โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1ตำบล 1 มหาวิทยาลัย)

“โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้กับประเทศ”

หลักสูตร HS05 การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน

ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์

     ข้าพเจ้า นางสาวพรพรรณ สงคราม ผู้ปฏิบัติงานประเภทประชาชน เป็นผู้ปฏิบัติงานประจำตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ หลักสูตร HS05 : การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้กับประเทศ

จากการที่เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 เวลา 08:00 – 17:00น. ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมอบรมกิจกรรมการส่งเสริมการอยู่ได้อย่างพอเพียงการทอผ้าไหมยกขิดดอก ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์  และในกิจกรรมได้มีการเชิญวิทยากรคุณอุทัยทิพย์ บุญญาคุณานนท์ มาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำอาชีพอิสระ โดยอาชีพอิสระที่สร้างรายได้ได้มากในช่วงนี้คือ

– การขายของออนไลน์

– ฟู้ดเดลิเวอรี่

– ยูทูปเบอร์

– การออกแบบ

– ตัดเย็บเสื้อผ้า

– การให้คำปรึกษาหมอดู, ทนายความ

– การเขียนรีวิวลงบนโลกอินเทอร์เน็ต เช่น การรีวิวร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว

– การเกษตร เช่น การเพาะชำต้นไม้ขาย ปลูกผักขาย

– อาชีพที่ใช้ความรู้เทคนิคเฉพาะด้าน

ข้าพเจ้ามีความสนใจเป็นอย่างมากในเรื่องของการทำการเกษตร เพราะพื้นเพ ตั้งแต่สมัยก่อนของประชาชนตำบลเมืองแฝก ยึดอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก เช่น การทำนาปลูกข้าว ทำไร่ต่างๆ

การทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจแบบพอเพียง เป็นการใช้หลักการทำเกษตรแบบการปลูกพืชหลายๆ ชนิดเน้นความหลากหลายของพันธุ์พืช การทำเอง กินเอง ใช้เอง ใช้ทรัพยากรที่มีในไร่นา ในชุมชน พึ่งตนเองให้มากที่สุดจึงค่อยส่งภายนอก มีการวางแผนการผลิตและการดำเนินชีวิต อยู่พร้อมหน้ากัน เข้าใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น (ปุ๋ยชีวภาพ) เรียนรู้(ธรรมชาติ) ค้นคว้า ทดลอง พัฒนา ซึ่งเทคนิค/รูปแบบวิธีการทำเกษตรพอเพียง เน้นการไม่พึ่งสารเคมีในไร่นาของตนเอง นำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดการทำเกษตรพอเพียงตามธรรมชาติแบ่งตามระดับพื้นที่ต่างๆ 3 รูปแบบ ดังนี้
ที่สูง : ปลูกพืชแบบขั้นบันได
การปลูกพืชตามแนวระดับ / การปลูกพืชแบบขั้นบันไดวิธีการปลูกจะทำการปลูกตามแนวขั้นบันไดเป็นแนวลงมา พืชที่ปลูกควรจะเป็นพืชตระกูลถั่ว จะเอื้อประโยชน์ได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ ใบสามารถทำปุ๋ยได้และให้แร่ธาตุสูง
ข้อสังเกต ไม้ในประเทศไทยแบ่งตามวิชาการป่าไม้ มีอยู่ 3 ระดับ คือ

ก. ไม้เรือนยอด จะอยู่สูงมากกว่าต้นไม้อื่น ๆ
ข. ไม้พุ่ม จำพวกไม้ไผ่ หรือไม้ขนาดกลาง
ค. ไม้หน้าดิน เช่น พวกหญ้า สมุนไพรต่าง ๆ
พืชทั้งสามชนิดจะเกื้อกูลกันพึ่งพาอาศัยกันตามธรรมชาติของผืนป่า โดยไม่จำเป็นต้องไปรดน้ำใส่ปุ๋ย มันสามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง

 การทำไร่สวนผสมเพื่ออะไร
ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ได้ใช้สารเคมีทางการเกษตรเข้ามาใช้เป็นปัจจัยการผลิตให้เห็นอยู่ทั่วไป ทั้งในรูปของ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเร่งดอก เร่งผลฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มผลผลิตที่ตลาดต้องการนั่นเอง ถ้าเป็นผลไม้ต้องมีผลสวย ไม่มีริ้วรอยของแมลงและหนอนเจาะหรือยังคงสดอยู่ได้นาน ดังนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จึงต้องหันมาพึ่งสารเคมีเหล่านี้มากขึ้นยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละปี ปริมาณการใช้สารเคมีก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิตของเกษตรกรเองให้สูงขึ้นไปด้วยตลอดจนยังส่งผลไปสู่ผู้บริโภคเช่นกัน คือผลผลิตที่ได้นั้นจะมีสารเคมีตกค้างอยู่ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคเข้าไป แม้กระทั่งตัวของเกษตรกรเองก็ได้รับ
สารพิษโดยตรงจากการสูดดม จากกการสัมผัสที่สำคัญสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ก็ถูกทำลายไปอย่างช้าๆจุดเริ่มต้นของการเกษตรกรเปลี่ยนวิถีการผลิตการพึ่งสารเคมีมาใช้วิธีการแบบธรรมชาติ หรือแบบผสมผสานนั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นการลดพิษภัยจากสารเคมีตกค้าง และปนเปื้อนในผลผลิตที่มีผลกระทบรุนแรงต่อผู้บริโภคในปัจจุบันเท่านั้น แต่รวมไปถึงยังช่วยฟื้นฟูพื้นที่ทางการเกษตร และสภาพแวดล้อม สภาพดินที่เสื่อมคุณภาพ น้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่น่าเป็นห่วงหากเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่เพียงแต่จะเป็นผลกระทบต่อตัวเกษตรกรโดยตรงเท่านั้นแต่ในระยะยาวนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อชีวิตคน ทั้งในชุมชน คนทั้งประเทศ โดยอยู่ในรูปแบบของในน้ำ ในดิน อากาศ ที่ตะรับเข้าสู่ร่างกายต่อไป ดังนั้น การทำไร่สวนผสมฉบับนี้ เป็นการทำไร่สวนผสมที่เป็นทางเลือกหนึ่ง เพื่อที่จะลดปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้น

ไร่สวนผสมเป็นอย่างไร
คือ การปลูกไม้ยืนต้นหลายๆ ชนิดในพื้นที่เดียวกันปะปนกันไป จะให้ความสำคัญกับพืชทุกชนิด ไม่เน้นการปลูกชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น เช่น การปลูกพืชไร่ พืชผักพื้นบ้านต่างๆ แซมในแถวผลไม้ พืชที่ปลูกจะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพืชแต่ละชนิด มีการพึ่งพาอาศัยกันทั้งในแง่การควบคุมโรคแมลง การให้ร่มเงา การให้ความชื้น และธาตุอาหารซึ่งกันและกันส่วนใหญ่ทำกันในพื้นที่ดอน โดยการปลูกพืชแซมในช่วงที่ผลไม้ยังเล็กอยู่ อาจมีการผสมผสานการเลี้ยงสัตว์ด้วยเป็นการทำสวนที่มีความหลากหลาย เกื้อกูล รักษาความสมดุลให้กับพื้นที่ เป็นการลดความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ รวมทั้งด้านการตลาด เนื่องจากมีผลผลิตหลายชนิด หลายช่วงทำให้มีรายได้จากหลายทาง ทั้งระยะสั้น และระยะยาว

  รูปแบบการทำไร่สวนผสม
การทำไร่สวนผสมนั้น ดังได้กล่าวแล้วว่าเป็นการปลูกพืชหลายๆ ชนิดในพื้นที่เดียวกันแต่มิได้หมายความว่าจะปลูกตรงไหนก็ได้ตามความพอใจ ต้องมีการวางแผนพอสมควร คือ ขั้นแรกต้องมีการวางแผนการปลูกก่อน พืชชนิดไหนเป็นพืชหลัก พืชชนิดไหนเป็นพืชแซม พืชชนิดไหนช่วยไล่แมลง พืชชนิดไหนช่วยปรับปรุงดิน ควรจัดลำดับผลผลิตที่จะได้ก่อนหลัง และปลูกผสมในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญควรคำนึงถึงพืชที่ใช้บริโภคเป็นอาหารในบ้านเป็นหลัก
การทำไร่สวนผสมจึงมีหลักง่ายๆ ดังต่อไปนี้
– การวางแผนการปลูกพืช ดังกล่าวไว้ว่าแล้วต้องวางแผนการปลูก ว่าจะปลูกพืชชนิดใดให้ผลผลิตช่วงไหน เพื่อให้ผลผลิตต่อเนื่อง จะปลูกพืชชนิดใดไว้ส่วนใดของไร่จึงจะเหมาะสมเช่นพวกที่ต้องการน้ำมากก็เอาไว้ที่ต่ า ที่ต้องการน้ำน้อยเอาไว้ที่สูง การวางผังของไร่สวนผสมปฏิบัติคล้ายกับทำไร่สวนทั่วไป คือ ปลูกระยะห่าง 8X8 เมตร (25ต้นต่อไร่) แต่การท าไร่สวนผสมแตกต่างกันที่ การปลูกพืชหลายชนิด และพืชผักสำหรับการบริโภคในครอบครัวเสริมเข้าไปในพื้นที่ วิธีการปลูกแบบนี้ เป็นการลดปัญหาเรื่องของโรคแมลงระบาด และลดรายจ่าย – เพิ่มรายได้ในครอบครัว
– การเตรียมหลุม ควรเตรียมหลุมอย่างน้อย 1 เดือนก่อนฝนตกโดยขุดหลุมกว้าง 1เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 1 เมตร แยกดินชั้นล่าง ชั้นบนไว้คนละกองตากดินไว้ 15 – 20วัน แล้วผสมด้วยปุ๋ยคอกกับเศษฟางเดินชั้นบนลงก่อน แล้วจึงเอาดินชั้นล่างลงตาม ทิ้งไว้จนดินยุบพอสมควรแล้วจึงปลูกต้นไม้ได้
– ปลูกกล้วยควบคู่ไปกับการปลูกพืชหลัก โดยเฉพาะพื้นที่แห้งแล้ง เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่เก็บน้ำได้ดีในหน้าแล้งต้นไม้อื่นๆ จะสามารถดึงเอาน้ำจากต้นกล้วยไปใช้ได้ ควรปลูกต้นกล้วยไว้ด้านตะวันตกของไม้ผล เพื่อเป็นร่มเงาในช่วงแดดจัด
– ปลูกพืชไร่แซมในช่วงที่ไม้ผลยังเล็กอยู่ หลังจากปลูกต้นกล้วยและไม้ผลเสร็จแล้วเช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง สามารถปลูกแซมระหว่างแถวไม้ผลได้ และปลูกพืชสวน เช่น ชะอม มะเขือพวง พริก ข่า ตะไคร้ มะกรูด และผักสวนครัวต่างๆ เป็นพืชอาหารและรายได้ระยะสั้นได้
– ควรปลูกพืชคลุมดินในฤดูแล้ง หากในสวนไม่มีแหล่งน้ำมาใช้ในสวนช่วงหน้าแล้งเพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดินให้นานที่สุด ควรปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วดำ ถั่วแป๋มะแฮะ ถั่วฮามาต้า พืชเหล่านี้จะป้องกันดินแห้ง ขณะเดียวกันจะช่วยปรับปรุงดิน และเก็บผลผลิตได้

– ควรปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วเป็นแนวกันลม เช่น สะเดา ขี้เหล็กบ้าน กระถินณรงค์ มะขามเทศ ไผ่รวก ฯลฯ โดยปลูกชิดติดกันเป็นแนวรอบสวน เพื่อช่วยกันลมเป็นไม้ไว้ใช้สอย และยังสามารถตัดกิ่งก้านทำฟืน หรือเผาถ่าน และใบใช้คลุมดินเป็นเป็นปุ๋ยให้กับพืชชนิดอื่นต่อไป

องค์ประกอบของไร่ส่วนผสม
ในไร่สวนผสมนั้นเป็นกิจกรรมที่ปลูกไม้ผลยืนต้น ผสมผสานกับพืชล้มลุก และเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ วัว ควาย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกื้อกูลกันได้ระหว่างพืชกับพืช สัตว์กับพืช ดังนั้นในไร่สวนผสมจึงประกอบไปด้วย
(1) ไม้ผลยืนต้น เช่น มะม่วง ส้มโอ ขนุน มะขาม น้อยหน่า ลิ้นจี่ ลำไย มะยม กระท้อน ละมุด ไผ่ตง ฯลฯ
(2) พืชไร่ เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง ข้าวไร่ ถั่วเขียว ถั่วแป๋ซึ่ง เป็นพืชที่ใช้ปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน
(3) พืชผัก เช่น ชะอม มะเขือพวง ตำลึง มันเทศ ถั่วฝักยาว พริก ตะไคร้ ขิง ข่า
(4) สัตว์เลี้ยง เช่น ไก่พื้นเมือง วัว ควาย ฯลฯ
(5) พืชพี่เลี้ยงใช้บังร่ม แนวกันลม เช่น กล้วย กระถิน มะแฮะ สะเดา ขี้เหล็ก

วิธีการทำไร่ส่วนผสมให้ได้ผลผลิตดี
(1) เตรียมดินก่อนปลูก ควรขุดหลุมทิ้งไว้ก่อน 2 – 3 เดือน เพื่อให้ดินมีอินทรีย์วัตถุสูงขุดดินชั้นบนกองไว้ด้านหนึ่ง ส่วนดินที่อยู่ชั้นล่างขุดออก นำหญ้าแห้ง 1 ปิ๊บใส่ก้นหลุม ปุ๋ยคอก 1ปิ๊บ วางทับบนหญ้าแห้งแล้วตามด้วยดินชั้นบนที่กองนำมาถมไว้บนหญ้าแห้ง ทิ้งไว้ 2 – 3 เดือน จะทำให้ปุ๋ยคอกสลายตัวพร้อมที่จะเป็นอาหารของพืชได้ ก่อนจะปลูกพืชต้องคลุกดินในหลุมและรดน้ำก่อน เพื่อให้ดินชุ่มชื้น
(2) การคลุมโคนต้น เมื่อกล้าไม้อายุได้ 2 – 3 เดือน ใช้กิ่งไม้ ใบกล้วยแห้ง หญ้า ฟางหรือวัสดุอื่นๆ ที่ย่อยสลายได้คลุมโคนต้นโดยรอบให้ห่างจากต้นประมาณ 1 ฟุต ให้หนาพอที่จะป้องกันแสงแดด และลมโกรกผิวหน้าดินลดการระเหยของน้ำ และควบคุมวัชพืชไม่ให้งอกงามได้
(3) ระหว่างแถวไม้ผลควรมีไม้บังร่มเป็นพืชพี่เลี้ยง ช่วยลดแสงแดดจัดรักษาความชื้นให้กับดินได้ พืชที่ใช้บังลมได้ดี เช่น ต้นกล้วย ทองหลาง การปลูกไม้ผลระหว่างต้นกล้วย ควรขุดหลุมสำหรับปลูกไม้ผลขนาด 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ห่างต้นกล้วย 2.5 เมตร แล้วนำเศษวัชพืชมารองก้นหลุมเพื่อเป็นปุ๋ยหมักรองที่ก้นหลุมทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน รอให้ฝนตกชะล้างหน้าดินลงหลุม แล้วจึงจะปลูกไม้ผลตามที่ต้องการได้

(4) นอกจากนี้สามารถปลูกไม้ผลใกล้กอไม้ที่ตายแล้ว เพื่อให้รากที่เน่าเปื่อยของต้นที่ตายแล้วเป็นปุ๋ยอย่างดีของไม้ผลที่ปลูก
(5) ปลูกพืชตระกูลถั่ว ช่องว่างระหว่างแนวต้นกล้วยและไม้ผลเพื่อเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน
(6) เลี้ยงสัตว์ในไร่ เช่น วัว ไก่ จะช่วยกำจัดแมลง และวัชพืช และได้ปุ๋ยจากมูลสัตว์ในการบำรุงดินและพืชอีกด้วย

ที่มา:http://www3.oae.go.th/rdpcc/images/filesdownload/km/Knowledge/agricultural/19.pdf

ศูนย์ประสานงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์ประเมิน สำนักงานเศรษกิจการเกษตร

อื่นๆ

เมนู