โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1ตำบล 1 มหาวิทยาลัย)

“โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้กับประเทศ”

หลักสูตร HS05 การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน

ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์

 ข้าพเจ้านางสาวชุติกาญจน์ ปาสานัย กลุ่มHS05 ประเภทบัณฑิตจบใหม่ ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ หลักสูตรการทอผ้าไหมยกขิดดอก     

ข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติงานได้เข้าร่วมอบรมโครงการเชิงปฏิบัติการ “เมืองแฝกแจ่มใส อนามัยดี มีน้ำใจ พัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชน” ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวณัชชากร ก่อเกียรตินพกุล พยาบาลวิชาชีพ ซึ่งได้มาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ 1.สุขอนามัย 6 อ. 2.การแปรงฟันอย่างถูกวิธี 3.การล้างมือให้สะอาด 4.การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และ 5.เรื่องยาเสพติด 

 

 

สุขอนามัยที่ดี ทำง่าย สร้างได้ด้วย 6 อ. 

สุขอนามัยนี่เป็นเรื่องใกล้ตัวจนใครหลาย ๆ คนชอบมองข้ามไป เพราะคิดว่าการดำเนินชีวิตประจำวัน แค่อาบน้ำ แปรงฟัน อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เลยครับ เพราะเรื่องสุขอนามัยนั้นยังมีอีกมากมายที่เราต้องลงลึกถึงรายละเอียดกัน เล็บก็เรื่องนึง ผิวหนังก็เรื่องนึง การอาบน้ำก็เรื่องนึง สามารถแบ่งเป็นหมวด ๆ ได้มากมายเชียวแหละ แต่ก่อนที่เราจะไปแยกประเภทให้เพื่อน ๆ ทุกคนได้ดูแลสุขอนามัยของแต่ละส่วนในร่างกายให้ดีได้เนี่ย วันนี้เรามารู้จักกับการดูแลสุขอนามัยพื้นฐานแบบภาพรวมกันก่อนดีกว่า ด้วยเคล็ดลับ 6 อ. ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย

  1. อาหาร 5 หมู่ ทานให้ครบ สร้างสิ่งที่ดีจากภายในสู่ภายนอก

อ. แรกเริ่มต้นกันที่การทานก่อนเลย เพราะสุขภาพที่แท้จริงนั้นต้องเริ่มต้นจากข้างใน ทุกอย่างที่เรากินเข้าไปมันจะแสดงผลลัพธ์ออกมาให้เห็นเสมอ ดังนั้นอย่าลืมทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วยล่ะ ที่สำคัญต้องกินอาหารสุก สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เพื่อเป็นการเริ่มต้นดูแลสุขภาพอนามัยที่ดีของเรา  

  1. ออกกำลังกาย 3 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วยได้ ร่างกายแข็งแรง

ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่ใช่ว่าปีนึงออกกำลังกายแค่เพียงหนึ่งครั้งแล้วจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้นะครับ เราต้องออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์  ครั้งนึงไม่ต่ำกว่า 30 นาที ถึงจะช่วยให้สุขอนามัยของเราดีขึ้นมาได้อย่างที่มันควรจะเป็น และอย่าลืมตรวจสุขภาพประจำปี

  1. อารมณ์ ควบคุมให้ดี ส่งผลทันทีต่อสุขภาพจิต

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ อารมณ์ส่งผลต่อสุขอนามัย และสุขภาพจิตใจเราได้เหมือนกัน ดังนั้นเวลาโกรธหรือโมโห อย่าได้ลงมือทำอะไรหรือพูดอะไรออกไปทั้งสิ้น ให้เราสงบสติ นับ 1-30 ในใจ หายใจเข้าออกลึก ๆ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอะไรดี เพราะหลังจากเราเว้นช่วงความโกรธไว้ ก็จะทำให้เราได้สติกลับมาและพูดจาได้น่าฟังขึ้นนั่นเอง

  1. อนามัยสิ่งแวดล้อม สร้างให้ดีทั้งในบ้าน และนอกบ้าน

เรื่องของสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมนี้ก็เป็นเหมือนกับการดูแลรักษาบ้านให้สะอาด สวยงามอยู่เสมอ ไม่มีฝุ่น ไม่มีมลพิษต่าง ๆ เพราะเราต้องอาศัยอยู่ในนี้เป็นหลัก วันนึงไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมง ถ้าบ้านเราหรือสภาพแวดล้อมรอบบ้านไม่ดี ย่อมส่งผลให้สุขอนามัยเราแย่ไปด้วย เพราะฉะนั้นต้องใส่ใจกับสิ่งใกล้ตัวตรงนี้ด้วย

  1. อโรคยา ดูแลสุขอนามัยร่างกายให้ดี ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ

การรักษาความสะอาดให้กับร่างกายจะช่วยให้สุขอนามัยของเพื่อน ๆ ทุกคนดีขึ้นได้ และที่สำคัญจะทำให้ห่างไกลจากโรค ภัย ไข้ เจ็บ เพราะเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยในการเกิดโรค จะถูกกำจัดไปหมดสิ้นเมื่อเราทำความสะอาดและรักษาสุขอนามัยอย่างถูกต้องครบถ้วน

  1. อบายมุข ข้อห้ามสำคัญที่ต้องหลีกเลี่ยง

อบายมุขทั้งหลายไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์กับร่างกายเราเลยสักอย่าง ทั้งเรื่องของบุหรี่ เหล้า ยาเสพติด หรือแม้แต่การพนันต่าง ๆ ก็ยังส่งผลเสียต่อร่างกายเราได้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ดังนั้นขอแค่เพียงเราอยู่ห่างไกลจากอบายมุขพวกนี้ สุขอนามัยที่ดีก็พร้อมจะวิ่งเข้ามาหาเรา

 

5 เทคนิค ทำความสะอาดฟัน อย่างถูกวิธี เริ่มทำได้ทันที

ทำความสะอาดฟันให้ถูกวิธีทำความสะอาดฟัน อย่างถูกวิธี ต้องทำอย่างไร ถ้าคุณคิดว่า แปรงฟันเพียงวันล่ะ 2 ครั้ง แค่นั้นคงต้องบอกว่าน้อยไป มาดูว่าเทคนิคในการดูแลทำความสะอาดฟันยังไงถึงจะเรียกว่าถูกต้องเทคนิคการทำความสะอาดฟันเป็นเรื่องพื้นฐานที่คุณหมอมักให้ความสำคัญ เเละยังเป็นส่วนสำคัญหลักเพื่อการรักษาและป้องกันฟันผุ, เหงือกอักเสบ รวมถึง ปัญหากลิ่นปากได้อย่างเห็นผล การขจัดเศษอาหารที่ติดค้างตามซอกฟัน เริ่มต้นจากการ แปรงฟันอย่างถูกวิธีเข้าถึงฟันทุกซี่ ลองสำรวจว่าคุณดูเเลฟันตามที่คุณหมอจะเเนะนำต่อไปนี้เเล้วรึยัง

 

  1. เลือกแปรงสีฟันให้เหมาะสมกับอายุ เพื่อ ทำความสะอาดฟัน

แนะนำให้ใช้ขนแปรงสีฟันที่มีความนุ่ม หน้าตัดเรียบ ผลิตจากไนลอนหรือพีบี ลักษณะของขนแปรงเป็นเส้นกลม ปลายมน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากันตลอดทั้งเส้นขนแปรงที่ดีเมื่อถูกน้ำแปรงไม่อมน้ำ แห้งไว ขนแปรงคงรูปได้ดีเลือกด้ามแปรงที่จับถนัดมือไม่ลื่นหลุดง่าย มีความโค้งงอของด้ามเพื่อเข้าถึงการทำความสะอาดฟันที่อยู่ด้านในได้ในผู้ที่จัดฟันหรือมีปัญหาโรคปริทันต์อักเสบ ก็ควรใช้แปรงซอกฟัน เป็นตัวช่วยดูเเลความสะอาดตามซอกฟันอย่าง แปรงซอกฟันที่ดีควรมีความนุ่มนวล ยืดหยุ่นดี ไม่ทำให้เกิดการระคายต่อเหงือก ช่วยปัดเศษอาหารที่ติดตามเครื่องมือจัดฟันได้ทั่วถึงมากขึ้น

  1. แปรงฟันให้ถูกวิธี

เพราะฟันที่ใช้บดเคี้ยว ฟันหน้า และฟันบนฟันล่างจะมีวิธีการแปรงที่ต่างกัน ขั้นตอนการแแปรงฟันที่ถูกต้อง คือ วางขนแปรงบริเวณขอบเหงือกโดยทำมุม 45 องศา กับรอยต่อระหว่างเหงือกและฟัน โดยวางขนแปรงให้อยู่ในซอกเหงือกและฟัน ขยับหัวแปรงไปมาเบาๆ เป็นวงกลมขณะที่ปลายขนแปรงอยู่ในตำแหน่งเดิม ทำเช่นนี้กับฟันแต่ละซี่ ใช้เวลาแปรงซี่ละประมาณ  10 วินาที

การแปรงฟันด้านนอกวางแปรงให้ได้มุมระหว่างเหงือกและฟันทำมุม 45 องศา ใช้วิธีการแปรงเป็นวงกลมและปัดออก ฟันด้านบนปัดขนแปรงลง และคำฟันด้านนอกปัดขนแปรงขึ้น

การแปรงฟันด้านใน

การแปรงฟันหน้าส่วนล่างด้านใน ฟันหน้าด้านล่างทำมุม 45 องศา ตัวเอียงแปรงขึ้น โดยเอาปลายแปรงกดเบาๆ ระหว่างรอยต่อและนวดไปมาเบาๆแล้วปัดขึ้นด้านบน ส่วนฟันบนด้านในก็ทำเช่นเดียวกัน

การแปรงฟันบดเคี้ยว

วางปลายขนแปรงให้ตั้งฉากกลับฟันบดเคี้ยวกดเบาๆ ไปมาด้วยแรงพอประมาณฟันบนและฟันล่าง

การแปรงลิ้น

หลังแปรงฟันทุกครั้งแนะนำให้คุณแปรงลิ้นด้วย โดยเฉพาะบริเวณโคนลิ้น เพราะลิ้นเป็นแหล่งสะสมคราบสิ่งสกปรกของอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และคราบเหล่านี้เป็นแหล่งกำเนิดของกลิ่นปากและเชื้อแบคทีเรีย

เราสามารถใช้แปรงสีฟันอันเดิม หรือสามารถเลือกซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดลิ้น ที่มีลักษณะเป็นด้ามจับปลายโค้ง  บางชนิดมีหัวแปรง ใช้สำหรับขูดบริเวณโคนลิ้นเพื่อขจัดเศษอาหารได้ดีเหมือนกัน

  1. ใช้ยาสีฟันให้เหมาะ ทำความสะอาดฟัน

การใช้ยาสีฟันเลือกยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เลือกยาสีฟันที่มีส่วนผสมฟลูออไรด์ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับผิวเคลือบฟัน ปริมาณการใช้ยาสีฟันที่เหมาะสม คือ ใช้ยาสีฟันประมาณ 0.5 เซนติเมตร หรือประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวบีบไปบนแปรงสีฟันก็เพียงพอแล้ว ยาสีฟันบางยี่ห้อมีการเติมสารไตรโคซานและสารไธมอล ที่มีประสิทธภาพในการลดเชื้อที่เป็นโรคเหงือกฟันผุ

  1. น้ำยาบ้วนปาก

การใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยขจัดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ของคุณได้ แต่เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะการบ้วนปาก จะช่วยขจัดเศษอาหารชิ้นเล็กๆที่ตกค้างได้และมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อแบคทีเรียอ่อนๆ เท่านั้น ถ้ามีเศษอาหารติดตามซอกฟันหรือคราบที่ติดแน่น การบ้วนปากไม่สามารถกำจัดได้หมด ต้องอาศัยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดจึงจะได้ผล 

น้ำยาบ้วนปากบางชนิดสามารถขจัดคราบจุลินทรีย์ ป้องกันการเกิดหินปูนได้ควรใช้น้ำยาบ้วนปากในปริมาณที่พอเหมาะ อมกลั้วปากให้นานพอ และใช้สม่ำเสมอเพื่อประสิทธิภาพเต็มที่ การบ้วนปากที่ถูกวิธี คือ งานกระพุ้งแก้มให้นนำ้เคลื่อนไปทางซ้ายและขวา ด้านหน้าและหลังน้ำยาบ้วนปาก

  1. หมั่นใช้ไหมขัดฟัน ทำความสะอาดฟัน

ไหมขัดฟันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำความสะอาดซอกฟัน ทำมาจากเส้นใยไนลอน สำหรับขัดด้านข้างของฟัน เพราะการแปรงฟันอย่างเดียวขนแปรงไม่สามารถทำความสะอาดซอกฟันได้หมด ยิ่งถ้าคุณมีฟันซ้อนเก ยิ่งทำให้คราบสกปรกสะสมตามร่องฟันจนเกิดเป็นคราบหินปูนได้ง่าย เป็นผลเสียต่อเหงือกและฟันตามมา

บทสรุปการดูแลและทำความสะอาดฟันให้ถูกวิธี

ทำความสะอาดฟันให้ถูกวิธีทำความสะอาดฟันการทำความสะอาดปากและฟัน ไม่ใช่เพียงเเค่การแปรงสีฟันที่ดีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องเสริมด้วยแปรงซอกฟันไหมขัดฟันกำจัดเศษอาหารให้หมดจด ร่วมกับการไปพบแพทย์เพื่อขูดหินปูนทุก ๆ 6 เดือนอย่างสม่ำเสมอก็ช่วยให้สุขภาพปากและฟันของคุณแข็งแรงได้เเน่นอนค่ะ

 

วิธีล้างมือ 7 ขั้นตอน เพื่อสุขอนามัยที่ดี

การป้องกันโรคติดต่อที่ง่าย และประหยัดที่สุด คงจะไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า ‘การล้างมือ’ เพราะ ‘มือ’ เป็นอวัยวะสำคัญที่เราใช้สัมผัสผู้อื่น ใช้จับสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ มากที่สุด จึงเสมือนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่ตัวเรา และเชื้อโรคจากร่างกายเราไปสู่ผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน การหมั่นล้างมือด้วยสบู่จึงเป็นวิธีการง่าย ๆ ที่ทั้งสะดวก ประหยัด สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการล้างมือของคนทั่วไป มักจะล้างไม่สะอาดและไม่ทั่วถึง เพราะมักจะเคยชินกับการรีบล้างแค่ฝ่ามือ ไม่ได้ล้างในส่วนของปลายนิ้ว อันเป็นที่เป็นส่วนที่นำเชื้อโรคได้ดีที่สุด ดังนั้น จากคำแนะนำของหน่วยงานต่างๆ วิธีการล้างมือเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดที่ถูกต้องควรล้างมือให้ครบ 7 ขั้นตอน และควรใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาที ดังนี้ 

ขั้นตอนที่ 1 ฝ่ามือถูฝ่ามือ ล้างมือด้วยน้ำสะอาด ถูสบู่จนขึ้นฟอง หลังจากนั้นนำฝ่ามือทั้งสองข้างประกบกัน และถูวนให้ทั่ว 

ขั้นตอนที่ 2 ถูหลังมือและซอกนิ้ว เพื่อฆ่าเชื้อโรคบริเวณมือและซอกนิ้วด้านหลัง โดยใช้ฝ่ามือถูบริเวณหลังมือ และซอกนิ้วสลับไปมาทั้งสองข้าง 

ขั้นตอนที่ 3 ถูฝ่ามือและซอกนิ้ว นำมือทั้งสองข้างมาประกบกัน ถูฝ่ามือและซอกนิ้วด้านหน้าให้สะอาด 

ขั้นตอนที่ 4 หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ ให้นิ้วมือทั้งสองข้างงอเกี่ยวกัน ถูวนไปมา

ขั้นตอนที่ 5 ถูนิ้วและโคนนิ้วหัวแม่มือ กางนิ้วหัวแม่มือแยกออกมา ใช้ฝ่ามืออีกข้างกำรอบนิ้วหัวแม่มือ แล้วถูหมุนไปรอบ ๆ ทำสลับกันทั้งสองข้าง

ขั้นตอนที่ 6 ถูปลายนิ้วมือบนฝ่ามือ ให้แบมือแล้วใช้ปลายนิ้วมืออีกข้างถูวนเป็นวงกลม จากนั้นสลับข้างทำแบบเดียวกัน 

ขั้นตอนที่ 7 ถูรอบข้อมือ กำมือรอบข้อมือข้างหนึ่ง ถูวนจนกว่าจะสะอาด หลังจากนั้นให้เปลี่ยนข้างทำแบบเดียวกับมือข้างแรก 

ระยะเวลาทำความสะอาด ควรใช้เวลาล้างมือทั้ง 7 ขั้นตอนรวมกันไม่น้อยกว่า 20 วินาที หรือร้องเพลง Happy Birthday  ไปด้วย ล้างไปด้วยได้ให้ครบ 2 รอบ นอกจากนี้การทำให้มือแห้ง ควรใช้กระดาษเช็ดมือแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดมือร่วมกันหลายคน และหลังเช็ดมือแล้ว ให้ปิดก๊อกน้ำโดยสัมผัสผ่านกระดาษเช็ดมือ ไม่ควรใช้มือสัมผัสที่ก๊อกโดยตรง เพราะการล้างมือที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยง และแพร่กระจายของโรคติดต่อหลายโรค ดังนั้นจึงจำเป็นต้องล้างมืออย่างถูกวิธี ทุกคนควรหันมาใส่ใจกับการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง ทั้งก่อน – หลัง ทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น  ทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร เตรียมอาหาร หรือปอกผลไม้ หลังการใช้ห้องน้ำ หลังการไอ จาม หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หลังสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือล้างมือหลังเสร็จกิจกรรมที่ทำให้มือสกปรก เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันโรค และยังเป็นการรักษาสุขอนามัยให้สะอาดอยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีในการล้างมือ เพียงเท่านี้เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ลดเสี่ยงการติดเชื้อ และลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้แล้ว

นอกจากจะล้างมือให้สะอาด ถูกต้องตาม 7 ขั้นตอนนี้แล้ว เราต้องอย่าลืมดูแลสุขอนามัยรักษาความสะอาดของร่างกายส่วนอื่น ๆ และดูแลสุขภาพ 3อ. ขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างกูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยให้ทุกคนในครอบครัวได้อย่างแน่นอน

5 วิธีดูแลตัวเองและคนในบ้าน สู้โรคไม่ป่วยง่าย

สู้โรคไม่ป่วยง่าย ล้างมือ ดื่มน้ำ กินอาหารมีวิตามิน ออกกำลังกาย อารมณ์ดี ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่างๆ ทำให้หลาย ๆ บ้านเริ่มดูแลตัวเองด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) สร้างระยะห่างระหว่างตัวเองกับผู้อื่น เช่น ไม่ออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ขนส่งสาธารณะ บางคนก็เริ่มทยอยเข้าสู่โหมด Work from home เปลี่ยนมาทำงานที่บ้านกันแล้ว รวมถึงเด็ก ๆ ที่ต้องหยุดอยู่บ้านจากการปิดโรงเรียน เราจึงมีวิธีดูแลตัวเองและคนที่รักขั้นพื้นฐานเพื่อดูแลสุขอนามัยทุกคนในบ้าน ที่สามารถใช้ได้ทุกสถานการณ์มาแบ่งปันกัน

  1. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่

เพราะมือเป็นอวัยวะที่ต้องสัมผัสสิ่งของรอบตัวและยากที่จะหลีกเลี่ยง ยิ่งเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ในบ้านที่มักเผลอเอามือมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธีคือวิธีทำความสะอาดที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพช่วยลดการติดเชื้อ ทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็กๆ จึงควรเสริมสร้างพฤติกรรมการล้างมือให้ติดนิสัย โดยการล้างมือเป็นประจำอย่างถูกวิธี ใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาที หรือเท่ากับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 2 รอบ วิธีล้างมือที่ถูกต้อง ทุกครั้งหลังจับสิ่งของ หลังกลับจากนอกบ้าน และก่อน-หลังทานอาหาร และควรใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดอื่น ๆ เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือ แอลกอฮอล์เจลความเข้มข้น 70% ขึ้นไป ในกรณีที่ออกไปนอกบ้าน หรือเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ของบ้านเพิ่มเติม เช่น ห้องนั่งเล่น, โต๊ะทานข้าว เป็นต้น

  1. ควรดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน

แค่การดื่มน้ำหรือจิบน้ำบ่อย ๆ ตลอดวัน ก็ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่ แต่ที่สำคัญคือ ต้องหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ หรือหลอดร่วมกับคนอื่นเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการรับเชื้อ-แพร่เชื้อระหว่างกันได้

  1. กินอาหารมากวิตามิน

เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดโอกาสเจ็บป่วย

– กลุ่มวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม มะขามเทศ เกรปฟรุต สตรอเบอร์รี่ กระเจี๊ยบ ดอกขี้เหล็ก ยอดมะขาม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

– กลุ่มวิตามินอี เช่น ไข่แดง ปลาทูน่า ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

– กลุ่มพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น กระเทียม หัวหอม ขิง ข่า ขมิ้นชัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรง และพื้นฐานโภชนาการที่สำคัญที่สุดคือ ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ปรุงสุกสดใหม่และสะอาดปลอดภัย รวมทั้งต้องใช้ช้อนกลางเสมอแม้จะอยู่ที่บ้าน เพื่อสุขอนามัยที่ดีทั้งครอบครัว

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

วันละ 30-60 นาที ช่วยเสริมกำลังกล้ามเนื้อและสร้างสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย แน่นอนว่าในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ทุกคนควรหลีกเลี่ยงการไปออกกำลังกายในที่ที่มีคนแออัด เช่น ฟิตเนส สนามกีฬา สระว่ายน้ำ แต่เรายังสามารถเลือกออกกำลังกายที่บ้านได้ง่ายๆ (Work Out at Home) ด้วยการออกสเตปขณะทำงานบ้าน เช่น ตากผ้าพร้อมสควอตเกร็งกล้ามเนื้อขา ถูบ้านโยกซ้ายขวาเผาผลาญพลังงาน เช็ดพื้นด้วยท่าแพลงก์หน้าไร้พุง ขัดห้องน้ำลุกนั่งกระชับสัดส่วน เป็นต้น หรือเลือกออกกำลังกายง่าย ๆ เช่น ซิตอัปบนเตียง ดูซีรี่ส์พร้อมปั่นจักรยานอากาศ ยกขวดน้ำสร้างกล้ามแทนดัมเบล เป็นต้น ช่วงที่ต้องอยู่บ้านนี้ เป็นโอกาสดีที่จะชวนทุกคนมาช่วยกันทำงานบ้าน เพราะได้ประโยชน์ถึง 3 ต่อ คือ ได้ทำความสะอาดครั้งใหญ่ ได้เชื่อมความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และยังได้สุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน

  1. ทำอารมณ์ให้แจ่มใส

จากข้อมูลข่าวสารหลากหลายแหล่ง ทำให้การเสพข่าวในช่วงนี้อาจกระทบสุขภาพจิตใจหลายคนให้แย่ลง จากความเครียด วิตกกังวล และความหวาดกลัว จึงควรเลือกรับข่าวสารอย่างมีสติ ตรวจสอบและเลือกอ่านข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น อีกวิธีคลายเครียด คือใช้โอกาสช่วงนี้ในการเริ่มพัฒนาทักษะ หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ เช่น ลงเรียนคอร์สออนไลน์ อ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ฝึกทำอาหาร ปลูกต้นไม้ ฝึกเต้น เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีพื้นฐานสำหรับการดูแลสุขภาพ และสุขอนามัย ที่ทุกคนในครอบครัวควรปฏิบัติ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ต้องหมั่นสังเกตอาการของตัวเองและทุกคนในครอบครัวเสมอ หากพบว่ามีไข้สูงกว่า 37.5 องศา ไอแห้ง เจ็บคอ หรือหายใจติดขัดหรือเหนื่อยหอบ ให้ตั้งสติ แต่ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทันที เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อ สิ่งที่ควรทำคือ การโทรปรึกษาแพทย์ หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 เพื่อรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ

 

อาหาร 5 หมู่

อาหาร 5 หมู่ คือ กลุ่มอาหาร 5 ประเภทที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ให้พลังงาน เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานปกติ 

อาหาร 5 หมู่ มีอะไรบ้าง หาได้จากแหล่งอาหารประเภทใด? 

ตามหลักโภชนาการมีการแบ่งสารอาหารต่างๆ ออกเป็น 5 ประเภท หรือที่เรียกว่า “อาหาร 5 หมู่” ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีหน้าที่ในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่เมื่อมาประกอบรวมกันแล้ว จะทำให้อวัยวะตลอดถึงภูมิคุ้มกันภายในร่างกายทำงานเป็นปกติ สำหรับประเภท และประโยชน์ของอาหาร 5 หมู่ มีดังนี้

อาหารหมู่ที่ 1 : โปรตีน ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม ถั่ว สาหร่าย ธัญพืช ฯลฯ

ประโยชน์ของโปรตีน 

– ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย มีภูมิต้านทานโรค

– ช่วยเสริมสร้างใยคอลลาเจนใต้ผิวหนัง และเชื่อมสมานเซลล์ให้ยึดติดกัน

– ควบคุมการทำงานของร่างกาย ทำให้เนื้อเยื่อ เซลล์ และระบบภูมิคุ้มกันสมดุล

อาหารหมู่ที่ 2 : คาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อาหารประเภทแป้ง ข้าวชนิดต่างๆ เผือก มัน น้ำตาล ขนมปัง ฯลฯ 

ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต

– ให้พลังงานแก่ร่างกาย ทำให้เรามีเรี่ยวแรงในการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ ความอบอุ่นแก่ร่างกาย 

– ให้ความอบอุ่น และช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย 

– ช่วยให้สมองดึงกลูโคสมากระตุ้นทำงานอย่างสมดุล ทำให้อารมณ์ไม่แปรปรวนง่าย 

อาหารหมู่ที่ 3 : เกลือแร่ ได้แก่ แร่ธาตุ รวมถึงพืชผัก ผักใบเขียว กากใย และผักที่มีผลสีต่างๆ ฯลฯ

ประโยชน์ของเกลือแร่

– ทำให้ผิวพรรณสดใส ลำไส้ทำงานได้ตามปกติ ส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย

– สร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค และทำให้อวัยวะร่างกายทำงานปกติ

– ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก และฟันให้แข็งแรง

อาหารหมู่ที่ 4 : วิตามิน ได้แก่ ผลไม้จากธรรมชาติชนิดต่างๆ

ประโยชน์ของวิตามิน 

– ใยอาหารจากผลไม้ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย และการย่อยอาหาร

– บำรุงผิวหนัง สุขภาพเหงือก และฟันให้แข็งแรง 

– ทำให้สุขภาพแข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยบ่อย

อาหารหมู่ที่ 5 : ไขมัน ได้แก่ ไขมันจากพืช และสัตว์ เนย มาการีน ฯลฯ

ประโยชน์ของไขมัน 

– ป้องกันไม่ให้อวัยวะภายในร่างกายบาดเจ็บ

– ให้พลังงานและมอบความอบอุ่น ทำให้ร่างกายดึงพลังงานมาใช้ในยามจำเป็น

– ทำหน้าที่ช่วยดูดซึมวิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน เพื่อนำไปเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย

อาหาร 5 หมู่มีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ในแต่ละวันจึงควรบริโภคเมนูอาหาร 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน หากกินอาหารไม่ครบ 5 หมู่เป็นประจำ ทำพฤติกรรมเช่นนี้ติดต่อกันนานๆ ก็จะทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำ ผิวพรรณไม่สดใส ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและโรคต่างๆ ได้

 

ยาเสพติดคืออะไร

ยาเสพติด หมายถึงยาหรือสารเคมีหรือวัตถุชนิดใดๆที่ อาจเป็นผลิตภณัฑ์จากธรรมชาติหรือจากการสังเคราะห์ซึ่งเมื่อเสพ เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธีการกิน ดม สูบ ฉีด หรือวิธีใด ๆ ก็ตาม เป็นช่วงระยะเวลา หรือนานติดกันจนทาให้ร่างกายทรุดโทรมและ ตกอยู่ใต้อำนาจหรือเป็นทาสของสิ่งนั้น ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หรือจิตใจเพียงอย่างเดียว

ประเภทของส่ิงเสพติด

     แบ่งตามลักษณะการผลิต

– ส่ิงเสพติดท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเช่น ฝิ่น กัญชา ฯลฯ -สิ่งเสพติดสังเคราะห์ได้แก่สิ่งเสพตดิที่ผลติด้วยกรรมวิธี

ทางเคมี เช่น เฮโรอีน มอร์ฟีน ฯลฯ

 แบ่งตามลักษณะการออกฤทธ์ิต่อระบบประสาท

– ประเภทออกฤทธิ์กดประสาท จะมีฤทธ์ิทาให้สมองมึนงง

ประสาทชา ง่วงซึม ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน

– ประเภทออกฤทธ์ิกระตุ้นประสาทจะมีฤทธิ์ทาให้เกิดอาการ

ตื่นเต้นตลอดเวลาไม่รู้สึกง่วงนอนแต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาผู้

เสพจะหมด ได้แก่ แอมเฟตามีน หรือยาม้า กระท่อม

– ประเภทออกฤทธิ์หลอนประสาท จะมีฤทธิ์ทาให้เกิดอาการ

ประสาทหลอนเห็นภาพ ลวงตาหูแว่ว อารมณ์แปรปรวน

ได้แก่ แอลเอสดี หรือ เหล้าแห้ง เห็ดขี้ควาย

– ประเภทออกฤทธิ์กดประสาท และหลอนประสาทด้วย

ได้แก่ กัญชา

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ติดยาเสพติด

-จากการถูกชักชวนจากการอยากทดลอง อยากรู้อยากเห็น อยากรู้ อยากสัมผัส จากการถูกหลอกลวง

-เหตุทางกาย ความเจ็บป่วยทางกาย เช่น ต้องถูกผ่าตัดหรือเป็น โรคปวดศรีษะ เป็นหืด เป็นโรคประสาทได้รับ ความทรมานทางกายมากผู้ป่วยต้องการบรรเทา พยายามช่วยตัวมานานแต่ก็ไม่หายจึงหันเข้าหายาเสพติด จนติดยาในท่ีสดุจากความคึกคะนอง บุคคลประเภทน้ีคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งจากส่ิงแวดล้อม เช่น สถานท่ีอยู่อาศัยแออัด เป็นแหล่งสลัม หรือเป็นแหล่งที่มีการเสพและค้ายาเสพตดิภาวะทางเศรษฐกิจ บีบคั้นจิตใจ

เยาวชนกับยาเสพติด

เมื่อพูดถึงปัญหายาเสพติด คนส่วนใหญ่ก็มักจะมุ่งความสนใจไปที่กลุ่มผู้ผลิตผู้ค้า และผู้เสพยาเสพติด โดยเฉพาะผู้เสพยาเสพติดท่ีเป็นเยาวชน ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงจึงทำให้ทุกฝ่าย ไม่ว่า จะเป็นบิดามารดา ครู ผู้ปกครอง องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนสื่อมวลชนต่างก็ให้ความสนใจท่ีจะเข้ามามีส่วนร่วมในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการพยายามสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เด็กและเยาวชนให้มีชีวิตที่ดีงาม ห่างไกลจากยาเสพติด ซึ่งต้องระมัดระวังทั้งในเรื่องของการสรรหา วิธีการและเลือกเฟ้นเนื้อหา ข้อความท่ีเข้าถึงเยาวชนได้ตรงจุด ทั้งน้ี เพราะเด็กและเยาวชนนั้นจะมีลักษณะพิเศษ เช่น ไม่ชอบให้ใครว่า กล่าว ตักเตือนตรง ๆ โดยเฉพาะผู้ใหญ่แต่จะรับข่าวสารข้อมูล ได้ มากขึ้นถ้าเยาวชนด้วยกันเป็นผู้ให้ข่าวสารข้อมูลนั้น หรือตนเอง เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสื่อสารด้วย

ติดกีฬาก็มีความสุขได้

การเล่นกีฬาไม่ใช่เป็นแต่เพียงกิจกรรมทางเลือก ท่ีเบี่ยง-เบนความสนใจของเยาวชนให้ห่างไกลยาเสพติดเท่าน้ัน แต่ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เชื่อว่าการออกกาลังกายหรือ การเล่นกีฬานั้น จะทำให้ต่อมไร้ท่อใต้สมองหลั่งสารเคมีชนิดหนึ่งชื่อ “เอนโดฟนี ” ออกมา ซึ่งสารชนิดน้ีจะทำให้รู้สึกสดชื่น และเป็นสุข ผู้ที่ออกกำลังกาย อยู่เสมอจึงมีสุขภาพแข็งแรง สมบรู ณส์มกับที่กล่าวว่า “กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ”ดังน้ัน จึงควรท่ีจะช่วยกัน

ส่งเสริมให้เยาวชนได้ออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อให้มีสาร“เอนโดฟีน”อยู่ในร่างกายเกิดความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาเสพติด

    การป้องกันการติดยาเสพติด

-ป้องกันตนเอง ไม่ใช้ยาโดยมิได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และจงอย่าทดลอง เสพยาเสพติดทุกชนิดโดยเด็ดขาด เพราะติดง่าย หายยาก

-ป้องกันครอบครัว ควรสอดส่องดูและเด็กบุคคลในครอบครัวหรือท่ีอยู่รวมกัน อย่าให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ต้องคอยอบรม ส่ังสอนให้รู้ถึงโทษและภัยของยาเสพติด หากมีผู้เสพยาเสพติดในครอบครัวจงจัดการให้เข้ารักษาตัวท่ีโรงพยาบาล

-ป้องกันเพื่อนบ้าน โดยช่วยชี้แจงให้เพื่อนบ้านเข้าใจถึงโทษ และภัยของยาเสพติดโดยมิให้เพื่อนบ้านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต้องถูกหลอกลวงและหากพบว่าเพื่อนบ้านติดยาเสพติดจลช่วยแนะนำให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

-ป้องกันโดยให้ความร่วมมือกับทางราชการ เมื่อทราบว่าบ้าน

ใด ตาบลใดมียาเสพติดแพร่ระบาด ขอให้แจ้งเจ้าหน้าท่ี ตารวจ ทุกแห่งทุกท้องที่ทราบ

ยาเสพติดป้องกันได้

  1. ป้องกันตนเองทำได้โดย
  • ศึกษาหาความรู้ เพื่อให้รู้เท่าทันโทษพิษภัยของยาเสพติด 
  • ไม่ทดลองใช้ยาเสพติดทุกชนิดและปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน
  • ระมัดระวังเรื่องการใช้ยา เพราะยาบางชนิดอาจทำให้เสพ

ติดได้

  • ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
  • เลือกคบเพื่อนดี ที่ชักชวนกันไปในทางสร้างสรรค์
  • เมื่อมีปัญหาชีวิต ควรหาหนทางแก้ไขที่ไม่ข้องเกี่ยวกับ

ยาเสพติด หากแก้ไขไม่ได้ควรปรึกษา ผู้ใหญ่

  1. ป้องกันครอบครัว ทำได้โดย..
  • สร้างความรัก ความอบอุ่นและความสัมพันธ์อันดี

ระหว่างสมาชิกในครอบครัว

  • ดูแลสมาชิกในครอบครัวไม่ให้ข้องเก่ียวกับยาเสพติด
  • ให้กาลังใจและหาทางแก้ไข หากพบว่าสมาชิกใน ครอบครัวติดยาเสพติด
  1. ป้องกันชุมชนทำได้โดย
  • ช่วยชุมชนในการต่อต้านยาเสพติด
  • เมื่อทราบแหล่งเสพ แหล่งค้า หรือผลิตยาเสพติด ควรแจ้งให้เจ้าหน้าท่ีทราบทันที

 

วีดีโอประจำเดือนตุลาคม

 

อื่นๆ

เมนู