บทความประจำเดือนกันยายน

โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้วให้กับประเทศ

“โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ”

หลักสูตร HS05 การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน

ดิฉัน นางสาวจิราพร สมุติรัมย์ เป็นผู้ปฏิบัติงานประเภทประชาชน ประจำตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ หลักสูตรHS05 การทอผ้าไหมขิดยกดอกเพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน จากสถานการณ์covid-19ที่กำลังระบาดอย่างต่อเนื่องในตอนนี้ทำให้การลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลการทอผ้าไหมขิดยกดอกของข้าพเจ้าเป็นไปได้อย่างลำบากแต่ก็ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทอผ้าไหมขิดยกดอกเพิ่มมากขึ้น โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้รับความมือจาก นาง สัญจร แย้มศรี เป็นผู้ให้ข้อมูลและสาธิตวิธีการทอผ้าไหมขิดยกดอกให้พวกเราได้ดูเป็นตัวอย่าง จากการสอบถามทราบว่านางสัญจร แย้มศรีเป็นชาวบ้านที่เกิดในหมู่บ้านบ้านหนองเก้าข่า ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ มีอาชีพเป็นเกษตรกร และรับจ้างทั่วไปในหมู่บ้าน โดยตนเองนั้นมีพื้นฐานการทอผ้ามาแล้วหลายปี เพราะสืบทอดความรู้มาจากมารดาของตน เมื่อมีการตั้งกลุ่มการทอผ้าไหมขิดยกดอกขึ้นตนจึงสนใจเพราะเห็นว่าเป็นการสร้างรายได้เสริมหลังจากการทำไร่ ทำนา รับจ้างกรีดยาง ตนเองยังมีเวลาว่างจึงเข้าร่วมกลุ่มและทำมาเรื่อยๆร่วม 2 ปี ในหมู่บ้านยังมีชาวบ้านบางคนที่ยึดอาชีพทอผ้าไหมขิดยกดอกเป็นอาชีพหลักก็มี เพราะว่าปกติก็เป็นแม่บ้านดูแลบ้านและครอบครัวจึงไม่มีรายได้พอมีการทอผ้าไหมมาจึงยึดเป็นอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ในครอบครัวอีกหนึ่งทาง รายได้จากการทอผ้าไหมขิดยกดอกขึ้นอยู่กับขนาดความกว้าง ความยาวของผ้า และลายละเอียดความยากง่ายในแต่ละลวดลายของผ้า โดยราคาเริ่มคือ 4500-9000บาท แล้วแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลว่าทอได้เร็วแค่ไหนในแต่ละเดือน ส่วนตนเองนั้นไม่ค่อยมีเวลาทำเต็มที่จึงได้มากสุดคือเดือนละไม่เกิน2ผืนหรือบางเดือนได้แค่ 1ผืนเพราะแต่ละผืนใช้เวลามากถึง15-20วัน

ประวัติผ้าไหมขิด

ผ้าทอลายขิด เป็นผ้าพื้นเมืองของภาคอีสาน บางส่วนของภาคเหนือและภาคกลางของไทย นับว่าเป็นศิลปะพื้นฐานที่สะท้อนให้เห็นภาพ ลักษณะ ลวดลาย และวิวัฒนาการของท้องถิ่นเดิมของไทยที่มีมาแต่โบราณ ชาวอีสานถือว่าในกระบวนการทอผ้าด้วยกันแล้ว การทอผ้าขิดต้องอาศัยความชำนาญ และมีชั้นเชิงทางฝีมือสูงกว่าการทอผ้าอย่างอื่น ๆ เพราะทอยากมาก มีเทคนิคการทอที่ซับซ้อนมากกว่าการทอผ้าธรรมดา เพราะต้องใช้เวลา ความอดทน และความละเอียด ลออ มีกรรมวิธีที่ยุ่งยากทอได้ช้า และผู้ทอต้องมีประสบการณ์และพรสวรรค์ในการทอ
การทอผ้าลายขิด คือ การทอผ้าที่ทอแบบ “เก็บขิด” หรือ “เก็บดอก” เหมือนผ้าที่มีการปักดอกการทอผ้าดอกนี้ชาวอีสานเรียกกันว่า ” การทอผ้าเก็บขิด” ลวดลายของขิดแต่ละลายจะมีรูปแบบที่สวยงาม มีความมันวาว นูนลอยออกมาบนผืนผ้า ชาวอีสานโดยทั่วไปนิยมทอผ้าขิดเพื่อทำเป็นหมอน สังเกตว่าลวดลายขิดจะอยู่บริเวณส่วนกลางของตัวหมอน ส่วนหน้าหมอนนั้นนิยมเย็บปิดด้วยผ้าฝ้ายสีแดง ลวดลายหมอนขิดส่วนใหญ่ เป็นลวดลายที่ผู้ทอได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความเชื่อ เช่น ลายแมงงอด ลายอึ่ง ลายช้าง ลายม้า ลายพญานาค ลายดอกแก้ว ลายดอกจันทร์ ลายตะเภาหลงเกาะ ลายขอ ลายสิงห์ ลายคชสีห์อองน้อย ลายแมงมุม ลายกาบ ลายหอปราสาท หรือธรรมาสน์ เป็นต้น แต่เดิมชาวภาคอีสานนิยมทอลวดลายขิดด้วยเส้นใยฝ้ายสีคราม ส่วนปัจจุบันนิยมใช้สีสันสดใส และพัฒนาการย้อมด้วยสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ ใบไม้
ผ้าลายขิดในภาคอีสาน นอกจากทอในกลุ่มภูไทหรือผู้ไทยและไทลาวอื่น ๆ แล้ว ยังทอในกลุ่มไทกูยหรือส่วย เขมร ในบริเวณภาคอีสานตอนล่างด้วยเช่นกัน โดยทอทั้งหมอนขิด ขิดหัวซิ่น ขิดตีนซิ่น สไบลายขิด และที่น่าสนใจคือ ผ้าขาวม้าไหมเชิงขิด มีลักษณะการทอที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม คือนิยมใช้เส้นไหมทอมากกว่าการใช้เส้นฝ้ายทอเหมือนกลุ่มอื่นๆ
ปัจจุบันยังคงมีการทอผ้าขาวม้าเชิงขิด ในกลุ่มวัฒนธรรมไทกูยหรือส่วย เขมร ที่อยู่จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสระเกษ และจังหวัดบุรีรัมย์

ลวดลายและกรรมวิธีการทอ

ลักษณะเฉพาะของผ้าทอลายขิด สังเกตดูได้จากลายซ้ำของเส้นพุ่งที่ขึ้นเป็นแนวสีเดียวกันตลอด อาจจะเหมือนกันทั้งผืนหรือไม่เหมือนกันทั้งผืนก็ได้ แต่ต้องมีลายซ้ำที่มีจุดจบแต่ละช่วงของลายเห็นได้ชัด
ผ้าทอลายขิดอีสาน ตามที่ได้ทอกันมาตั้งแต่สมัยดั้งเดิมในอดีต จนถึงปัจจุบันนี้ อาจแบ่งกลุ่มแม่ลายผ้าทอลายขิด ได้เป็น 4 ประเภท คือ ขิดลายสัตว์ ขิดลายพันธุ์ไม้ ขิดลายสิ่งของเครื่องใช้ และขิดลายเบ็ดเตล็ด

กรรมวิธีในการทอผ้าไหมลายขิด
วิธีทอผ้าเก็บขิดหรือเก็บดอก นี้ ชาวพื้นเมือง เรียกว่า ” การทอผ้าเก็บขิด ” การทอผ้าขิดเก็บดอกเช่นนี้ ต้องมีไม้ค้ำอันหนึ่งกว้างประมาณ 4 นิ้ว ยาวขนาด 2 ศอก เป็นไม้บาง ๆ และมีไม้ขนาดเล็ก ๆ เป็นไม้สอดใช้สำหรับเก็บขิดให้เป็นลายต่าง ๆ ในบางครั้งก็อาจใช้ไม้เก็บขิดนี้ 30-40 อันก็มี แล้วแต่ความยากง่ายของลาย ฉะนั้นถ้าหากว่าใช้ไม้เก็บขิดจำนวนมากจะทำให้ทอได้ช้ามาก เพราะต้องเก็บดอกทีละเส้น ๆ จนหมดตามลวดลายที่กำหนดไว้

วิธีการเก็บขิดเพื่อสร้างลวดลายในประเทศไทยมี 3 วิธี คือ
1. คัดไม้ขิดโดยไม่มีการเก็บตะกอ วิธีการเก็บขิดแบบนี้เหมาะสำหรับการทอลวดลายที่ไม่ซับซ้อนมาก และต้องการเปลี่ยนลวดลายบ่อย ๆ ไม้ขิดที่เก็บลวดลายจะเรียงกันไปตามลำดับบนเครือเส้นยืนซึ่งอยู่ด้านหลังฟืม
2. เก็บขิดเป็นตะกอลอย การเก็บขิดวิธีนี้ ต้องผ่านการคัดไม้ขิดแบบแรกเสียก่อน เสร็จแล้วใช้ด้ายเก็บลายตามไม้ขิดที่คัดไว้ทุกเส้น เรียกว่า เก็บตะกอลอย วิธีนี้สะดวกกว่าวิธีแรกคือไม่ต้องเก็บ ขิดทุกครั้งในเวลาทอ แต่ใช้วิธียกตะกอลอยไล่ไปแต่ละไม้จนครบ วิธีการนี้ทำให้ทอลวดลายซ้ำ ๆ กันได้ โดยไม่ต้องเก็บลายใหม่ทุก ๆ ครั้งเหมือนวิธีแรก แต่ถ้ามีจำนวนตะกอมาก ๆ ก็ไม่เหมาะสมกับวิธีการนี้เช่นกัน
3. เก็บตะกอแนวตั้ง การเก็บตะกอแนวตั้ง พัฒนาจากแบบการเก็บขิดดั้งเดิมให้ทอได้สะดวกรวดเร็วขึ้นสามารถทำลวดลายที่ซับซ้อนและมีจำนวนตะกอมากๆได้
ผ้าขิดส่วนใหญ่ใช้เส้นใยฝ้ายมากกว่าเส้นใยไหม โดยทอเป็นผ้าขิดสำหรับใช้สอย เป็นหมอนผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ผ้าคลุมไหล่ ผ้าห่อคัมภีร์ และผ้าม่าน นอกจากนี้ยังมีการทอทอผ้าลายขิดด้วยฟืมหน้าแคบ เพื่อใช้เป็นหัวซิ่นและตีนซิ่นอีกด้วยโดยลักษณะลวดลายและการใช้สอยจะแตกต่างไปตามเอกลักษณ์ของกลุ่มวัฒนธรรม

อ้างอิง:https://qsds.go.th/silkcotton/k_26.php (ระบบสารสนเทศกรมอนุรักษ์ผ้าไหมไทย)

เมื่อวันที่3 กันยายน 2564 ข้าพเจ้าได้ลงพื้นที่สำรวจบ้านหนองใหญ่ม.10และบ้านหนองครกม.2 ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์  เพื่อสำรวจความเป็นอยู่ พืชเศรษฐกิจ อาชีพ อาหารประจำท้องถิ่น สัตว์เลี้ยงเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับชาวบ้าน พบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกร ทำไร่ ทำสวน และยึดอาชีพรับจ้างทั่วไปในหมู่บ้าน ส่วนมากที่พบในหมู่บ้านจะเป็นเด็ก แม่บ้าน คนชรา ส่วนมากวัยรุ่นจะไปทำงานต่างถิ่น แต่ช่วงนี้อาจจะพบเจอวัยรุ่นบ้างประปรายเพราะอยู่ในช่วงโควิด-19 บางคนอาจถูกเลิกจ้าง บางคนก็อาจโดนพักงานบ้าง ในหมู่บ้านมีการจัดที่รองรับการกักตัวของคนที่กลับมาจากพื้นที่เสี่ยงด้วยกันหลายจุด เช่น วัดป่าโนนวัดชัยมงคล โรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม เป็นต้น ชาวบ้านส่วนมากมีฐานะปานกลาง ในหมู่บ้านมีร้านขายของชำ อาหารสด รวมไปถึงร้านอาหารไว้ให้บริการชาวบ้านอยู่บ้าง แต่ไม่เยอะมากมายอาจเพราะส่วนมากเป็นคราอบครัวใหญ่และชาวบ้านส่วนมากรายได้ไม่เยอะมากพอที่เข้าไปใช้บริการร้านอาหารตามสั่งมากเท่าไหร่เพราะส่วนมากประกอบอาหารกินกันเองในครอบครัวและวิถีการใช้ชีวิตของคนในชุมชนส่วนใหญ่จะเรียบง่าย ส่วนอาหารที่พบในหมู่บ้านเป็นอาหารทั่วไปของชาวอีสาน เช่นถ้าฤดูน้ำหลากก็จะเป็นอาหารจำพวกปลาเป็นส่วนมากไม่ว่าจะเป็น ปลาจ่อม เป็นปลาที่ทำมาจากปลาซิวปลาสร้อยตัวเล็กๆ หมักด้วยข้าวคั่ว เกลือ ให้มีรสชาติเปรี้ยวสามารถเก็บใส่ตู้เย็นเพื่อชะลอความเปรี้ยวแล้วเก็บไว้กินเป็นปีๆคล้ายๆกับปลาร้า และมีแกงเห็ดที่ชาวบ้านไปหามาจากป่าในหมู่บ้านเพื่อมาประกอบอาหารส่วนมากจะเป็นเห็ดรวม หรือเห็ดดินพบได้ตามป่าเขตร้อนชื้นทั่วไป เช่น เห็ดตะไค เห็ดแดง  เป็นต้นชาวบ้านก็จะนำมาประกอบอาหารเป็นแกงเห็ดรวม ทำน้ำพริกเห็ดตะไคเป็นต้น ส่วนพืชเศรษฐกิจในชุมชนส่วนมากเป็นอ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวเป็นส่วนมากเพราะเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านมาจากรุ่นสู่รุ่น ชาวบ้านส่วนใหญ่มีที่นาทำนาข้าวกินเองจึงไม่เดือดร้อนเรื่องการกินและการเป็นอยู่ สัตว์ที่พบได้มากที่สุดในชุมชน คือวัว สุนัข เป็ด หมู ไก่ เป็นส่วนมาก สัตว์เลี้ยงที่ชาวบ้านนิยมเลี้ยงเพราะขายง่าย ได้ราคาดี คือหมู และวัว  สัตว์เลี้ยงที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยู่บ้านและบางบ้านไม่รั้วบ้านและเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเล่น ดังนั้นเราจะเห็นสุนัขอยู่มากมายในหมู่บ้าน

เมื่อวันที่16 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา มีการรับมอบวัคซีนพระราชทานวัคซีนซีโนฟาร์ม จากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชมหาวิทยาลัย โดยศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี(พอ.สว.)และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในอุปถัมภ์ฯ ทรงห่วงใยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมทั้งทรงเล็งเห็นความสำคัญของการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการช่วยเหลือราษฎรผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังในทุกภูมิภาคให้สามารถเข้าถึงวัคซีนโดยเร็วผ่านหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนนครินทราบรมราชชนนี(พอ.สว.) ในการนี้ ทรงโปรดให้มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ จัดซื้อวัคซีนซีโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จำนวน 134,400 โดส ร่วมกับการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์มบริจาคจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์พระราชทานแก่หน่วยแพทย์ พอสว.จำนวน 63 จังหวัด โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองครก ได้รับวัคซีนจำนวน 500 โดส ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสรับวัคซีนเข็มที่1อาการข้างเคียงหลังจากฉีดวัคซีนคือปวดแขน ปวดกล้ามเนื้อ เพลียง่วงบ้างเล็กน้อย และหิวผิดปกติ แต่ไม่มีอาการรุนแรงแต่อย่างใด  ทั้งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ทรงเป็นห่วงประชาชนชาวไทยและมิลืมประชานชนกลุ่มเปราะบาง กลุ่มด้อยโอกาสที่จะเข้าถึงวัคซีน ข้าพเจ้าไม่เคยคิดที่จะได้รับหรือเข้าถึงวัคซีนทางเลือกได้เลยจึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดซึ้ง ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน มีพลานามัยที่แข็งแรง ทรงเกษมสำราญและเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทยตลอดไป เทอญ

อ้างอิง:http://Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชมหาวิทยาลัย

วิดีโอประกอบการปฏิบัติงาน

 

อื่นๆ

เมนู