ข้าพเจ้า นายกฤษฎา พรมประโคน ประเภท บัณฑิต ผู้ปฏิบัติงาน ประจำสังกัด คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ID06 : ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ในโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้วให้ประเทศ) โดยมีอาจารย์ประจำหลักสูตร รศ.สมบัติ ประจญศานต์ เป็นหัวหน้าหลักสูตร และ อ.กฤษณ์ ปิตาทะสังข์

ตามที่มมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ได้จัดทำโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตําบลแบบบูรณาการข้าพเจ้า นายกฤษฎา พรมประโคน สังกัดตำบลการตะกูได้พบกลุ่มเกษตรกรครัวเรื่อนหนึ่งได้เข้าไปสอบถามได้ความว่า นายวีระศักดิ์ ยาหอม อายุ:38 อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 60 หมู่ 8 บ้านสายโทร 12 เหนือ เลี้ยงกบเป็นอาชีพเสริมประสบความสำเร็จจากการเพาะเลี้ยงกบเป็นอาชีพมานานกว่า 9 ปี กบ เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ตามธรรมชาติกบจะหากินอยู่ตามลำห้วย หนอง บึง และท้องนา กบจะกินปลา กุ้ง แมลงและสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร แต่เนื่องจากสถานการณ์ความเป็นอยู่ในปัจจุบันปริมาณความต้องการในการบริโภคเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติหรือแม้แต่ผลผลิตทางการเกษตรลดน้อยลง ทำให้เกษตรกรต้องขวนขวายหาแนวทางในการประกอบอาชีพใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ เช่น การทำไร่นาสวนผสมการเลี้ยงกบหรือสัตว์น้ำอื่น ๆ แต่สำหรับการเลี้ยงกบนั้น ปัจจุบันเป็นที่สนใจของเกษตรกรเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย ลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย และจำหน่ายได้ราคาคุ้มกับการลงทุน

สำหรับการเพาะลูกกบนอกฤดูแนวทางนี้ได้ศึกษาด้วยตัวเอง โดยเทียบเคียงความเป็นจริงกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ทั้งนี้ คุณวีระศักดิ์ บอกว่า ผู้เลี้ยงแต่ละรายมีวิธีที่ต่างกัน แต่หลักการคล้ายกันภายหลังเมื่อได้ลูกอ๊อดที่มีอายุ 3 วัน จะให้อาหาร เบอร์ 0 พร้อมไข่ขาวที่ผสมกับยาปฏิชีวนะ ในปริมาณ 20 กิโลกรัม ประมาณ 2 สัปดาห์ ทุกเช้า-เย็น ลูกอ๊อดขายได้เมื่ออายุได้ 5 วัน โดยกำหนดราคาจำนวนแสนตัว ราคา 6,000 บาท ทั้งนี้อัตรารอดลูกอ๊อดไม่น้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา 25 วัน ขาเริ่มออก แล้วหางจะหดลง ก็ให้ผสมยาอีกครั้งเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นจะขายในราคา ตัวละ 80 สตางค์ ถึง 1 บาท

วนกบโตหรือกบเนื้อจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน หรือดูรูปร่างที่สมบูรณ์มาก จึงปล่อยขาย โดยเฉลี่ย 5 ตัว ต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ถ้าขายในช่วงปกติ ราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 60 บาท อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงกบเนื้อยิ่งใช้เวลาเลี้ยงนานเท่าไร จะได้ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เปลืองอาหาร เพราะกบโตจะกินน้อยลง เพียงแต่คนเลี้ยงถ้าอดทนรอเวลาก็จะได้กบโตที่มีราคาดีกลุ่มลูกค้าจะอยู่ในพื้นที่เขตภาคกลาง เช่น อุทัยธานี ชัยนาท พิษณุโลก สุโขทัย และพิจิตร โดยมีทั้งลูกค้าที่ซื้อลูกอ๊อดและลูกกบ แต่ทั้งนี้ลูกค้าที่มีประสบการณ์มายาวนานมักซื้อลูกอ๊อดไปเลี้ยง

ปัญหาจากการเลี้ยงกบมักเกิดขึ้นในช่วงกบเล็ก คุณวีระศักดิ์ ชี้ว่า เพราะเป็นวัยที่อ่อนไหวต่อการเกิดโรคได้ง่าย โดยเฉพาะหน้าฝน เพราะมักเจอแบคทีเรีย เชื้อรา ที่มีสาเหตุสำคัญมาจากอาหาร ดังนั้น การให้อาหารกบเพื่อป้องกันการเกิดโรคคือ ต้องให้มีความเหมาะสม อย่าให้อาหารเหลือ เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย ทั้งนี้ ต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของลูกกบ หากพบว่ามีอาการหงุดหงิดหรือกินอาหารน้อยลงต้องแยกออกจากกลุ่มเพื่อนำไปดูอาการแล้วรักษา

สำหรับการลงทุนทำอาชีพเลี้ยงกบ ได้แก่ ค่าบ่อ (ลงทุนครั้งเดียว) ซึ่งจะเป็นบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์ก็ได้แล้วแต่ความถนัด แต่สำหรับคุณเชินใช้บ่อซีเมนต์เป็นหลัก เพราะดูแลแก้ปัญหาง่ายกว่า แล้วยังช่วยป้องกันไม่ทำให้เกิดโรคได้ง่าย โดยบ่อซีเมนต์ที่ใช้มีหลายขนาด ตั้งแต่ 3×6 เมตร, 4×10 เมตร, 4×4 เมตร และ 5×5 เมตร นอกจากนั้น ยังมีค่าพันธุ์ และค่าอาหาร ซึ่งการลงทุนทั้งหมดนี้ถ้าขยันดูแลใส่ใจเต็มที่เพียงไม่นานก็สามารถคืนทุนได้หมดแล้ว

คุณวีระศักดิ์ บอกว่า มีแผนที่จะบุกตลาดต่างประเทศด้วย เพราะคิดว่าถึงเวลานี้ฟาร์มตัวเองพร้อมทุกด้านแล้ว โดยเฉพาะหน้าฝนที่มีกบจำนวนมากเหมาะกับการส่งขายต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง หรือในช่วงอื่นๆ ก็มีกบจากสมาชิกในกลุ่มอีกมากมาย ฉะนั้น ถ้าพูดถึงปริมาณและคุณภาพเห็นว่าที่ฟาร์มมีความพร้อมเต็มที่นอกจากนั้น ยังชี้ว่าอาชีพเลี้ยงกบจะต้องใช้ความอดทนและความละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงลูกกบที่จะต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดปัญหาจะทำให้ลูกค้าไม่เชื่อถือในเรื่องคุณภาพ ดังนั้น ถ้าอาศัยความอดทน และใส่ใจรวมถึงมีความขยันและใจรักจะช่วยทำให้เรามีรายได้ดีจากอาชีพนี้ทันที“ที่ผ่านมาพบว่า คนเลี้ยงมักถอดใจในช่วงหน้าฝน เพราะราคากบถูก เนื่องจากจำนวนกบในตลาดมีมาก แต่แท้จริงแล้วถ้าก่อนจะถึงหน้าฝนคุณสามารถผลิตกบได้มีคุณภาพก็จะขายได้ราคาสูง แล้วค่อยมาชดเชยในหน้าฝนซึ่งเป็นเพียงช่วงสั้นๆ”

อื่นๆ

เมนู