ข้าพเจ้านางสาวศิริวิมล ดิบประโคน อยู่ในส่วนของกลุ่มของประชาชน ได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล ตำบลหินลาด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับมอบหมายจากอารจารย์ประจำหลักสูตร ID03 ตำบลหินลาด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ตำบลหินลาด เป็น 1 ใน 9 ตำบลของอำเภอบ้านกรวด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ว่าการอำเภอมีพื้นที่ประมาณ 32.48 ตารางกิโลเมตร ลักษณะเป็นพื้นที่ราบสูงทางด้านทิศใต้ ด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออกเป็นที่ราบลุ่ม แบ่งเขตการปกครอง เป็น 8 หมู่บ้านประกอบด้วยหมู่บ้าน หมู่1 บ้านละหานทรายเก่า หมู่2 บ้านละหานทรายใหม่ หมู่3 บ้านหินลาด หมู่4 บ้านหินลาด หมู่5 บ้านหินลาด หมู่6 บ้านหนองม่วง หมู่7 บ้านโนนค้อ หมู่8 บ้านบึงเจริญ

จากการลงพื้นที่สำรวจเเต่ละหมู่บ้านในตำบลหินชาด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่าแต่ละครอบครัวมีผู้อยู่อาศัยหลายรุ่น อยู่ร่วมกัน ทั้ง พ่อเเม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย โดยมีศูนย์กลางของชุ่มชน คือ โบราณสถาย วัด ผู้ใหญ่ในชุมชน เช่น พระ ผู้ใหญ่บเาน ผู่เฒ่าผู่เเก่ วีถีชีวิตของคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นสังคมเกษตรกรรม ลักษณการทำเกษตรเป็นแบบยังชีพเป็นส่วนใหญ่ คือการทำการเกษตรเพื่อที่จะนำผลผลิตมาบริโภคในครัวเรือนของตนเอง เช่น การปลูกข้าว การปลูกยางพาราา การปลูกมันสำปะหลัง การเกษตรส่วนใหญ่จะเน้นที่การทำนาข้าว ซึ้งบางครัวเรือนใช้เเรงงานคนบางครัวเรือนในรถดำนาในการปลูกข้าว ชาวบ้านจะเริ่มปลูกในช่วงระหว่างเดือนพฤษถาคม ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน รองลงมาจะเป็นการปลูกยางพาร เปิดหน้ายางใหม่จะเริ่มช่วงเดือนตุลาคม เป็นช่วงกำลังเข้าสู่หน้าหนาว ฝนหยุดตกเเล้ว น้ำยางจะออกมาก เลี้ยงการกรีดในช่วงเดือนมีนาคม เดือนเมษายน เพราะอาอาศร้อย น้ำยางเวลากรีดออกมาไม่เยอะและเสี่ยงต่อหน้ายาง การปลูกมันสำปะหลังชาวบ้านจะปลูกในช่วงที่เกี่ยวข้าวเสร็จหมดเเล้ว และเก็บเกี่ยวในช่วงที่จะเริ่มปลูกข้าว เลี่ยงสัตว์เศรษฐกิจ วัว จิ้งหรีด หมู เเละที่สำคัญคือการเลี้ยงไหมของชาวบ้านเพื่อนำไหมที่ได้จากหนอนไหม มาทอเป็นผ้าไว้ใช้เเละยังนำมาจำหน่ายสร้างร้ายได้ การเลี้ยงไหม เริ่มจากการเลี้ยงไหม เมื่อตัวเล็กจะยังเป็นหนอนมีลายสีขาว เรียกว่า หนอนไหม ซึ่งกินใบหม่อนเป็นอาหารสำหรับตัวไหมจะมีส่วนงานนำมาส่งให้ โดยส่งเป็นถาดตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ ซึ่งเมื่อรับมาเเล้วชาวบ้านจะต้องเลี้ยงจนตัวไหมโตขึ้น ประมาณ 15-20วัน เมื่อตัวไหมโตเต็มที่จะเริ่มปล่อยใยหุ้มที่จะกลายเป็นดักเเด้ เพื่อฟักตัวเป็นผีเสื้อ ชาวบ้านจะนำตัวไหมที่กลายเป็นดักเเด้มาต้มเพื่อสาว (ดึง) ใยออกมาทำกระบวนการต่อไปหลังจากได้เส้นไหมคือการนำมาฟอกสีให้ได้เป็นสีขาว ด้วยการนำน้้าด่างที่ได้จากการใช้ต้นไม้พื้นเมือง เช่น ผักขม (หรือผักหมในภาษาอีสาน) ก้านกล้วย ใบกล้วย งวงตาล ไม้เพกา (ต้นลิ้นฟ้า) ไม้ขี้เหล็กอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ นำมาเผาให้เป็นถ่านเถ้า แล้วนำถ่านเถ้านี้เเช่น้้ากลายเป็น “น้ำด่าง”เมื่อได้น้ำด่างใสดีแล้วจึงนำไหมที่จะฟอกไปเเช่ จากนั้นนำไหมไปต้มแล้วล้างด้วยน้้าเย็น ผึ่งให้แห้ง ถ้ายังเห็นว่าไหมยังขาวไม่ได้ที่ให้นำไปเเช่ในน้้าด่างแล้วต้มอีกครั้ง เพื่อนำมาย้อมในขั้นต่อไปให้ได้สีตามที่ต้องการ ก่อนจะนำไปทอเป็นผ้าไหมมาถึงขั้นตอนการย้อมสีผ้า สีที่ชาวบ้านใช้ย้อมเป็นสีที่สกัดจากธรรมชาติ อาทิ สีเหลืองได้มากจากขมิ้น สีเด็ดที่ชาวบ้านนิยมคือสีเเดงน้ำตาล ทำจาก “ครั่ง” เป็นแมลงที่มีสีแดง สร้างรังบนต้นจามจุรี หรือฉำฉา เมื่อได้สีที่ต้องการก็นำมาย้อมเพื่อให้เกิดสีสันตามต้องการทั้งนี้ หากเราฟอกเส้นไหมจนเป็นสีขาวครีมข้างต้นแล้ว จะสามารถนำไปย้อมสีที่ต้องการได้ง่ายขึ้นและสีที่ได้จะไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่ต้องการมากนักเมื่อชาวบ้านได้สีของไหมตามที่ต้องการแล้วก็นำเส้นไหมเหล่านี้ไปทอมือ ตามลวดลายที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งชาวบ้านจะทอส่วนล่างที่เป็นลวดลาย เเล้วค่อยนำมาเย็บต่อกับผ้าสีพื้นที่เตรียมเอาไว้ ให้ได้ความยาวตามที่ต้องการเมื่อเเล้วเสร็จจะได้ผ้าไหมที่มีลวดลายสวย งดงามและเป็นสินค้าที่มีคุณค่าและมูลค่า ได้คุณภาพ สร้างรายได้ให้แก่ประชนชาชนในหมู่บ้านได้เป็นอย่างมาก

จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ในการเลี้ยง หนอนไหม เพื่อนำมาทำเป็นผ้าทอสวยงามนอกจากจะนำมาสวมใสร่างกายเเล้วยัง ยังสามารถที่จะนำมาสร้างร้ายได้มากมายให้กับครอบครัว

ภาพประกอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อื่นๆ

เมนู