โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้กับประเทศ”

หลักสูตร HS05 การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน

ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์

ข้าพเจ้า นายสุรศักดิ์ โต่นวุธ ผู้ปฏิบัติงานประเภทนักศึกษา หลักสูตร HS05 การทอผ้าไหมขิดยกดอก เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน ประจำตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์

ด้วยวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายในโครงการ การอบรมเชิงปฏิบัติการการแปรรูปผ้าไหมขิดยกดอกเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมอาคารคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดยได้รับเกียรติจาก นางจุฑามาศ ซารัมย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแฝก เป็นประธานในพิธีเปิด และคุณจักรพงษ์ อัลทชัย คุณมัลลิกา ชัญถาวร ผู้เชี่ยวด้านการทอผ้าไหมลายขิดยกดอก เป็นวิทยากรในการบรรยาย การอบรมครั้งนี้เป็นการแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปผ้าไหมขิด เพื่อเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า ถุงผ้า หรือผ้าซิ่นตีนจกที่เราได้ยินกัน ซึ่งทำให้มูลค่าของผ้าไหมขิดยกดอกจากเดิมที่มีมูลค่ามากอยู่แล้วมีราคาสูงขึ้นไปอีกหลายเท่า

ผ้าทอลายขิด เป็นผ้าพื้นเมืองของภาคอีสาน บางส่วนของภาคเหนือและภาคกลางของไทย นับว่าเป็นศิลปะพื้นฐานที่สะท้อนให้เห็นภาพลักษณะ ลวดลายและวิวัฒนาการของท้องถิ่นเดิมของไทยที่มีมาแต่โบราณ ชาวอีสานถือว่าในกระบวนการทอผ้าด้วยกันแล้ว การทอผ้าขิดต้องอาศัยความชำนาญและมีชั้นเชิงทางฝีมือสูงกว่าการทอผ้าอย่างอื่นๆ เพราะทอยากมากมีเทคนิคการทอที่ซับซ้อนมากกว่าการทอผ้าธรรมดา

ผ้าไหมลายขิดที่วิทยากรนำมาบรรยายเป็นผ้าไหมที่ได้รับอิทธิพลมาจากผ้าซิ่นตีนจกดั้งเดิมของจังหวัดราชบุรี บทความนี้จึงจะให้ความรู้ในเรื่องผ้าจกไทยวนของจังหวัดราชบุรี

ผ้าจกไทยวน จังหวัดราชบุรี

ประวัติ

การทอผ้าจกเป็นการทอและทำให้เกิดลวดลายผ้าไปพร้อมๆ กัน การจกคือการทอลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีการเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า การจกจะใช้ไม้หรือขนเม่นหรือนิ้วมือยกขึ้นจก (ควัก)เส้นด้ายสีสันต่างๆ ขึ้นมาบนเส้นยืนให้เกิดลวดลายตามที่ต้องการ

การทอผ้าจกในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีการทอผ้าจกในภาคเหนือและภาคกลางรูปแบบ ลวดลาย สีสัน ของผ้าจก จะ แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นหรือเอกลักษณ์ของแต่ละเผ่าพันธุ์ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษผ้าจกของไทย หากแบ่งตามชนเผ่า จะพบว่ามีการทอผ้าจกตามชนเผ่าใหญ่ๆ ดังนี้

1) ผ้าจกไท-ยวน

2) ผ้าจกไท-พวน (ลาวพวน)

3) ผ้าจกไท-ลื้อ

4) ผ้าจกลาวครั่ง

การทอผ้าจกตามเผ่าพันธุ์นั้น รูปแบบลักษณะมีความแตกต่างกันไปตามเผ่าพันธุ์

ผ้าจกไทยวน จังหวัดราชบุรีเป็นผ้าจกที่พบในหมู่ช่างทอผ้าชาวไทยวน ในจังหวัดราชบุรี มีแหล่งกำเนิดแตกต่างกัน โดยแบ่งตามลักษณะของลวดลายได้เป็น 3 ตระกูล คือ

1) ผ้าจกตระกูลคูบัว

เป็นผ้าจกที่มีลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง เช่น ลายดอกเซีย ลายหักนกคู่ ลายโก้งเก้ง ลายหน้าหมอน และลายนกคู่กินน้ำฮ่วมเต้า ผ้าจกตระกูลคูบัวจะพบมากใน ตำบลคูบัว ตำบลดอนตะโก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เพราะมีชุมชนไท-ยวนอาศัยอยู่ โดยในการจกจะใช้เส้นด้ายยืนสีดำ พุ่งดำ โดยไม่มีลายประกอบมากลาย พื้นผ้าเว้นพื้นต่ำไว้มากตามแบบของลวดลาย เพื่อจกให้เห็นลายชัดเจน ส่วนสีสันของเส้นใยที่ใช้ทอ จะใช้เส้นใยที่มีสีสันหลากหลาย เช่น จะใช้พุ่งต่ำดำจกแดง แซมเหลืองหรือเขียว เป็นต้น โดยตีนซิ่นจะมีความกว้างประมาณ 9-11 นิ้ว

2) ผ้าจกตระกูลหนองโพ-บางกะโด

เป็นผ้าจกที่มีลวดลายขนาดและสีสันที่มีความใกล้เคียงกับจกตระกูลคูบัว เป็นผ้าจกที่ได้จากชุมชนไท-ยวน ในตำบลหนองโพ-บางกะโด อำเภอโพธาราม โดยผ้าจกตระกูลหนองโพ-บางกะโด จะมีความแตกต่างจากผ้าจกตระกูลคูบัวตรงที่ ชายของตีนซิ่น ซึ่งผ้าจกตระกูลหนองโพ-บางกะโด จะมีการเว้นพื้นที่ต่ำระหว่างลายซะเปา ถึงเล็บเหลืองไว้กว้างมากกว่าผ้าจกตระกูลคูบัว และผ้าจกตระกูลหนองโพ-บางกะโดจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับลายนกของผ้าไท-พวนในภาคเหนือ คือ ลักษณะของนกคู่กินฮ่วมเต้าของผ้าจกตระกูลหนองโพ-บางกะโด จะมีหางที่ยาวมากกว่าผ้าจกตระกูลคูบัว

3) ผ้าจกตระกูลดอนแร่

เป็นผ้าจกที่มีลายที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เช่น ลายกาบ ลายกาบดอกแก้ว และลายนกคู่กินน้ำฮ่วมเต้า พบมาในชุมชนไท-ยวน ตำบลดอนแร่ ตำบลห้วยไผ่ ตำบลหนองปลาหมอและตำบลรางบัว โดยลักษณะของการจก จะประกอบด้วยหลากหลายของลวดลาย และจะมีการจกลายแน่นเต็มผืนผ้า มีการเว้ยพื้นต่ำไว้น้อย ทำให้ลดความเด่นชัดของลายหลักลงไป โดยจะคงสีสันของเส้นใยเป็นสีแดงเป็นหลัก จะไม่นิยมใช้เส้นใยหลายสี และตีนจกจะมีความกว้างประมาณ 14-15 นิ้ว

      ผ้าจกของชาวไทย – ยวน ราชบุรี มีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันหลายประเภท ได้แก่ ผ้าปรกหัวนาค(ใช้คลุมหัวนาคในขณะที่แห่นาคไปบวช) ย่ามจก ผ้าขาวม้าจก ผ้าแตะจก (เป็นผ้าจกขนาดเล็กใช้สำหรับเช็ดหน้าหรือเช็ดน้ำหมาก) หมอนจกและ ผ้าซิ่นตีนจก

      ผ้าซิ่นตีนจก คือซิ่นที่มีตีนประกอบด้วยส่วนที่เป็นผ้า ลวดลายทอด้วยวิธีจก หรือ ควักเส้นด้ายพิเศษมาผูกมัดขัดกับเส้นอื่นเป็นลวดลายแบบต่างๆ ซึ่งซิ่นตีนจกมีโครงสร้าง ประกอบด้วยผ้า 3 ส่วน คือ หัวซิ่น ตัวซิ่น และ ตีนซิ่น ซิ่นตีนจกที่พบในลักษณะการแต่งกายของสตรีชาวไท-ยวน ราชบุรี มี 3 ลักษณะ คือ

3.1) ซิ่นตีนจก จกเฉพาะตีน ตัวซิ่นเป็นผ้าพื้นสีดำ หรือ สีคราม ซิ่นบางผืนมีตัวซิ่นทอด้วยวิธียกมุกหัวซิ่น ใช้ผ้าขาวผ้าแดงเย็บต่อกันแล้วจึงเย็บต่อกันกับตัวซิ่น

3.2) ซิ่นตีนจก จกทั้งตัว ซึ่งลักษณะนี้จะมีตัวซิ่นและตีนซิ่นทอด้วยวิธีจก แต่ทอเป็นผ้าคนละชิ้น แล้วนำมาเย็บต่อเป็นผืนเดียวกัน ตัวซิ่นส่วนมากจะทอด้วยลายกูด ลายนก ลายมะลิเลื้อย เป็นลายพันรอบตัวซิ่นตีนซิ่นทอลายหลักทั้ง 9 ลาย หัวซิ่นมีลักษณะเดียวกับซิ่นตีนจกจึงถือได้ว่า ซิ่นชนิดนี้เป็นผลงานทางศิลปหัตถกรรมชั้นสูงของ ไท-ยวน ราชบุรี

3.3) ซิ่นตีนจก ตัวยกมุกสลับมัดหมี่ ตีนซิ่นทอด้วยวิธีจกเหมือนตัวซิ่นตีนจกทั่วไป ตัวซิ่นทอด้วยวิธียกมุกสลับด้วยการทอแบบมัดหมี่ ถือได้ว่าเป็นเทคนิคของภาคอีสาน ตัวซิ่นใช้เส้นใยประเภทไหม เป็นวัสดุทอ พบไม่มากในผ้าซิ่นตีนจกของไท-ยวน ราชบุรี

การแต่งกายด้วยผ้าซิ่นตีนจกของหญิงไทยวน สมัยก่อน

ลวดลายและกรรมวิธีการทอ

การทอผ้าจกราชบุรี เป็นการเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปในบางช่วงหรือตลอดผืนของผ้าทอ โดยเทคนิคการสะกิดเส้นยืนโดยการใช้ขนเม่นสะกิดเพื่อสอดเส้นด้ายพิเศษหรือสีสันต่าง ๆ ใส่ลงไปในผืนผ้า ตามลวดลายที่ออกแบบไว้

ลวดลายในผ้าจกของชาวไทยวนราชบุรี มีจำนวน 8 ลายหลัก ได้แก่ ลายกาบ ลายกาบซ้อนหัก ลายกาบดอกแก้ว ลายดอกเซีย ลายโก้งเก้ง ลายโก้งเก้งซ้อนเซีย ลายหน้าหมอน ลายหักนกคู่

การนำไปใช้ประโยชน์

ย่าม

หมอนลายจก

เป็นการนำผ้าลายจกมาเย็บต่อด้านข้างของหมอน โดยหมอนจะประกอบไปด้วยผ้าสีขาวตรงกลางและต่อริมด้วยสีแดง ส่วนหน้าหมอนก็จะเย็บด้วยผ้าทอลายจกอีกที

ผ้าซิ่นตีนจก

ผ้าซิ่นตีนจกต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จิปาฐภัณฑ์สถานบ้านคูบัว

ชาวไทยวน-ราชบุรีนิยมนำลวดลายจกมาใส่ในผืนผ้าซิ่น ซึ่งจะนิยมใช้ในงานพิธีการ หรือโอกาสสำคัญเป็นพิเศษ เพราะผ้ามีความสวยงามอีกทั้งการดูแลรักษาต้องเอาใจใส่กว่าปกติ จึงนิยมใส่ในงานสำคัญ

แหล่งข้อมูลจาก : https://sites.google.com/site/phahimsaketและในวันที่ 26 พฤษภาคม 2564 วันวิสาขบูชา

ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมโครงการ ปลูกป่าสร้างคุณค่าสู่แผ่นดิน ณ โรงเรียนหนองยายพิมพ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์โดยคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ร่วมกับ คณะสงฆ์ ปราชญ์ชาวบ้านและชาวบ้านในเขตพื้นที่ ร่วมกันปลูกป่าในพื้นที่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่ารักษาความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่

            แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันจะมีการนำเข้าของวัคซีนโควิด 19 และมีประชาชนหลายคนได้รับวัคซีนไปแล้ว แต่การระบาดของโรคโควิด 19 ยังมีอยู่ ทำให้เกิดความยากลำบากในการประกอบอาชีพที่ต้องต้องพบปะผู้คน การทอผ้าไหมลายขิดยกดอกถือเป็นเส้นการสร้างรายได้ที่สามารถทำได้แม้อยู่ที่บ้าน และยังใช้เป็นอาชีพหลักในการจุนเจือครอบครัวได้ดีในสถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคต

อื่นๆ

เมนู