โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย)

หลักสูตร HS05 : การทอผ้าไหมขิดยกดอกเพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน

ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์

 

สวัสดีครับ กระผมนายพงศธร ประสีระเตสัง ผู้ปฏิบัติงานประเภทบัณฑิตจบใหม่ ประจำตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ หลักสูตร HS05 : การทอผ้าไหมขิดยกดอกเพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือนอย่างยั่งยืน บัดนี้ กระผมขออนุญาตนำเสนอข้อมูลผลการปฏิบัติงานประจำเดือน ตุลาคม 2564 นี้ ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบโดยทั่วกัน

การรายงานผลการปฏิบัติงานประจำเดือนตุลาคมนี้ กระผมขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของวัคซีนป้องกันโควิด-19 การเตรียมตัวและการปฏิบัติตัวก่อนรับวัคซีน และผลข้างเคียงหลังจากรับวัคซีน เป็นต้น เนื่องจากในปัจจุบันยังมีประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตั้งแต่เข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ในบางพื้นที่ที่ไม่ได้รับการจัดสรรค์วัคซีนจากภาครัฐให้เพียงพอต่อจำนวนประชากร อีกทั้งยังมีวัคซีนทางเลือกที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับตามความต้องการของตนเองและเป็นที่คุ้นหูกันดี เช่น Sinopharm, Moderna, Pfizer, Johnson & Johnson เป็นต้น แต่ก็ยังมีปัญหาตามมาในภายหลัง เช่น ความล่าช้า การได้รับอนุญาตนำเข้าวัคซีน เป็นต้น ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 แต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยขอบเขตของเนื้อหาและข้อมูลที่นำเสนออ้างอิงมาจากศูนย์ข้อมูลโควิด 19 กระทรวงสาธารณสุข และ www.who.int องค์การอนามัยโลก

วัคซีนป้องกันโควิด 19

1.วัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer/BioNtech Comirnaty) ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นวัคซีนสำหรับการใช้งานฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO Emergency Use Listing – EUL) เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563

2.วัคซีนโควิชิลด์ (SII/Covishield) และวัคซีนแอสตราเซเนกา (AstraZeneca/AZD1222) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยบริษัท AstraZeneca/Oxford และผลิตโดย State Institute of India และ SK Bio ตามลำดับ ได้รับการขึ้นทะเบียน EUL เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564

3.วัคซีนแจนส์เซน (Janssen/Ad26.COV 2.S) ที่พัฒนาโดย บริษัท Johnson & Johnson ได้รับการขึ้นทะเบียน EUL เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2564

4.วัคซีนโมเดอร์นา (Moderna COVID-19 (mRNA 1273) ได้รับการขึ้นทะเบียน EUL เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564

5.วัคซีนซิโนฟาร์ม (Sinopharm COVID-19) ได้รับการขึ้นทะเบียน EUL เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 วัคซีนซิโนฟาร์มผลิตโดยบริษัท Beijing Bio-Institute of Biological Products Co. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ China National Biotec Group (CNBG) และ วัคซีนซิโนแวค (Sinovac-CoronaVac) ได้รับการขึ้นทะเบียน EUL เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564

เมื่อวัคซีนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ วัคซีนต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ และผลิตตามมาตรฐานที่เข้มงวด และจึงนำไปแจกจ่าย องค์การอนามัยโลกทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อช่วยประสานงานในขั้นตอนสำคัญต่าง ๆ ของกระบวนการนี้ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้มีการเข้าถึงวัคซีนโควิด 19 ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอย่างเป็นธรรมสำหรับผู้คนหลายพันล้านคนที่ต้องการวัคซีน

วัคซีนโควิด 19 จะพร้อมแจกจ่ายได้เมื่อไหร่

ประเทศต่าง ๆ ได้เริ่มใช้วัคซีนโควิด 19 ตัวแรก ๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว ทั้งนี้ก่อนจะส่งมอบวัคซีนโควิด 19 นั้น

  • วัคซีนต้องผ่านการทดสอบทางการแพทย์ขนาดใหญ่ (ระยะที่ 3) เพื่อพิสูจน์ว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ขณะนี้วัคซีนโควิด 19 บางตัวได้เสร็จสิ้นการทดลองระยะที่ 3 แล้ว และวัคซีนอื่น ๆ ที่มีศักยภาพก็กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา
  • หลักฐานที่บ่งชี้ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนแต่ละตัวจะต้องผ่านการตรวจสอบโดยคณะกรรมการอิสระซึ่งพิจารณาโดยไร้การแทรกแซง รวมถึงต้องมีการทบทวนเชิงกฎระเบียบและการอนุมัติในประเทศที่ผลิตวัคซีน  ก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะพิจารณาคัดเลือกวัคซีนเบื้องต้น ในกระบวนการนี้จะมีคณะที่ปรึกษาระดับโลกด้านความปลอดภัยของวัคซีน หรือ GACVS เข้าร่วมด้วย
  • นอกจากการทบทวนข้อมูลด้านกฎระเบียบแล้ว ยังต้องทบทวนหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่าควรใช้วัคซีนอย่างไร
    • คณะผู้เชี่ยวชาญภายนอก ที่ได้รับเชิญโดยองค์การอนามัยโลกมีชื่อว่า “คณะที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกัน​ขององค์การอนามัยโลก” (WHO’s Strategic Advisory Group of Experts – SAGE) มีหน้าที่วิเคราะห์ผลลัพธ์จากการทดลองทางการแพทย์ รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับโรค กลุ่มอายุที่ได้รับผลกระทบ ปัจจัยเสี่ยงของโรค การนำไปใช้ และข้อมูลอื่น ๆ. จากนั้นคณะที่ปรึกษา SAGE จะแนะนำว่าควรใช้วัคซีนหรือไม่ และอย่างไร
    • เจ้าหน้าที่ในแต่ละประเทศจะตัดสินใจว่าจะอนุมัติวัคซีนสำหรับการใช้ในประเทศหรือไม่ และพัฒนานโยบายการฉีดวัคซีนสำหรับประเทศของตนตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก
    • วัคซีนต้องผลิตในปริมาณมาก ซึ่งเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อีกทั้งยังต้องทำไปพร้อมกับการผลิตวัคซีนสำคัญอื่น ๆ ทั้งหมดที่มีการใช้งานอยู่แต่เดิมแล้วอีกด้วย
    • ในขั้นสุดท้าย วัคซีนที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมดจะต้องได้รับการกระจายผ่านระบบโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน มีการจัดการสต็อกและการควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด

วัคซีนโควิด 19 จะให้การปกป้องระยะยาวได้หรือไม่

เนื่องจากวัคซีนโควิดเพิ่งจะได้รับการพัฒนาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เท่านั้น จึงยังเร็วเกินไปที่จะทราบว่าภูมิคุ้มกันที่ได้รับการกระตุ้นจากวัคซีนจะคงอยู่ได้นานเท่าไหร่ ยังคงต้องศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อตอบคำถามนี้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่ข้อมูลที่เรามีอยู่ชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่หายจากโรคโควิด 19 มีภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้อย่างน้อยก็ในระยะหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังต้องศึกษาต่อไปว่าการป้องกันนี้มีประสิทธิภาพเพียงใดและอยู่ได้นานแค่ไหน

 วัคซีนโควิด 19 จะสามารถยุติการระบาดใหญ่ครั้งนี้ได้เร็วแค่ไหน

ผลลัพธ์ที่วัคซีนโควิด 19 จะมีต่อการระบาดใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งรวมถึงประสิทธิภาพของวัคซีน ความรวดเร็วในการอนุมัติ ผลิต และจัดส่งวัคซีน การเกิดขึ้นของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ๆ และจำนวนคนที่ได้รับวัคซีน

แม้ว่าการทดลองจะชี้ให้เห็นว่าวัคซีนโควิด 19 หลายตัวมีประสิทธิภาพสูง แต่วัคซีนโควิด 19 เช่นเดียวกับวัคซีนที่ป้องกันโรคอื่น ๆ ทั้งหมด ไม่อาจป้องกันการติดเชื้อได้ 100% สิ่งที่องค์การอนามัยโลกกำลังทำคือการช่วยให้วัคซีนที่ได้รับอนุมัตินั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด และสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากที่สุดต่อการระบาดใหญ่นี้

วัคซีนโควิด 19 ประเภทใดบ้างที่กำลังได้รับการพัฒนา และวัคซีนเหล่านั้นมีหลักการทำงานอย่างไร

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังพัฒนาวัคซีนหลายตัวที่มีศักยภาพในการต่อต้านโควิด 19 วัคซีนเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อสอนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้รู้จักและต่อต้านไวรัสที่ก่อโรคโควิด 19 โดยที่วัคซีนจะต้องปลอดภัยต่อร่างกายด้วย

วัคซีนประเภทต่าง ๆ ที่มีศักยภาพในการต่อต้านโควิด 19 ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ได้แก่

  • วัคซีนเชื้อตาย – จะใช้ไวรัสที่ถูกทำลายหรือทำให้อ่อนแอแล้ว จึงไม่ก่อให้เกิดโรค แต่ยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมนุษย์สร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้
  • วัคซีนที่ทำจากโปรตีนไวรัส – จะใช้ชิ้นส่วนของโปรตีนหรือเปลือกโปรตีนที่ไม่เป็นอันตรายที่มีลักษณะคล้ายตัวไวรัสโควิด 19 มากระตุ้นให้ร่างกายสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างปลอดภัย
  • วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ – จะใช้ไวรัสที่ปลอดภัยไม่ก่อโรคมาเป็นแพลตฟอร์มในการผลิตโปรตีนของไวรัสโคโรนาเพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน
  • วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม RNA และ DNA – เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยซึ่งใช้สารพันธุกรรม RNA หรือ DNA ที่ดัดแปลงพันธุกรรมแล้วมาสร้างโปรตีนที่กระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้อย่างปลอดภัย

 วัคซีนต้านโรคอื่น ๆ จะสามารถปกป้องเราจากโควิด 19 ได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนชนิดอื่นนอกเหนือจากวัคซีนที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับไวรัส SARS-Cov-2 จะสามารถปกป้องเราจากโรคโควิด 19 ได้

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่าวัคซีนที่มีอยู่บางตัว เช่น วัคซีน Bacille Calmette-Guérin (BCG) ที่ใช้ป้องกันวัณโรคอาจจะสามารถต่อต้านโควิด 19 ได้ด้วยหรือไม่ องค์การอนามัยโลกจะทำการประเมินการศึกษาเหล่านี้ทันทีที่มีหลักฐาน

 ประโยชน์ของการรับวัคซีนคืออะไร

วัคซีนโควิด 19 ช่วยปกป้องร่างกายจากโรคโควิดโดยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อไวรัส SARS-Cov-2 เมื่อร่างกายของเราได้สร้างภูมิคุ้มกันผ่านการรับวัคซีน ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคและผลกระทบอื่น ๆ ที่ตามมาก็จะลดลง และในกรณีที่เราได้รับเชื้อมา ภูมิคุ้มกันนี้ก็จะช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับไวรัสได้ การรับวัคซีนยังสามารถปกป้องคนรอบข้างได้ด้วย เพราะหากเราได้รับการปกป้องจากการติดเชื้อและการเกิดโรค โอกาสที่เราจะแพร่เชื้อให้คนอื่นก็น้อยลง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อปกป้องผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยหนักจากโควิด 19 เช่น ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

 ใครควรรับวัคซีนโควิด 19

วัคซีนโควิด 19 ถือว่าปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ที่มีอายุ 18 ขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีภาวะทางสุขภาพใด ๆ รวมถึงโรคภูมิแพ้ตนเอง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หอบหืด โรคปอด โรคตับและไต ตลอดจนการติดเชื้อเรื้อรังที่ทรงตัวและควบคุมได้

ถ้าพื้นที่ของคุณมีวัคซีนจำกัด ให้ปรึกษาบุคลากรด้านสุขภาพ หากคุณ

  • มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • มีประวัติการแพ้รุนแรง โดยเฉพาะแพ้วัคซีน (หรือส่วนประกอบใด ๆ ของวัคซีน)
  • ร่างกายอ่อนแอมาก

 เมื่อรับวัคซีนแล้ว สามารถเลิกปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคได้หรือไม่

การฉีดวัคซีนปกป้องคุณจากการป่วยหนักและเสียชีวิตจากโรคโควิด 19 ในช่วง 14 วันแรกหลังจากได้รับวัคซีน ระดับการปกป้องในร่างกายของคุณจะยังไม่สูงมาก แต่จากนั้นภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น หากคุณเลือกรับวัคซีนแบบโดสเดียว โดยทั่วไปภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นใน 2 สัปดาห์หลังการรับวัคซีน สำหรับวัคซีนแบบ 2 โดส คุณจำเป็นต้องได้รับครบทั้ง 2 โดสเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในระดับสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้

แม้ว่าวัคซีนโควิด 19 จะปกป้องคุณจากการเจ็บป่วยร้ายแรงและการเสียชีวิต แต่เราก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันจะสามารถป้องกันไม่ให้คุณติดเชื้อและแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ด้วยหรือไม่ ข้อมูลที่เราทราบจากประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันสามารถป้องกันการป่วยหนักและการเข้าโรงพยาบาลได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวัคซีนใดที่ได้ผล 100% และการติดเชื้อหลังรับวัคซีนแม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้

หลักฐานขณะนี้แสดงให้เห็นว่าวัคซีนสามารถป้องกันจากการติดเชื้อและการแพร่เชื้อได้ในระดับหนึ่ง แต่ต่ำกว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยหนักและการเสียชีวิต เรายังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วง และดูว่าวัคซีนสามารถปกป้องเราจากสายพันธุ์เหล่านี้ได้เท่ากับไวรัสแรกเริ่มหรือไม่ ด้วยเหตุผลเหล่านี้และด้วยความจริงที่ว่ายังมีหลายพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันจึงยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนที่เชื้อโควิด 19 ยังระบาดหนัก เพื่อช่วยให้คุณและผู้อื่นปลอดภัย ในขณะที่ทุกคนกำลังพยายามลดการแพร่เชื้อไวรัสและเร่งการฉีดวัคซีน ให้รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร ไอหรือจามใส่ข้อศอก หมั่นล้างมือ และสวมหน้ากาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในพื้นที่ปิด แออัด หรืออากาศไม่ถ่ายเท ปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่นเสมอตามสถานการณ์และความเสี่ยงในพื้นที่ของคุณ

 สามารถรับวัคซีนโดสที่ 2 ที่มาจากวัคซีนคนละตัวกับวัคซีนโดสแรกได้หรือไม่

มีบางประเทศกำลังดำเนินการทดลองทางการแพทย์เพื่อศึกษาว่าคุณสามารถรับวัคซีนโดสแรกจากวัคซีนชนิดหนึ่ง และโดสที่สองจากวัคซีนต่างชนิดกันได้หรือไม่ ขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้วัคซีนแบบผสมผสาน

 ประเทศไหนบ้างฉีดวัคซีนสูตรผสม (ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/964954)

สำนักข่าวรอยเตอร์ รวบรวมรายชื่อประเทศที่มีนโยบายใช้วัคซีนสูตรผสม เป็นเข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 หรือเข็มกระตุ้น ข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 27 ก.ย. 2564 ในเดือน ก.ค. องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า การสร้างภูมิคุ้มกันโดยจับคู่วัคซีนจากผู้ผลิตหลายรายมาผสมกัน ซึ่งหลายประเทศกำลังดำเนินการอยู่นั้น ถือเป็น “แนวโน้มที่อันตราย” เพราะยังมีข้อมูลการวิจัยว่าด้วยการฉีดวัคซีนแบบผสมสูตรอยู่น้อยมาก แต่ก็ย้ำว่าหากเป็นการตัดสินใจของหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่อยู่บนพื้นฐานข้อมูลก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ อย่างไรก็ตาม ในยุโรป หน่วยงานกำกับการใช้ยาของยุโรป ไม่ได้มีคำแนะนำเป็นการเฉพาะถึงการฉีดวัคซีนแบบสลับ

สำหรับรายชื่อประเทศที่มีการใช้วัคซีนสูตรผสม เบื้องต้นมีดังนี้ 

กัมพูชา

  • สูตร ซิโนแวค+ซิโนแวค+แอสตร้าเซนเนก้า
  • สูตร ซิโนฟาร์ม+ซิโนฟาร์ม+แอสตร้าเซนเนก้า
  • สูตร แอสตร้าเซนเนก้า+แอสตร้าเซนเนก้า+ซิโนแวค

เดนมาร์ก

ข้อมูลจากสถาบันเซรั่มแห่งประเทศเดนมาร์ก เมื่อ 2 ส.ค. ให้ฉีดเข็มที่สองเป็นไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา หลังจากได้รับเข็มแรกเป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า

เยอรมนี

สูตร แอสตร้าเซนเนก้าตามด้วยไฟเซอร์

รัสเซีย

สูตร แอสตร้าเซนเนก้า+สปุตนิก วี

 ไทย

กระทรวงสาธารณสุข ใช้สูตรวัคซีนไขว้ “ซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า” เป็นสูตรหลักฉีดให้ประชาชนทั่วไป และกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากสร้างภูมิคุ้มกันสูงภายใน 5 สัปดาห์ และต้านเชื้อเดลต้าได้ มีความปลอดภัย

สำหรับการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ซิโนแวค ตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ห่างกัน 3 สัปดาห์ จากการศึกษาภูมิคุ้มกันต่อการยับยั้งเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าพบว่า มีระดับภูมิคุ้มกันสูง 78.65 สูงระดับเดียวกันกับแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มที่ได้ภูมิคุ้มกัน 76.52 ส่วนการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม และกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยแอสตร้าเซนเนก้าให้บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนพบว่าภูมิคุ้มกันสูงถึง 271.17 ซึ่งแอสตร้าเซนเนก้าจะเร่งส่งมอบวัคซีนให้ครบ 61 ล้านโดส ภายในปีนี้ ไทยจึงนำเข้าซิโนแวคอีก 12 ล้านโดส เพื่อนำมาฉีดไขว้เป็นสูตรไขว้ มีระยะห่างระหว่างเข็ม 3 สัปดาห์ และใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์ จะมีภูมิคุ้มกันระดับสูงที่ต้านเชื้อเดลต้าได้ กระทรวงสาธารณสุขจึงปรับมาฉีดสูตรนี้ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในเวลาอันรวดเร็ว โดยจากการฉีดที่ผ่านมาพบอาการไม่พึงประสงค์ ไม่แตกต่างจากการฉีดวัคซีนตัวอื่น (ที่มา กระทรวงสาธารณสุข)

วัคซีนโควิด 19 สามารถทำให้ผลตรวจเชื้อเป็นบวกได้หรือไม่ เช่น ผลตรวจ PCR หรือ ผลตรวจแอนติเจน

ไม่ วัคซีนโควิด 19 จะไม่ทำให้ผลการตรวจเชื้อโควิด 19 เป็นบวก ทั้งในการตรวจ PCR หรือการทดสอบแอนติเจนในห้องปฏิบัติการ เพราะว่าการตรวจเชื้อนั้นเป็นการตรวจว่าคุณกำลังป่วยด้วยโรคใด ๆ อยู่หรือไม่ ไม่ใช่การตรวจว่าคุณมีภูมิคุ้มกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวัคซีนโควิด 19 จะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน จึงอาจเป็นไปได้ที่จะทำให้ผลการทดสอบแอนติบอดี้ (การตรวจภูมิคุ้มกัน) เป็นบวก เพราะเป็นการตรวจที่วัดภูมิคุ้มกันโรคโควิด 19 ในบุคคล

หากเคยป่วยด้วยโควิด 19 มาแล้ว ควรรับวัคซีนหรือไม่

แม้ว่าคุณจะเคยรับเชื้อโควิด 19 มาแล้ว คุณก็ควรรับวัคซีนอีกเมื่อมีโอกาส เพราะการปกป้องที่ได้รับจากการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และเรายังไม่ทราบด้วยว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน

วัคซีนปกป้องเราจากไวรัสสายพันธุ์ต่าง ๆ ได้หรือไม่

เรายังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์ต่าง ๆ ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ชี้ให้เห็นว่าวัคซีนส่วนใหญ่กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เพียงพอและมีประสิทธิภาพมากในการต่อต้านสายพันธุ์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้เกิดการป่วยหนัก การเข้าโรงพยาบาล และการเสียชีวิต แต่สายพันธุ์สามารถมีผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในการต่อต้านอาการป่วยที่ไม่รุนแรงและการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ

สาเหตุที่วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้อย่างมาก น่าจะมาจากการที่วัคซีนกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบกว้าง ๆ ซึ่งหมายความว่าต่อให้เชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธุ์ก็จะไม่ทำให้วัคซีนหมดประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง หากพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำในการต้านทานสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง เราก็อาจเปลี่ยนองค์ประกอบของวัคซีนเพื่อให้สามารถต้านทานสายพันธุ์เหล่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะทำการประเมินได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราก็ยังคงรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์ใหม่ของไวรัสโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง และองค์การอนามัยโลกจะปรับปรุงคำแนะนำให้เป็นปัจจุบันเมื่อทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสายพันธุ์และประสิทธิภาพของวัคซีน คณะที่ปรึกษา SAGE ขององค์การอนามัยโลกก็ตรวจสอบหลักฐานเหล่านี้อยู่เสมอ

ในขณะที่เรากำลังเรียนรู้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือเราต้องทำทุกอย่างที่ทำได้ที่จะหยุดการแพร่กระจายของไวรัสเพื่อป้องกันการกลายพันธุ์ที่อาจลดประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ ทั้งหมดนี้หมายความว่าเรายังคงต้องรักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร ไอหรือจามใส่ข้อศอก หมั่นล้างมือ สวมหน้ากาก และหลีกเลี่ยงการอยู่ในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท หรือให้เปิดหน้าต่าง

 ผลข้างเคียงจากวัคซีนในผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันหรือไม่ อายุเป็นปัจจัยด้วยหรือไม่

ผลกระทบของวัคซีนป้องกันโควิด 19 จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลเช่นเดียวกับวัคซีนส่วนใหญ่ ในขณะนี้ เมื่อมีคนได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้น เราก็อาจจะเริ่มเห็นรูปแบบของผลข้างเคียงได้ เรายังคงเก็บและเผยแพร่ข้อมูลต่อไป แต่ ณ ตอนนี้ เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าผลข้างเคียงจะเกิดขึ้นกับใครบ้าง

การมีผลข้างเคียงหมายความว่าวัคซีนกำลังทำงานอยู่ใช่หรือไม่ แล้วการไม่มีผลข้างเคียงหมายความว่าอย่างไร

วัคซีนทำหน้าที่โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของคุณเพื่อให้ต่อสู้กับไวรัส กระบวนการนี้บางครั้งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น มีไข้ หนาวสั่น หรือปวดหัว แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีอาการเหล่านี้ การมีอาการและความรุนแรงของอาการไม่ได้ทำนายหรือสะท้อนถึงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของคุณต่อวัคซีน ภูมิคุ้มกันสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของวัคซีนโควิด 19 คืออะไรบ้าง

เฉกเช่นเดียวกับวัคซีนอื่น ๆ วัคซีนโควิด 19 นั้นสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงเป็นเวลาสั้น ๆ ได้ เช่น ไข้ต่ำ หรืออาการปวดและรอยแดงบนผิวหนังบริเวณที่ฉีด ส่วนใหญ่แล้วปฏิกิริยาที่มีต่อวัคซีนจะไม่รุนแรงและหายไปเองภายใน 2-3 วัน อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงจากวัคซีนที่รุนแรงและคงอยู่นานกว่าก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่พบได้น้อยมาก ทั้งนี้วัคซีนจะได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่ยังมีการใช้งาน เพื่อตรวจจับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดได้น้อย และดำเนินมาตรการเพื่อจำกัดการเกิดขึ้นของเหตุเหล่านั้น

ผลข้างเคียงจากวัคซีนโควิด 19 ที่มีการรายงานนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับเบาถึงกลางและคงอยู่เพียงระยะสั้น เช่น ไข้ เหนื่อยล้า ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ท้องร่วง และปวดบริเวณที่ฉีดยา อัตราการเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามวัคซีนแต่ละชนิด

ส่วนใหญ่แล้ว เราสามารถบรรเทาผลข้างเคียงเหล่านี้ได้โดยการพักผ่อน ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และใช้ยาพาราเซตามอล/อะเซตามิโนเฟนสำหรับอาการข้างเคียงโดยทั่วไป ให้ติดต่อแพทย์หากอาการกดเจ็บ ณ บริเวณที่ฉีดยารุนแรงขึ้นหลังจากผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง หรือผลข้างเคียงยังคงอยู่แม้จะผ่านไปแล้ว 2-3 วัน หากคุณหายใจลำบาก เจ็บบริเวณหน้าอก มึนงง พูดไม่ได้หรือขยับร่างกายไม่ได้ ให้ติดต่อแพทย์ทันที

วัคซีนโควิด 19 เกี่ยวข้องกับอาการแพ้อย่างไร

บุคคลสามารถมีอาการแพ้รุนแรงต่อวัคซีนโควิด 19 บางตัวได้ แต่พบได้ยาก อาการแพ้รุนแรง เช่น ภาวะแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (anaphylaxis) เป็นผลข้างเคียงที่พบได้ยากและอาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะกับวัคซีนใด ๆ สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยง เช่น เคยมีอาการแพ้หลังจากรับวัคซีนโดสแรก หรือเคยแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนมาก่อน อาจต้องมีมาตรการป้องกัน

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บุคลกรด้านสาธารณสุขประเมินความเสี่ยงของบุคคลในการเกิดอาการแพ้รุนแรงก่อนที่จะฉีดวัคซีนโควิด 19 โดยสอบถามเกี่ยวกับปฏิกริยาต่อวัคซีน หรือการแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน บุคลากรที่ทำหน้าที่ฉีดวัคซีนทุกคนควรได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับการแพ้รุนแรง และทราบวิธีดูแลผู้ป่วยในกรณีที่ปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้น

หน่วยงานระดับชาติและหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงองค์การอนามัยโลก จะติดตามตรวจสอบการใช้วัคซีนโควิด 19 อย่างใกล้ชิดโดยเพื่อตรวจหาผลข้างเคียงที่ร้ายแรง รวมถึงผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจและจัดการความเสี่ยงของอาการแพ้หรือผลข้างเคียงที่ร้ายแรงอื่น ๆ จากวัคซีนโควิด 19 ที่อาจตรวจไม่พบในระหว่างการทดลองทางการแพทย์ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับวัคซีนอย่างปลอดภัย

 ผู้ที่รับวัคซีนโควิด 19 แล้วจะยังสามารถติดเชื้อได้อีกหรือไม่

แม้ว่าวัคซีนโควิด 19 หลายตัวจะมีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและอาการหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล แต่ไม่มีวัคซีนใดที่สามารถให้การป้องกันการติดเชื้อได้ 100% ดังนั้นย่อมมีคนจำนวนน้อยที่สามารถติดเชื้อโควิด 19 ได้แม้จะได้รับวัคซีนไปแล้ว

นอกจากลักษณะเฉพาะของวัคซีนแต่ละตัวแล้ว ปัจจัยหลายประการ เช่น อายุ ภาวะทางสุขภาพโดยรวม การสัมผัสเชื้อโควิด 19 มาก่อน การติดเชื้อในปัจจุบัน หรือการกลายพันธุ์ของไวรัส ก็สามารถกระทบต่อประสิทธิผลของวัคซีนได้ นอกจากนี้ เรายังไม่ทราบว่าภูมิคุ้มกันจากวัคซีนโควิด 19 ต่าง ๆ จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่แม้ว่าจะเริ่มมีการฉีดวัคซีนโควิด 19 แล้ว เราก็ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะช่วยลดการติดเชื้อได้ต่อไป เช่น การเว้นระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย และการล้างมือ

ในช่วง 14 วันแรกหลังการรับวัคซีน ระดับการป้องกันโรคในร่างกายจะยังไม่สูงมากนักแต่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น สำหรับวัคซีนแบบโดสเดียว โดยทั่วไปแล้วการป้องกันจะเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังการรับวัคซีน สำหรับวัคซีนแบบ 2 โดส ต้องได้รับทั้ง 2 โดสให้ครบเพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันในระดับสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้

แม้ว่าวัคซีนโควิด- 19 จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต แต่เราก็ยังคงต้องเรียนรู้ต่อไปเกี่ยวกับความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น เพื่อให้ตัวคุณเองและผู้อื่นปลอดภัยแม้ว่าจะเริ่มมีการฉีดวัคซีนในประเทศของคุณแล้ว ขอให้คุณยังคงรักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร ไอหรือจามใส่ข้อศอก หมั่นล้างมือ และสวมหน้ากาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในที่ปิด พื้นที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก ปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่นเสมอตามสถานการณ์และความเสี่ยงในพื้นที่ของคุณ

 วัคซีนชนิด mRNA ปลอดภัยหรือไม่ เราจะมั่นใจในเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างไร

เทคโนโลยีวัคซีน mRNA สำหรับโควิด 19 ผ่านการประเมินด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด การทดลองทางการแพทย์พบว่าวัคซีนชนิด mRNA สามารถสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มต่อโรคได้สูง เทคโนโลยีนี้ได้รับการศึกษามาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ทั้งในบริบทของการพัฒนาวัคซีนไวรัสซิกา วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทั้งนี้ วัคซีนชนิด mRNA นั้นไม่ใช่วัคซีนเชื้อเป็น และไม่กระทบต่อรหัสพันธุกรรมของมนุษย์

กล่าวโดยสรุป ถึงแม้ว่าการรับวัคซีนป้องกันโควิด 19 ในประเทศไทยและอีกหลายประเทศยังไม่สามารถกระจายให้แก่ประชาชนได้ครบตามกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มอายุ กลุ่มอาชีพ และกลุ่มอื่น ๆ ในเข็มแรกก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามภาครัฐจะจัดสรรค์วัคซีนและกระจายให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ทั้งการรับวัคซีนที่ได้รับการจัดสรรให้โดยภาครัฐและวัคซีนทางเลือก สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทั้งภาครัฐและประชาชนนั้นตระหนักและให้ความสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง เพื่อให้มีความปลอดภัยและเพื่อป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสโควิด 19 นี้ จากข้อมูลที่กระผมได้อ้างอิงมาจากศูนย์ข้อมูลโควิด 19 กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก ที่ได้เผยแพร่ข้อมูลให้แก่ประชาชนทั่วโลกได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นของวัคซีนป้องกันโควิด 19 โดยมีเนื้อหาเชิงถาม – ตอบ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและคลายข้อสงสัยต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ยังมีประชาชนอีกมากมายที่ยังเข้าไม่ถึงข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นข้อมูลระดับโลกเช่นเดียวกัน

อื่นๆ

เมนู