ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ข้าพเจ้า นายวิษณุกร บุ้งทอง ผู้ปฏิบัติงานประเภทประชาชน ในโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้กับประเทศ หลักสูตร HS05 การทอผ้าไหมลายขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เข้าอบรมในกิจกรรมออกแบบผ้าไหมลายขิดยกดอก ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ณ บ้านหนองครก ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการออกแบบ คือ ดร.สินีนาฏ รามฤทธิ์ มาให้ความรู้แก่คนที่เข้าร่วมอบรม ซึ่งเรื่องที่อบรมมีรายละเอียดดังนี้

ลวดลายผ้าทอ ลวดลายผ้าเป็นสัญลักษณ์ที่แตกต่างจากสัญลักษณ์ในพิธีกรรม เพราะลวดลายผ้า สร้างความหมายให้แก่โลกสามัญ ในขณะที่สัญลักษณ์ในพิธีกรรมสร้างความหมายให้แก่โลกศักดิ์สิทธิ์ หากแต่สัญลักษณ์ต่างก็มุ่งให้การสื่อและแสดงออกเหมือนกัน ลวดลายเป็นสื่อสำคัญที่สร้างคุณค่าและความแตกต่างเชิงความงามให้กับผ้า เป็นการรับรู้เชิงสัญลักษณ์ที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของมนุษย์ และลวดลายผ้ายังแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ในอดีตการผลิตลวดลายผ้าสามารถจำแนกความเป็นหญิงชายได้โดยถูกกำหนดให้มีรูปแบบประเภทของผ้าที่แตกต่างกัน คือ ผู้ชายจะใช้ผ้าขาวม้า ผ้ามน ผ้าโสร่ง กางเกงที่แสดงถึงลักษณะของความเป็นชาย ส่วนผู้หญิงจะมีผ้าซิ่นที่แสดงความเป็นหญิง และลวดลายผ้ายังเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิง คือผู้หญิงอีสานนั้นนิยมนุ่งซิ่นหรือผ้าซิ่น ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยจะทอผ้าให้มีลวดลายแตกต่างกันออกไปเพื่อใช้สำหรับทำผ้าซิ่นตามกรรมวิธีการทอ และลวดลายของผ้าทอเกิดจากการลอกเลียนแบบธรรมชาติ หรือตามจินตนาการของผู้ทอ ซึ่งลวดลายจะบอกถึงเอกลักษณ์ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นที่ถ่ายทอดออกมาผ่านลวดลายได้ และลวดลายบนผ้าทอนั้นเป็นงานศิลปะที่มีความละเอียดงดงาม เป็นสิ่งสะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชนและสังคมของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

การออกแบบลวดลายผ้าทอในภาคอีสาน ช่างทอผ้าจะจดจำลวดลายที่สืบทอดกันต่อมา ซึ่งบางลวดลายก็เป็นแบบพื้น ๆ เรียบง่าย บางลวดลายก็ซับซ้อนทั้งลวดลายและหลากสี การที่สามารถออกแบบลวดลายได้ซับซ้อนหลากสีนั้นเป็นการแสดงฝีมือของผู้ทอ ในอดีตภาคอีสานนั้นจึงพยายามแข่งขันประชันความประณีตและความงามของลวดลายผ้ากันด้วย และโครงสร้างของลวดลาย เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างเส้นและหน่วยลายแต่ละหน่วยลายประกอบขึ้นอย่างมีแบบแผน โดยมีกฎเกณฑ์กำหนดการจัดระเบียบลวดลายเริ่มต้นจากส่วนที่เล็กที่สุด ขยายเพิ่มเติมจนกลายเป็นหน่วยลายขนาดใหญ่ วิธีการขยายลวดลายนั้นมีด้วยกัน 2 แนวทาง คือ การขยายลวดลายในแนวตั้งและแนวนอน การขยายลวดลายในแนวนอนมีลักษณะไม่ซับซ้อนด้วยการซ้ำลวดลายเดียวกันทั้งแถว ทั้งส่วนภาพ ขนาดและสี วิธีการนี้เป็นวิธีหลักใน การสร้างโครงสร้างหน่วยลาย จากหน่วยลายกลายเป็นแถวหรือแนวหน่วยลายบรรทัดหนึ่งลวดลายและสัญลักษณ์ในผ้าไทยมีมากมาย บางลายก็มีชื่อเรียกสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน บางชื่อก็เป็นภาษาท้องถิ่น ไม่เป็นที่เข้าใจของคนไทยในภาคอื่นๆ บางลายก็เป็นชื่อที่เรียกกันมาโดยไม่รู้ประวัติ รวมถึงบางลายก็มีการคิดค้นขึ้นใหม่ ในสารานุกรมไทยได้ให้รายละเอียดลวดลายต้นแบบ สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลาย ดังนี้

1. ลายเส้นตรง หรือลายเส้นขาด เป็นลายเส้นที่มีเส้นขนานกันในทางตรงหรือทางขวาง เป็นลายผ้าที่ใช้กันโดยทั่วไปในแถบล้านนาตั้งแต่โบราณ ในบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะปรากฏอยู่ในผ้ามัดหมี่ทั้งไหมและฝ้าย โดยผ้ามัดหมี่อีสานบ่อยครั้งจะพบว่ามีลวดลายในลักษณะคล้ายฝนตกลงมาเป็นทางยาว หรือประดับที่ตีนผ้าจกเป็นเส้นขาดเหมือนฝนตก

2. ลายฟันปลา ลายฟันปลามักจะปรากฏอยู่บริเวณเชิงผ้าของตีนจกและผ้าขิดเสมอ
จนกลายเป็นลายเชิงของซิ่นมัดหมี่ของผ้าที่ทอในทุกๆ ภาคของประเทศไทย ลายฟันปลาอาจปรากฏในลักษณะทางขวางหรือทางยาวก็ได้ ในบางครั้งอาจพบการตกแต่งผ้ามัดหมี่ด้วยลายฟันปลาเต็มทั้งผืน

3. ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือลายกากบาท เป็นลายที่เกิดจากการขีดเส้นทางเฉียงหลายๆ เส้นตัดกันทำให้เกิดกากบาท หรือตารางสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหลาย ๆ รูปติดต่อกัน ลวดลายนี้พบอยู่บนผ้าจก ผ้าขิด และผ้ามัดหมี่ โดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย

4.ลายขดเป็นวงเหมือนก้นหอย หรือตะขอ ลายนี้พบทั่วไปบนผ้าจก ผ้าขิด และผ้ามัดหมี่ของทุกภาคในประเทศไทย ชาวบ้านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกลวดลายนี้ว่า ลายผักกูด

ลวดลายต้นแบบทั้ง 4 ลายข้างต้น เป็นลวดลายที่พบได้ในบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และยังพบว่าลวดลายต้นแบบเหล่านี้ยังปรากฏอยู่บนภาชนะเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่ขุดพบที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี อีกด้วย

ที่มาของลวดลาย

ที่มาของลวดลายบนฝืนผ้าในทุกท้องถิ่น มักจะมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1. เกิดจากอิทธิพลความเชื่อในพุทธศาสนา เนื่องจากศาสนามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของชาวอีสานช่างทอจึงได้แรงบันดาลใจจากงานศิลปกรรมของโบสถ์ วิหารมาดัดแปลงเป็นลวดลายบนผืนผ้า เช่นหน้าบันโบสถ์ ช่อฟ้า ใบระกา คันทวย ธรรมาสน์ ตลอดจนความเชื่อเรื่องพญานาคในตานานพุทธศาสนา

2. เกิดจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อม
2.1 ลายที่เกี่ยวกับสัตว์ มักจะถอดแบบมาจากสัตว์ที่รู้จักกันดี ทั้งสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง สัตว์ที่มีพิษ สัตว์ที่สวยงาม สัตว์ที่เป็นอาหาร สัตว์ที่เป็นพาหนะเช่น ลายเสือ ลายสิงโต ลายม้อม ลายนกยูง ลายไก่ ลายเป็ด ลายแมงงอด (แมงป่อง) ลายแมงมุม ลายงูเหลือม ลายเขี้ยวปลา ลายปีกไก่ เป็นต้น

2.2 ลายที่เกี่ยวข้องกับพืช ซึ่งพืชเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันของคนเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่มาของลวดลายพันธุ์ไม้บนเนื้อผ้า เช่น ลายหมากบก (กระบก) ดอกพุดซ้อน ลายงา ลายเนื้อไม้ ลายเม็ดแตง ลายดอกแก้ว ลายพิกุล ลายดอกจัน ลายดอกหนามแท่ง (คล้ายดอกพิกุล) ลายดอกสร้อย และลายดอกผักแว่น

2.3 ลายที่เกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ เช่น ลายขอ ลายขันหมาก ลายบั้งหลาม (กระบอกข้าวหลาม) ลายขนมเปียกปูน ลายกรรไกร ลายขาเปีย ลายคันไถ ลายกระจอน (ตุ้มหู) ลายจี้เพชร เป็นต้น

2.4 ลายที่เกี่ยวกับสภาพธรรมชาติ เช่น ลายภูเขา ลายแม่น้า ลายคลื่นน้ำ เป็นต้น

นอกจากที่รับฟังการบรรยายจาก ดร.สินีนาฏ รามฤทธิ์ แล้ว พวกเราที่เข้ารับการอบรมยังได้ทดลองออกแบบลวดลายผ้าอีกด้วย

อ้างอิง :

http://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/sompornrat/?page_id=138https://thaiunique.wordpress.com/ผ้าไทย/ลายผ้าไทย/ลายเส้นผ้าไทย

 

 

อื่นๆ

เมนู