ข้าพเจ้า นาย ธวัชชัย จันประโคน ประเภท กพร. ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ จากการที่ผมได้ลงพื้นที่ชุมชนตำบลสายตะกู มีการพูดคุยเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชุมชนสายตะกู จึงทราบว่าชุมชนแห่งนี้เดิมใช้ชื่อว่า บ้านไซตะกู หรือ เซราะตะเกา (ภาษาเขมร) ที่มาของชื่อนั้นมาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งมีชื่อว่า “ต้นตะกู” ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้เกิดและเติบโตขึ้นกลางชุมชนไซตะกู มีขนาดที่สูงใหญ่ ให้ร่มเงา ร่มรื่น ให้คนในชุมชนพักหลบแดดในยามกลางวันที่มีสภาพอากาศที่ร้อนจัด ต้นตะกูพบขึ้นทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศ เป็นไม้โตเร็ว ลำต้นสูง15-30 เมตร เปลือกแตกเป็นร่องตามยาว สีน้ำตาลเทา ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ ดอกมีสีเขียวอมเหลือง 5กลีบมีกระเปาะเมล็ด 4 กระเปาะ เมล็ดกว่าจะงอกเป็นต้นกล้าที่ปลูกได้ใช้เวลา 6-7 เดือน

ในชุมชนไซตะกู (เซราะตะเกา) ในสมัยก่อนนั้นมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นอยู่จำนวนมาก กลุ่มต้นตะกูถือเป็นสัญญาลักษณ์ของชุมชนเลยก็ว่าได้ เพราะมีขนาดใหญ่และสูงเกิดขึ้นกลางชุมชน และชื่อของชุมชนก็ตั้งตามชื่อของต้นตะกูอีกด้วย ด้วยขนาดต้นที่ใหญ่จึงเป็นจุดสังเกตุของผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาก็จะทราบว่าชุมชนแห่งนี้คือชุมชนไซตะกูนั่นอง เมื่อเวลาผ่านไปชุมชนมีผู้เข้าอาศัยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคนในพื้นที่และคนที่อพยพมาจากพื้นที่อื่นๆเพื่อมาจับจองพื้นที่ทำกินตามการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองจากกรมประชาสงเคราะห์ เพื่อช่วยเหลือคนจนที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน และแบ่งเขตหมู่บ้านออกโดยใช้คำว่าสายโทนำหน้า ชุมชนไซตะกูจึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “สายตะกู”จนถึงปัจจุบันนั่นเอง

จากการตัดไม้ทำลายป่าของคนในชุมชนในสมัยอดีต ทำให้ต้นไม้ใหญ่นั้นค่อนข้างหายาก ต้นตะกูก็เช่นกัน ปัจจุบันแทบจะพบเจอได้ยากมากซึ่งต่างจากอดีต และต้นตะกูในชุมชนก็โดนโค่นไปใช้ประโยชน์บ้าง ล้มหายตายจากบ้างตามกาลเวลา ทำให้สัญญาลักษณ์ของชุมชนสายตะกูนั้นกลายเป็นเรื่องเล่าในอดีต ว่าครั้งหนึ่งชุมชนแห่งนี้เคยมีกลุ่มต้นตะกูยักษ์เกิดขึ้นกลางชุมชนและเป็นที่มาของชื่อชุมชน “ไซตะกู”

 

 

 

 

 

อื่นๆ

เมนู