บทความการปฏิบัติงาน เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล1 มหาวิทยาลัย)

ข้าพเจ้านางสาวศศิชา เเซ่ลิ้ม ผู้ปฏิบัติงานประเภทประชาชน ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ หลักสูตร HS05 การทอไหมขิดยกดอกเพื่อรักษาภูมิปัญญาและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชน เมื่อวันที่18กรกฎาคม 2564 ได้รับมอบหมายงานจากคณะอาจารย์ประจำหลักสูตร HS05 ได้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการประจำเดือนสิหาคม2564 ณ อาคาร25 ชั้น2ห้องประชุมมนุษย์สังคมวัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในหัวข้อเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมขิดยกดอกและการทำตลาดออนไลน์ ได้รับเกียรติโดยว่าที่ร้อยตรี อานนท์ ด่านดอน รองผู้จัดการบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ในครั้งนี้ ท่านวิทยากรได้แนะนำให้ความรู้หลักการคิดวิเคราะห์ในการลงทุนและหาผลกำไรในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมลายขิดยกดอก

โดยยกตัวอย่างให้ทีมงานผู้เข้าร่วมอบรมโครงการในครั้งนี้แบ่งกลุ่มเพื่อยกตัวอย่างการนำเสนอข้อคิดที่จะทำการลงทุนและหาผลกำไรยกตัวอย่างกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่คาดการณ์ว่าน่าจะสนใจสินค้าแปรรูปของเราในลักษณะใดบ้าง โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 คณะอาจารย์ในมหาวิทยาลัย กลุ่มที่ 2 ผู้ว่าราชการจังหวัด กลุ่มที่ 3 นักท่องเที่ยว กลุ่มที่4 ผู้เข้ามาพักหรือประชุมสัมมนาในโรงแรมพนมพิมาน โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้จะต้องยกตัวอย่างสินค้าแปรรูปผ้าไหมลายขิดยกดอกให้เป็นที่สนใจในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มที่ 1 กลุ่มเป้าหมายจากคณะอาจารย์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลิตภัณฑ์กระเป๋าใส่เอกสารแปรรูปจากผ้าไหมลายขิดยกดอก ให้มีลวดลายที่สวยงามทันสมัยใช้ได้ทั้งชายและหญิง ราคานำเสนอ 399-599 บาท กลุ่มที่ 2 กลุ่มเป้าหมายผู้ว่าราชการจังหวัด นำเสนอผลิตภัณฑ์เสื้อที่แปรรูปจากผ้าไหมลายขิดยกดอกหลากหลายลวดลายและมีลวดลายที่สวยงามที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง ราคานำเสนอ3,000บาท กลุ่มที่ 3 กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอเป็นผ้าพันคอที่แปรรูปจากผ้าไหมลายขิดยกดอกด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์สวยงามสามรถใช้ได้กับทุกเพศทุกวัยราคานำเสนอ 590-1,090 บาท กลุ่มที่4 กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าพักอาศัยในโรงแรมหรือประชุมสัมมนาผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอหน้ากากอนามัยที่แปรรูปจากผ้าไหมลายขิดยกดอก เป็นสินค้าที่ต้องใช้ในยุคโควิดและลดมลภาวะในอากาศได้ดีเพราะสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ราคานำเสนอ 250บาทขึ้นไป

เสร็จจากการคิดหาผลิตภัณฑ์และกลุ่มลูกค้าที่คิดว่าน่าจะสนใจในสินค้าของเรา เรายังต้องมาคิดถึงผลกำไรที่จะตามมาว่าเราจะได้ผลกำไรหรือขาดทุน เรายังต้องมาคิดด้วยว่าเราจะขายสิค้านี้ได้อย่างไรและการขายโดยวิธีใดบ้าง ช่องทางการขายสินค้าในยุคโควิดเราจะเน้นไปที่การขายออนไลน์ เช่น การนำสินค้าไปโพสต์ขายในสื่อโซเชียลต่างๆ ที่นอกเหนือจากการวางขายสินค้าหน้าร้าน

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 เวลา 09.00 – 12.00 น.ได้เข้าร่วมอบรมออนไลน์ ผ่านระบบ Google Meet ในหัวข้อเรื่อง การป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโควิด 19 โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์กนิษฐา จอดนอก อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์มาให้ความรู้ผ่านระบบออนไลน์แก่ผู้ร่วมอบรมในครั้งนี้

1. เชื้อก่อโรค : เชื้อไวรัสโคโรน่า (CoVs) เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว (single stranded RNA virus) ใน Family Coronaviridae มีรายงานการพบเชื้อมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1965 โดยสามารถติดเชื้อได้ทั้งในคนและสัตว์ เช่น หนู ไก่ วัว ควาย สุนัข แมว กระต่าย และสุกร ประกอบด้วยชนิดย่อยหลายชนิดและทำให้มีอาการ
แสดงในระบบต่างๆ เช่น ระบบทางเดินหายใจ (รวมถึงโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส; SARS
CoV) ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท หรือระบบอื่นๆ

2. ระบาดวิทยาของเชื้อ : เชื้อไวรัสโคโรน่า (CoVs) พบได้ทั่วโลก โดยในเขตอบอุ่น (temperate climates) มักพบเชื้อโคโรนาไวรัสในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ การติดเชื้อโคโรนาไวรัสอาจทำให้เกิดอาการในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ถึงร้อยละ 35 และสัดส่วนของโรคไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสอาจสูงถึงร้อยละ 15 การติดเชื้อพบได้ในทุกลุ่มอายุ แต่พบมากในเด็ก อาจพบมีการติดเชื้อซ้ำได้ เนื่องจากระดับ
ภูมิคุ้มกันจะลดลงอย่างรวดเร็วภายหลังการติดเชื้อ สำหรับการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ
ซาร์ส (SARS CoV) พบการระบาดปี พ.ศ. 2546 โดยพบเริ่มจากประเทศจีนแล้วแพร่กระจายไปทั่วโลก
พบรายงานผู้ป่วยโรคซาร์สทั้งสิ้นมากกว่า 8, 000 ราย และเสียชีวิตมากกว่า 750 ราย

3. ลักษณะโรค : – การติดเชื้อไวรัสโคโรน่าในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Coronaviruses) อาจทำให้เกิดอาการ
ไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไอ โดยในทารกที่มีอาการรุนแรง อาจมีลักษณะของปอด
อักเสบ (Pneumonia) หรือ หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ในเด็กโตอาจมีอาการของหอบหืด
(Asthma) ส่วนในผู้ใหญ่ อาจพบลักษณะปอดอักเสบ (Pneumonia) หลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic
bronchitis) หรือการกลับเป็นซ้ำของโรคหอบหืดได้ และอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงได้มากในผู้สูงอายุ
หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยพบการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการได้ในทุกอายุ และหากแสดงอาการ
มักพบร่วมกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น Rhinovirus, Adenovirus หรือเชื้ออื่นๆ
– การติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome;
SAR CoV) จะพบมีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรืออาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ แล้วมีอาการไอ และ
หอบเหนื่อยอย่างรวดเร็ว ซึ่งอัตราตายจะสูงขึ้นในผู้ป่วยสูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว – การติดเชื้อโคโรน่าไวรัสในระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Coronaviruses) มักพบบ่อยในเด็ก
แรกเกิด และทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี หรืออาจพบในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยพบเชื้อได้แม้ผู้ป่วย
ไม่แสดงอาการ และไม่มีฤดูกาลการเกิดโรคที่แน่นอน
4. ระยะฟักตัวของโรค : โดยเฉลี่ยประมาณ 2 วัน (อาจมีระยะฟักตัวนานถึง 3 – 4 วัน) สำหรับโรคซาร์สอาจใช้ระยะฟักตัว 4 – 7 วัน (อาจนานถึง 10 – 14 วัน)

5. วิธีการแพร่โรค : แพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัส (Contact) กับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ หรือ
แพร่กระจายเชื้อจากฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย (Droplet) จากผู้ป่วยที่มีเชื้อโดยการ ไอ หรือจาม

6. การป้องกัน : – ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ – รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ – ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย – แนะนำให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย ปิดปากปิดจมูกเวลา ไอ หรือจาม – ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ก่อนรับประทานอาหาร และหลังขับถ่าย – ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อลดความ
เสี่ยงในการติดโรค

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน มี 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ 1.วัคซีนชนิดสารพันธุกรรมได้แก่ เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้เทคโนโลยีใหม่สังเคราะห์สารพันธุกรรมเอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger RNA: mRNA) ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส วัคซีนจะทำหน้าที่พา mRNA เข้าเซลล์ และ กำกับให้เซลล์ผลิตสารโปรตีนสไปค์ของเชื้อไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อ วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Pfizer และ Moderna จากข้อมูลในปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณ 95% ป้องกันการป่วยรุนแรงและป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% วัคซีนของบริษัท Pfizer ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 3 สัปดาห์ ส่วน วัคซีนของบริษัท Moderna ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 4 สัปดาห์ 2. วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine) วัคซีนกลุ่มนี้ใช้ไวรัสที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น ไวรัสอะดีโน (Adenovirus)โดยนำมาดัดแปลงพันธุกรรมให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้ และใส่สารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด19 ติดไปด้วย เมื่อนำมาฉีดไวรัสพาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้มภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้างแอนติบอดีย์ต่อไวรัสโรคโควิด19 ตามสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นวัคซีนที่ไวรัสอะดีโนไม่แบ่งตัว แต่ยังจัดเป็นไวรัสที่มีชีวิตเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงยังไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้ ปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้ที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 แบรนด์

ได้แก่ ไวรัสอะดีโนของชิมแพนซี (Chimpanzee adenovirus) โดยบริษัท Astra Zeneca มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 70-80% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 (Human adenovirus type 5) โดยบริษัท CanSinoBio มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60%, ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 26 (Human adenovirus type 26) โดยบริษัท Johnson and Johnson มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 64-72% และ ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 และ 26 (Human adenovirus type 5 and26) โดยบริษัท Gamaleya ของรัสเซีย มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 90% 3.วัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein subunit vaccine) วัคซีนที่ผลิตโดยเทคโนโลยีนี้ ทั่วโลกมีความคุ้นเคยมานาน เพราะใช้ในการผลิตวัคซีนหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น ผลิตโดยการ สร้างโปรตีนของเชื้อไวรัส ด้วยระบบ cell culture, yeast, baculovirus เป็นต้น แล้วนeมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนตีบอดีต่อต้านโปรตีนสไปค์ของไวรัสโรคโควิด19 วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบันคือ วัคซีนแบรนด์ Novavax ซึ่งผลิตจาก baculovirus และใช้ Matrix M เป็นตัวกระตุ้นภูมิ มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60-90% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% 4.วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) วัคซีนกลุ่มนี้ผลิตโดยนำไวรัส 19 มาเลี้ยงขยายจำนวนมาก และนำมาทำให้เชื้อตาย การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทุกส่วน เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค เพราะเชื้อตายแล้ว เทคโนโลยีนี้เป็นวิธีที่ใช้กับวัคซีนตับอักเสบเอ โปลิโอชนิดฉีด จึงมีความคุ้นเคยในประสิทธิภาพและความปลอดภัยมานาน แต่เนื่องจากการเพาะเลี้ยงไวรัสต้องใช้ความระมัดระวังมาก ทำให้ผลิตได้ช้าและมีราคาแพง วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Sinovac มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 50-70% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%
ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนโควิด 19 วัคซีนทุกชนิดมีข้อห้ามคือ แพ้สารที่เป็นส่วนประกอบของวัคซีนและเนื่องจากวัคซีนเหล่านี้เป็นวัคซีนใหม่จึงอาจไม่มีความรู้ในเรื่องปฏิกิริยาการแพ้ที่พบไม่บ่อย ในช่วงแรกจึงควรฉีดวัคซีนเหล่านี้ในสถานพยาบาลหรือสถานที่ ที่ให้การช่วยเหลือกรณีมีปฏิกิริยารุนแรง และควรเฝ้าระวังอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที หากมีอาการดังต่อไปนี้ หลังได้รับวัคซีน รีบไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทร 1669 เพื่อรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง เหนื่อยแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือ หายใจไม่ออก อาเจียน มากกว่า 5 ครั้ง ผื่นขึ้นทั้งตัว ผิวหนังลอกมีจุดจ้ำเลือดออกจำนวนมาก ใบหน้าเบี้ยว หรือ ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้ต่อมน้ำเหลืองโตชัก หรือหมดสติ

ที่มา www.pidst.or.th ,www. synphach.co.th

อื่นๆ

เมนู