าไม่สามารถซึมเข้าไปได้ทันทีจึงมีราคาแพง

     ผ้าทอในประเทศไทยแสดงถึงศิลปะภูมิปัญญาของชุมชน ซึ่งแบ่งประเภทของผ้าทอได้เป็นสองประเภท ตามวัตถุดิบในการทอ และกรรมวิธีในการทอ คือ

  1. ผ้าทอที่แบ่งตามวัตถุดิบที่ใช้ ได้แก่ ฝ้ายและไหม

     ฝ้าย เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย เป็นพืชเขตร้อน ชอบดินปนทราย และอากาศโปร่ง ไม่ชอบที่ร่ม เส้นใยของฝ้ายจะดูดความชื้นได้ง่าย และเมื่อดูดความชื้นแล้วจะระเหยเป็นไอ ดังนั้นเมื่อสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยผ้าฝ้ายจะมีความรู้สึกเย็นสบาย

     ไหม เส้นใยไหมได้จากตัวไหม ซึ่งส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงไหมกันใน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ตัวไหมมีลักษณะคล้ายหนอน เมื่อแก่ตัวจะชักใยหุ้มตัวของมันเอง เรียกว่า รังไหม รังไหมนี้จะนำมาสาวเป็นเส้นไหม แล้วจึงนำไปฟอกด้วยการต้มด้วยด่างและนำมากวักเพื่อให้ได้เส้นใยไหม หลังจากนั้นจึงนำมาย้อมสีและนำไปทอเป็นผืนผ้าตามที่ต้องการ เส้นไหมมีคุณสมบัติ ลื่น มัน และยืดหยุ่นได้ดี

  1. ผ้าทอที่แบ่งตามกรรมวิธีในการทอ ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันออกไปตามลวดลายที่เกิดจากการทอบนผืนผ้า เช่น

     ผ้ามัดหมี่ มีกรรมวิธีการทอที่ทำให้ให้เกิดลวดลายโดยการย้อมเส้นฝ้ายให้ด่าง โดยการผูกมัดให้เกิดช่องว่าง การทอผ้ามัดหมี่แต่ละผืนต้องใช้เวลาและความประณีต โดยจัดเรียงเส้นไหมและฝ้ายให้สม่ำเสมอ คงที่ กรรมวิธีต้องเรียงลำดับก่อนหลังให้ถูกต้อง เพื่อทำให้เกิดลวดลายสวยงามตามต้องการ

     ผ้าจก การทอจกเป็นกรรมวิธีของการทอและการปักผ้าไปพร้อมๆกัน การทอลวดลายใช้วิธีการเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าเป็นช่องๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า ซึ่งจะทำได้โดยใช้ไม้หรือขนเม่น หรือนิ้วมือยกขึ้น เป็นการทอผสมการปักกลายๆ

     ผ้าขิด เป็นการทอผ้าด้วยกรรมวิธี เขี่ย หรือสะกิดเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นพุ่งไปตามแนวเส้นยืน จังหวะการสอดเส้นด้ายพุ่งจะทำให้เกิดลวดลายรูปแบบต่างๆ

     ผ้าแพรวา เป็นผ้าทอมือด้วยกรรมวิธีทอผ้าให้เกิดลวดลาย ลักษณะผสมกันระหว่างลายขิดกับลายจก ผ้าแพรวาต้องมีหลายๆ ลายอยู่ในผืนเดียวกัน

     ผ้ายกดอก มีกรรมวิธีการทอให้เกิดลวดลายในการยกตะกรอแยกด้ายเส้นยืน แต่ไม่ได้เพิ่มเส้นด้ายยืน หรือเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปในผืนผ้า แต่ในบางครั้งจะยกดอกด้วยการเพิ่มเส้นพุ่ง จำนวน สองเส้น หรือมากกว่านั้นเข้าไป (ที่มา ประวัติผ้าไหมไทย – อนุรักษ์ไหมไทย (google.com))

ผ้าขิดหรือผ้าขิดยกดอก

     ผ้าทอลายขิด เป็นผ้าพื้นเมืองของภาคอีสาน บางส่วนของภาคเหนือและภาคกลางของไทย นับว่าเป็นศิลปะพื้นฐานที่สะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ ลวดลาย และวิวัฒนาการของท้องถิ่นเดิมของไทยที่มีมาตั้งแต่โบราณ ชาวอีสานถือกันว่าในกระบวนการทอผ้านั้นการทอผ้าขิดต้องอาศัยความชำนาญและมีชั้นเชิงทางฝีมือสูงกว่าการทอผ้าอื่นๆ เพราะทอยากและมีเทคนิคที่ซับซ้อนมากกว่าการทอผ้าธรรมดาทั่วไป

     การทอผ้าลายขิด คือ การทอผ้าที่ทอแบบ “เก็บขิด” หรือ “เก็บดอก” เหมือนผ้าที่มีการปักดอก การทอผ้าปักดอกนี้ชาวอีสานเรียกว่า “การทอผ้าเก็บขิด” ลวดลายของขิดแต่ละลายจะมีรูปแบบที่สวยงาม มีความมันวาว มีลายนูนออกมาบนผืนผ้า โดยทั่วไปนิยมทอผ้าขิดเพื่อทำเป็นหมอน สังเกตว่าลายขิดจะอยู่บริเวณส่วนกลางของหมอน ส่วนหน้าหมอนนั้นนิยมปิดด้วยผ้าฝ้ายสีแดง ลวดลายหมอนขิดส่วนใหญ่เป็นลวดลายที่ผู้ทอได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความเชื่อ เช่น ลายแมงงอด ลายอึ่ง ลายช้าง ลายม้า ลายพยานาค ลายดอกแก้ว ลายดอกจันทร์ ลายขอ ลายสิงห์ ลายคชสีห์อองน้อย ลายแมงมุม ลายกาบ ลายปราสาท ลายธรรมมาสน์  ลายนกยูง ลายหงส์ เป็นต้น ผ้าลายขิดในภาคอีสานนอกจากทอในกลุ่มภูไทและไทลาวอื่นๆ แล้ว ยังทอในกลุ่มไทกูยหรือส่วย เขมร ในบริเวณภาคอีสานตอนล่างด้วยเช่นกัน โดยทอทั้งหมอนขิด ขิดหัวซิ่น ขิดตีนซิ่น สไบลายขิด และที่น่าสนใจคือผ้าขาวม้าไหมเชิงขิด ซึ่งมีลักษณะการทอที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม คือ นิยมใช้เส้นไหมทอมากกว่าใช้เส้นฝ้ายทอเหมือนกลุ่มอื่นๆ ปัจจุบันยังคงมีการทอผ้าขาวม้าเชิงขิดในกลุ่มวัฒนธรรมไทกูยหรือส่วย เขมร ที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์

     การทอผ้าขิด เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่คนไทยได้สืบทอดกันมานานและแพร่หลายในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานซึ่งมีการทอผ้ามากกว่าท้องถิ่นอื่นๆ คำว่า “ขิด” เป็นภาษาพื้นบ้านของภาคอีสานมาจากคำว่า “สะกิด” หมายถึง การงัดขึ้น การช้อนขึ้น การสะกิดขึ้น ดังนั้นคำว่า ผ้าขิด จึงเป็นการเรียกขานชื่อตามกระบวนการทอคือ ผู้ทอใช้ไม้เก็บขิดหรือใช้ขนเม่นสะกิดช้อนเครือเส้นยืนขึ้นเป็นจังหวะตามลวดลายตลอดหน้าผ้า และพุ่งกระสวยสอดเส้นพุ่งพิเศษและพุ่งเส้นเข้าไปตลอดแนวเครือเส้นยืนที่ถูกงัดช้อนขึ้นนั้น ช่วงจังหวะของความถี่ห่างที่เครือเส้นยืนถูกกำหนดไว้ด้วยไม้เก็บขิดหรือขนเม่นจึงเกิดเป็นลวดลายขิดขึ้น ลักษณะของผ้าทอลายขิดสังเกตดูได้จากลายซ้ำของเส้นพุ่งที่เป็นแนวสีเดียวกันตลอด อาจจะเหมือนกันตลอดทั้งผืนหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมีลายซ้ำที่มีจุดจบแต่ละช่วงของลายเห็นได้ชัดเจน

กรรมวิธีในการทอผ้าไหมลายขิด

     วิธีทอผ้าเก็บขิดหรือเก็บดอกนี้ชาวพื้นเมืองเรียกว่า การทอผ้าเก็บขิด การทอผ้าขิดเก็บดออกนี้ต้องมีไม้ค้ำอันหนึ่งกว้างประมาณ 4 นิ้ว ยาวขนาด 2 ศอก เป็นไม้บางๆ และมีไม้ขนาดเล็กๆ เป็นไม้สอดสำหรับเก็บขิดให้เป็นลายต่างๆ ส่วนลักษณะการทอก็คล้ายกันกับการทอผ้าพื้นเมืองทั่วไป

วิธีการเก็บขิดเพื่อสร้างลวดลาย

     1.คัดไม้ขิดโดยไม่มีการเก็บตะกอ วิธีการเก็บขิดแบบนี้เหมาะสำหรับการทอลวดลายที่ไม่ซับซ้อนมาก และต้องเปลี่ยนลวดลายบ่อยๆ ไม้ขิดที่เก็บลวดลายจะเรียงกันไปตามลำดับบนเครือเส้นยืนซึ่งอยู่ด้านหลังฟืม

     2.เก็บขิดเป็นตะกอลอย การเก็บขิดวิธีนี้ต้องผ่านการคัดไม้ขิดแบบแรกเสียก่อน เสร็จแล้วใช้ด้ายเก็บลายตามไม้ขิดที่คัดไว้ทุกเส้น เรียกว่า เก็บตะกอลอย เป็นวิธีที่สะดวกกว่าวิธีแรกคือไม่ไม่ต้องเก็บขิดทุกครั้งในเวลาทอ แต่ใช้วิธียกตะกอลอยไล่ไปแต่ละไม้จนครบวิธีนี้ทำให้ทอลวดลายซ้ำกันได้โดยไม่ต้องเก็บลายใหม่ทุกครั้งเหมือนวิธีแรก แต่ถ้ามีตะกอมากๆ ก็ไม่เหมาะสำหรับวิธีนี้เช่นกัน

     3.เก็บตะกอแนวตั้ง การเก็บตะกอแนวตั้งพัฒนาจากแบบการเก็บขิดดั้งเดิมให้ทอได้สะดวกรวดเร็วขึ้น สามารถทำลวดลายที่ซับซ้อนและมีจำนวนตะกอมากๆ ได้

     ผ้าขิดส่วนใหญ่ใช้เส้นใยฝ้ายมากกว่าเส้นใยไหม โดยทอเป็นผ้าขิดสำหรับใช้สอย เป็นหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ผ้าคลุมไหล่ ผ้าหอคัมภีร์หรือพระไตรปิฎก และผ้าม่าน เป็นต้น (ที่มา ผ้าขิดยกดอก – pathaingam.com )

     ในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนกรรมวิธีและพัฒนาคุณสมบัติของเส้นไหมให้มีความแข็งแรง นุ่ม มันวาว สีสันสวยงามยิ่งขึ้น และมีวิวัฒนาการตามความนิยมของคนยุคใหม่ เช่น ในสมัยก่อนไม่นิยมนำผ้าขิดมาทำเป็นผ้าซิ่น ผ้าถุง หรือเครื่องนุ่งห่มท่อนล่าง แต่ในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนความต้องการตามสมัยนิยมเพิ่มมากขึ้นคือ นำผ้าขิดมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องนุ่งห่มท่อนล่าง ผ้าถุง ผ้าซิ่น ลายประดับบนเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ เป็นต้น เพื่อเป็นการสร้างรูปแบบของผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่และสามารถเข้าถึงกลุ่มความต้องการของตลาดมากขึ้น  

จิปาถะภัณฑสถานบ้านคูบัว

IMG_9113 บ้านคูบัวถือเป็นชุมชนของชาวโยนกเชียงแสน หรือที่เรียกกันว่า “ไทยวน”ซึ่งอพยพมาจากเชียงแสน จังหวัดเชียงรายตั้งแต่เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน โดยเมื่อครั้งที่ยังอยู่เมืองเชียงแสนชาวบ้านจะนิยมทอผ้าจกที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ใช้งานเองแม้เมื่ออพยพมาอยู่ที่บ้านคูบัวแล้วก็ยังนำความรู้ด้านการทอผ้าติดตัวมาด้วย แต่เพราะส่วนใหญ่มักทอใช้กันเองในครัวเรือน จึงไม่เป็นที่นิยมในวงกว้าง พอเวลาผ่านไปนานเข้าก็เหลือเพียงไม่กี่บ้านที่ยังคงทอผ้าและส่งต่อความรู้ให้ลูกหลาน

 

     กระทั่งในปี พ.ศ.2522 ดร.อุดม สมพร นักอนุรักษ์มรดกไทยผู้มีเชื้อสายไทยวน ได้จัดแสดงนิทรรศการผ้าโบราณและต้องการรื้อฟื้นผ้าจกไทยโบราณให้กลับมาเป็นที่แพร่หลายอีกครั้ง จึงได้จัดให้มีการสอนเรื่องการทอผ้าจกอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ภูมิปัญญาด้านการทอผ้าของบรรพบุรุษสูญหายไป ต่อมายังได้ริเริ่มจัดตั้ง “จิปาถะภัณฑสถานบ้านคูบัว” ขึ้นภายในวัดโขลงสุวรรณคีรี  เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นและผ้าซิ่นตีนจกโบราณสำหรับให้บุคคลทั่วไปได้มาศึกษาประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชุมชนไทยวน

     เอกลักษณ์ของผ้าซิ่นตีนจกไทยวน จังหวัดราชบุรีนั้นมีความละเอียดอ่อนทั้งด้านการเลือกใช้สีสัน ซึ่งนิยมใช้สีแดงเป็นพื้น ทั้งแดงสดและแดงคร่ำ ด้วยเชื่อว่าสีแดงเป็นสีแห่งพลังและความสดใสนอกจากนี้ยังมีลวดลายที่ประณีตวิจิตรงดงาม โดยลวดลายดั้งเดิมที่ทำสืบทอดต่อกันมาก็เช่น ลายหักขอเหลียว ลายดอกจัน และลายมะลิเลื้อย ซึ่งลวดลายอย่างหลังทางโรงงานเถ้าฮงไถ่ได้นำไปเป็นต้นแบบของลวดลายบนกี๋หรือฐานรองกระถางที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีลักษณะลวดลายเป็นแถวเลื้อยคล้ายรูปทรงของต้นมะลิที่เลื้อยไปตามพื้นดินนั่นเอง (ที่มา เยือนถิ่นไทยวนที่บ้านคูบัว แหล่ง ผ้าซิ่นตีนจก ของจังหวัดราชบุรี – บ้านและสวน (baanlaesuan.com))

หุ่นขี้ผึ้งของ ดร.อุดม สมพร

     นอกเหนือจากวัฒนธรรมสมัยทวารวดีที่เคยปรากฏหลักฐานที่นี่เมื่อพันกว่าปีมาแล้ว คือเมืองโบราณคูบัว  แล้ว ที่นี่ยังแสดงวัฒนธรรมของคนไทยวนที่อพยพมาตั้งรกรากที่นี่เมื่อกว่า 200 ปีที่ผ่านมา โดยแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตตั้งแต่การเกิด การกิน การสอนลูกหลาน การนับถือศาสนา ได้เห็นความสัมพันธ์ของพระสงฆ์ในสมัยก่อนกับฆราวาส จากนั้นจะเป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ในด้านการทำเกษตรทำนาทำไร่ เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ

     ส่วนที่จัดแสดงที่อยู่ชั้นบนเป็นเรื่องผ้าจกไท-ยวน โดยมีห้องเกี่ยวกับวิธีทอผ้าจกด้วยหุ่น อีกห้องเป็นห้องใหญ่ที่จัดเก็บรวบรวมผ้าจกใหญ่ ผ้าจกโบราณ และมีผ้าจกใหม่ไว้ให้เปรียบเทียบกัน มีลวดลายไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้แบบลายถักทอ ห้องสุดท้ายคือห้องชาติพันธุ์ เนื่องจากว่าคนราชบุรีไม่ได้มีแต่คนไท-ยวนอย่างเดียว ห้องนี้จึงจัดเป็นห้องชาติพันธุ์ในราชบุรีซึ่งมี 7 ชาติพันธุ์ ได้แก่ ไทยวน ไทยทรงดำ มอญ จีน กะเหรี่ยง ลาวเวียง ไทยพื้นถิ่น  และผ้าของชาวติมอร์ตะวันออก (ที่มา จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว :: Museum Thailand)

          ผ้าจกตระกูลคูบัว เป็นผ้าจกที่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น ลายดอกเซีย ลายหักนกคู่ ลายโก้งเก้ง ลายหน้าหมอน และลายนกคู่กินน้ำฮ่วมเต้า ผ้าจกตระกูลคูบัวจะพบมากในตำบลคูบัว ตำบลดอนตะโก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เพราะมีชุมชนไท-ยวนอาศัยอยู่ โดยในการจกจะใช้เส้นด้ายยืนสีดำ พุ่งดำ โดยไม่มีลายประกอบมากลายพื้นผ้าเว้นพื้นต่ำไว้มากตามแบบของลวดลายเพื่อจกให้เห็นลายชัดเจน ส่วนสีสันของเส้นใยที่ใช้ทอจะใช้เส้นใยที่มีสีสันหลากหลาย เช่น จะใช้พุ่งต่ำดำกับแดงแซมเหลืองหรือเขียว เป็นต้น โดยตีนซิ่นจะมีความกว้างประมาณ 9 – 11 นิ้ว

          ผ้าซิ่นตีนจก คือ ซิ่นที่มีตีนประกอบด้วยส่วนที่เป็นผ้า ลวดลายทอด้วยวิธีจกหรือควัดเส้นด้ายพิเศษมามัดขัดกับเส้นอื่นให้เป็นลวดลายแบบต่างๆ ซึ่งผ้าซิ่นตีนจกมีโครงสร้างประกอบด้วยผ้า 3 ส่วนคือ ส่วนหัวซิ่น ส่วนตัวตัวซิ่น และส่วนตีนซิ่น

รวบรวมผ้าซิ่นตีนจกทั้งเก่าและใหม่ไว้ให้ชม

องค์ประกอบของการทอผ้า

          องค์ประกอบของการทอผ้าขึ้นอยู่กับลักษณะและรูปแบบของการทอผ้าชนิดต่างๆ แต่ยังมีส่วนของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทอผ้าคล้ายกันอยู่และมีขนาดที่แตกต่างกันไปตามขนาดของผ้าที่จะทอ เช่น ขนาดและลักษณะของกี่ทอผ้า ขนาดของฟืม เส้นไหมที่ใช้ทอผ้า และอุปกรณ์เสริมต่างๆ เป็นต้น จากการสอบถามข้อมูลจากผู้ทอผ้าไหมลายขิดยกดอกแต่ละคนจะมีวัสดุอุปกรณ์ และองค์ประกอบของการทอผ้าที่แตกต่างกันไปตามความถนัดของตัวเอง ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้

กี่ทอผ้า

ฟืม

ตะกอ ไม้คัดตะกอ

กระสวย ไม้ผัง เข็มทอ

ไหม เส้นไหม

ไม้เหยียบ

 

เขาฟืม เขาตะกอ

เครือ ในภาพจะแสดงให้เห็นอยู่เป็นเส้นด้ายหลายๆ เส้นที่สอดอยู่ในซี่ฟืม หรือเส้นยืน

ฉโนดทอผ้าหรือแบบทอ

 

ที่วางไหม

ไม้ไคว้ ในภาพจะแสดงให้เห็นว่ามีไม้เล็กๆ ยาวๆ 2 อันที่ไคว้กันอยู่ในเครือเส้นด้ายหรือเส้นยืน

แปรงหวีไหม

เปรียบเทียบแปรงขัดรองเท้า แปรงซักผ้า แปรงซักรองเท้า แปรงขนนุ่ม ยี่ห้อ  Eastman | Thai garnish

เหล็กล็อกไม้กำปั้น ไม้กำปั้น

กรรไกร

กรรไกรเหล็ก หุ้มยาง 8นิ้ว เบอร์1 อย่างดี ชุบแข็ง ตรากุหลาบ กรรไกรเหล็ก  ตัดผ้า ตัดหนัง ตัดยาง ตัดแผ่นเรียบ กรรไกรหุ้มยาง | Shopee Thailand

          และเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา กระผมและผู้ปฏิบัติงานตำบลเมืองแฝกและตำบลอื่นๆ ร่วมกับคณาจารย์ ปราชญ์ชุมชน หน่วยงานราชการ พร้อมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ร่วมโครงการรวมใจปลูกต้นไม้ปลูกธรรมะวันวิสาขบูชา 2564 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โรงเรียนบ้านหนองยายพิมพ์ ตำบลหนองยายพิมพ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ และได้รับเกียรติจากนางสาวเพชรรัตน์ ภูมาศ นายอำเภอนางรอง เป็นประธานในพิธี และร่วมกันปลูกป่าบนพื้นที่กว่า 22 ไร่ บริเวณด้านหลังโรงเรียนเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่แผ่นดิน

          สุดท้ายนี้ ผมขอจบการรายงานผลการปฏิบัติงานประจำเดือนมิถุนายนนี้ ด้วยการแชร์ประสบการการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อมาเล่าให้ทุกคนฟังว่าเป็นอย่างไร การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรก ผมได้รับวัคซีน Sinovac ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2564 หลังจากได้รับวัคซีนแล้วก็นั่งพักรอสังเกตอาการ 30 นาที อาการทุกอย่างปกติดี มีอาการที่เห็นได้ชัดคือ รู้สึกหิวข้าวมากกว่าปกติและรู้สึกง่วงนอนเล็กน้อย ไม่มีผลข้างเคียงที่มีอาการหนักใดๆ ตามมา ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2564 นัดฉีดวัคซีนในเข็มที่สองกระบวนการ ขั้นตอนการรับวัคซีนเช่นเดิม แต่ในเข็มที่สองนี้มีอาการตึงที่ต้นแขนฝั่งที่ฉีดเวลาขยับแขนเล็กน้อยมีอาการประมาณ 1 วัน อาการที่สองคือหลังฉีดวัคซีนประมาณ 3 ชั่วโมง มีอาการหนักหัวและอ่อนเพลียเล็กน้อยประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อฉีดครบสองเข็มแล้วร่างกายของเราก็ปกติดีมีอาการเล็กน้อยก็เหมือนกับการฉีดวัคซีนทั่วๆ ไป อาการที่เกิดขึ้นสำหรับผมเป็นเพียงแค่การที่ร่างกายได้รับสิ่งใหม่ๆ เข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีอาการเป็นธรรมดา ขอแค่อย่าเครียด อย่าวิตกกังวลจนร่างกายสร้างสารเคมีที่ไม่พึงประสงค์จนตัวเราเองต้านทานไม่ไหวและปรากฎตามข่าวสารในช่องทางต่างๆ ดังนั้นผมจึงขอเชิญชวนทุกคนให้มารับวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 นี้ เพื่อป้องกันตัวเอง ป้องกันคนอื่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในสังคม

วัคซีนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มาฉีดป้องกันโควิดกันเยอะๆ นะครับ

อื่นๆ

เมนู