1. หน้าแรก
  2. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
  3. HS09 - ตำบลพระครู อำเภอเมืองบุรีรัมย์
  4. HS09 โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เพื่อรักษาภูมิปัญญาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนพื้นที่ตำบลพระครู อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

HS09 โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เพื่อรักษาภูมิปัญญาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนพื้นที่ตำบลพระครู อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้แก่ประเทศ)

        ข้าพเจ้า  นางสาวอรนรี สมร่าง  ประเภทบัณฑิตจบใหม่ ปฏิบัติงานพื้นที่ ตำบลพระครู อำเภอเมือง   จังหวัดบุรีรัมย์  

              เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564  ข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติงานได้ลงพื้นที่อบรมเชิงปฏิบัติงานในการพัฒนาผ้าไหมมัดหมี่ลายอัตลักษณ์ของชุมชน นำโดยอาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ ยุพาวดี อาจหาญและ อาจารย์ ทิพวิลย์ เหมรา ที่เป็นผู้ดำเนินงานตลอดทั้งโครงการ และได้เป็นเกียรติที่ ท่าน กฤษกร แก้วโบราณ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จังหวัดขอนแก่น ได้วิเคราะห์ออกแบบลายผ้าคลุมไหล่และแบบสีให้เป็นลายอัตลักษณ์ของชุมชนตามเรื่องราวของการเป็นอยู่แต่ละชุมชน โดยสีที่ใช้จะเป็นสีจากวัสดุธรรมชาติที่ได้จากพืช สัตว์ จุลินทรีย์ และแร่ธาตุต่างๆ มาทำการย้อมกับเส้นไหม เพื่อนำมาใช้ในการทอผ้า เพิ่มสีสันให้กับเส้นไหมให้มีความสวยงาม  และแนะนำเทคนิคขั้นตอนรายละเอียดในการทำผ้าคลุมไหล่ ทั้งในเรื่องของเทคนิคการให้สีจากวัสดุที่ใช้ ขั้นตอนการต้มเพื่อสกัดสีให้ได้สีที่เข้มข้น ขั้นตอนการย้อมผ้าคลุมไหล่ เทคนิคการใช้สารช่วยติดสี และจากการฟังคำแนะนำของวิทยากรแล้ว ชาวบ้านทั้ง3 หมู่บ้านได้เสนอวัสดุที่ใช้ต้มเพื่อสกัดสี ดังนี้ 1.บ้านหนองมะค่าแต้ใช้ ใบมะม่วงและต้นกล้วย  2.บ้านชุมทองพัฒนาจะใช้แก่นขนุนและเปลือกประดู่ และ 3. บ้านหนองขวางน้อยจะใช้ใบยูคาลิปตัสและเปลือกส้มสมอในการให้สี

 
ลายอัตลักษณ์ของบ้านหนองมะค่าแต้ ลายอัตลักษณ์ของบ้านชุมทองพัฒนา ลายอัตลักษณ์ของบ้านหนองขวางน้อย

 

                        23 พฤศจิกายน 2564  ข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติงานได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานในส่วนการทำการย้อมสีผ้าคลุ่มไหล่หลังจากที่ได้มีการอบรมแนะนำให้รายละเอียดถึงวิธีการทำในครั้งที่แล้ว  ชาวบ้านทั้งสามหมู่บ้านได้เตรียมน้ำย้อมที่สกัดจากธรรมชาติมาทำการย้อมและมีขั้นตอนการทำดังนี้

  • วัสดุที่ใช้ในการย้อมผ้าไหม มีดังนี้
  1. ไหมดิบ  วัสดุที่ต้องการย้อมสี
  2. หม้อสแตนเลส ใช้ต้มน้าย้อม ลอกกาว ย้อมไหม
  3. เตา และ ถังแก๊ส ให้ความร้อนในการต้มลอกกาว ย้อมสี โดยใช้แก๊ส
  4. ครก สำหรับตำบดครั่งเพื่อสกัดสี
  5. ห่วงย้อมไหม ใส่ไหมเตรียมลอกกาว และย้อมสี
  6. ถุงมือยาง สวมใส่เมื่อจับเส้นไหมขณะร้อน หรือ มีสารเคมี หรือ สี
  7. กะละมัง สำหรับแช่ ล้างเส้นไหม วัสดุให้สีย้อม
  8. ราวไหมสำหรับตากไหม
  9. ไม้พาย สำหรับกลับไหมและคนน้ำในหม้อลอกกาวและย้อมสี

1

2

3

4

5

6

7

8

9

สารช่วยย้อม

สารช่วยย้อม หรือ สารกระตุ้นสี เป็นสารที่ช่วยให้สีติดกับเส้นด้ายดีขึ้นและเปลี่ยนเฉดสีธรรมชาติให้เปลี่ยนแปลงไปจากสีเดิม ในสมัยโบราณจะใช้การเติมมูลหรือปัสสาวะสัตว์ลงไปในถังย้อม ปัจจุบันมีการใช้สารที่ได้จากทั้งสารเคมีและสารธรรมชาติดังนี้

  1. สารช่วยย้อมเคมี (มอร์แดนท์) หมายถึง วัตถุธาตุที่ใช้ผสมสีเพื่อให้สีติดแน่นกับผ้าที่ย้อม ส่วนใหญ่เป็นเกลือของโลหะพวกอลูมิเนียม เหล็ก ทองแดง ดีบุก โครเมียม สำหรับมอร์แดนท์ที่แนะนำให้ใช้สำหรับการย้อมระดับอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นสารเคมีเกรดการค้า ซึ่งมีราคาถูก คุณภาพเหมาะสมกับงาน มีวิธีการใช้งานที่สะดวกโดยการชั่ง ตวง วัดพื้นฐาน แล้วนำไปละลายน้ำตามอัตราส่วนที่ต้องการและหาซื้อได้ง่ายจากร้านค้าสารเคมีทางวิทยาศาสตร์ หรือทางการแพทย์ทั่วไป สารมอร์แดนท์ที่ใช้กันทั่วไปคือ
    • สารส้ม (มอร์แดนท์อลูมิเนียม) จะช่วยจับยึดสีกับเส้นด้ายและ ช่วยให้สีสด สว่างขึ้น มักใช้กับการย้อมสี น้ำตาล-เหลือง-เขียว
    • จุนสี (มอร์แดนท์ทองแดง) ช่วยให้สีติดและเข้มขึ้น ใช้กับการย้อม สีเขียว-น้ำตาล ข้อแนะนำสำหรับการใช้มอร์แดนท์ทองแดง คือ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการตกค้าง ของทองแดงในน้ำทิ้งหลังการย้อมได้
  1. สารช่วยย้อมธรรมชาติ (มอร์แดนท์ธรรมชาติ) หมายถึง สารประกอบน้ำหมักธรรมชาติ ที่ช่วยในการยึดสีและบางครั้งทำให้เฉดสีเปลี่ยน เช่o
  • น้ำปูนใส ได้จากปูนขาวที่ใช้กินกับหมาก หรือทำจากปูนจากการเผาเปลือกหอย โดยละลายปูนขาวในน้ำสะอาด ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน จะได้น้ำปูนใสมาใช้เป็นสารช่วยย้อมต่อไป
  • น้ำด่าง หรือน้ำขี้เถ้า ได้จากขี้เถ้าพืช เช่น ส่วนต่างๆ ของกล้วย ต้นผักขม เปลือกของผลนุ่น กากมะพร้าว เป็นต้น เลือกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่ยังสดๆ นำมาผึ่งแดดให้หมาด จากนั้นเผาให้เป็นขี้เถ้าสีขาว นำขี้เถ้าไปใส่ในอ่างที่มีน้ำอยู่ กวนให้ทั่วทิ้งไว้ 4 – 5 ชั่วโมงขี้เถ้าจะตกตะกอน นำน้ำที่ได้ไปกรองให้สะอาดแล้วจึงนำไปใช้งาน เรียกว่า “น้ำด่างหรือน้ำขี้เถ้า” อีกวิธีหนึ่งนำขี้เถ้าที่ได้ไปใส่ในกระป๋องที่เจาะรูเล็กๆ รองก้นด้วยปุยฝ้าย หรือใยมะพร้าวใส่ขี้เถ้าจนเกือบเต็ม กดให้แน่นเติมน้ำให้ท่วมขี้เถ้า แขวนกระป๋องทิ้งไว้ รองเอาแต่น้ำด่างไปใช้งาน
  • กรด ได้จากพืชที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว น้ำใบหรือฝักส้มป่อย น้ำมะขามเปียก
  • น้ำโคลน เตรียมจากโคลนใต้สระ หรือบ่อที่มีน้ำขังตลอดปี ใช้ดินโคลนมาละลายในน้ำเปล่าสัดส่วนน้ำ 1 ส่วนต่อดินโคลน 1 ส่วนจะช่วยให้ได้โทนสีเข้มขึ้น หรือโทนสีเทา-ดำเช่นเดียวกับน้ำสนิม

วิธีการย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ

          ย้อมเย็น

  1. ใส่เกลือเคมีลงในน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ คนให้ละลาย
  2. แช่ไหม 20 นาที ในระหว่างการแช่เกลือต้องทำการนวดไหมเรื่อยๆ เพื่อให้สีได้ติดไหมง่าย

       

 

 

 

 

  

 

   ย้อมร้อน

  1. ยกหม้อต้มตั้งไฟ ใช้เวลาต้ม1 ชั่วโมง ไฟอ่อนๆ (นับเวลาจากจัดที่เดือดไป)

       2. แช่ไหมไว้ 1 ชั่วโมง กลับไหมทุก5 นาที เพื่อไม่ให้ไหมด่าง

    

        3. หลังจากครบ 1 ชั่วโมงให้ใส่จุนสี 250กรัมหรือ 1ช้อนโต๊ะ

       4. ใส่จุนสีแล้วคนให้ละลาย ต้มอีก 20นาที และทำการนวดไหมทุก 5นาที เพื่อให้สีติดทั่วถึง

         5. ยกไหมขึ้นให้สะเด็ดน้ำ และนำไหมไปจุ่มในน้ำโคลนที่เตรียมไว้

          6. ไหมจุ่มลงในน้ำโคลนแล้วแช่ไว้ 25 นาที ระหว่างแช่ไหมให้นวดไหมให้น้ำโคลนซึมเข้าเส้นไหมอย่างทั่วถึง (ระยะเวลาในการแช่น้ำโคลนนานเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ไหมนิ่มมือ และหนาขึ้น เพิ่มผิวสัมผัสมากขึ้น)

         7. หลังจากแช่น้ำโคลนเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นำไปล้างน้ำเปล่า 2 ครั้ง

        8. บิดหมาดๆและกระตุกให้ไหมเรียงเส้น

         9. นำไหมไปผึ่งในที่ร่ม

                     

จากการลงปฏิบัติงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านกลุ่มทอผ้าไหมทั้ง 3หมู่บ้านเป็นอย่างดี โดยชาวบ้านต่างยินดีให้ผู้ปฏิบัติงานและคณะอาจารย์ได้ลงพื้นที่ได้ร่วมมีการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นในความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนตำบลพระครู อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

  25 พฤศจิกายน 2564  ข้าพเจ้าและทีมผู้ปฏิบัติอีก4 คน ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติมในการจัดทำรายงานผลประกอบการดำเนินโครงการในโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมเพื่อรักษาภูมิปัญญาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรฐกิจให้กับชุมชนพื้นที่ตำบลพระครู อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยกลุ่มของดิฉันได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับผ้าไหมลายอัตลักษณ์ของ “บ้านหนองขวางน้อย”  และได้สอบถามข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการผลิตผ้าไหม ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ขั้นตอนการสาวไหม ขั้นตอนการเตรียมเส้นไหม ขั้นตอนการมัดหมี่ ขั้นตอนการย้อมสี ขั้นนตอนการแก้หมี่ตลอดถึงขั้นตอนการทอ ในการลงพื้นที่สอบถามข้อมูลกับชาวบ้านกลุ่มทอผ้าไหมบ้านหนองขวางต่างก็ได้รับความยินดีในการให้ข้อมูลของกลุ่มแม่ๆบ้านหนองขวางน้อย 

อื่นๆ

เมนู