โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ 

โครงการ โคก หนองนา โมเดล”

กรณีศึกษา :  ตำบลตะโกตาพิ (บ้านบาตร หมู่ที่ 10 และ5)

ปัญญา พวงประเสริฐกุล


 

“โคก หนองนา โมเดล ” ตำบลตะโกตาพิ   (บ้านบาตร หมู่ที่ 10 และ5)

“โคก หนองนา โมเดล” ตำบลตะโกตาพิ   (บ้านบาตร หมู่ที่ 10 และ5)

พื้นที่ตำบลตะโกตาพิ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์  มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ  “โคก หนองนา โมเดล”  จำนวนทั้งหมด 9 ครัวเรือน ซึ่งกระจายไปตามพื้นที่หมู่บ้าน

กรณีศึกษา บ้านบาตร หมู่ที่ 5 และ 10 มี ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 2 ครัวเรือน

ครัวเรือนต้นแบบ  (HLM) นายจำรัส จะประโคน บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 10 ตำบลตะโกตาพิ  อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์  พื้นที่ขนาด 3 ไร่  แบบมาตรฐาน 1:3

สัมภาษณ์นายจำรัส และนางน้อย จะประโคน

จากการสัมภาษณ์ลุงจำรัสเล่าว่า ตนเองเข้าร่วมการโครงการตั้งแต่ปี 2563 ขนาดพื้นที่จำนวน 3 ไร่  แบบมาตรฐาน 1:3  ระยะเวลาดำเนินโครงการ จำนวน 5  ปี โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอประโคนชัย การดำเนินและความคืบหน้าที่ได้เข้าร่วมโครงการ โคก หนองนา โมเดล  ปัจจุบันได้ดำเนินการขุดสระน้ำ และปลูกพืชจำนวนหนึ่ง

ปัจจุบันได้ดำเนินการปลูกพืช ต้นไม้ เป็นระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งพืชปลูกไว้ คือ ต้นกล้วย ตะไคร้ ต้นมะขามเทศ

“ที่ปลูกกล้วย เพราะว่า ปลูกง่ายที่สุด ดูแลง่าย ราคาถูก”

“กล้วยเป็นพืชที่มีผล แล้วสามารถนำผลผลิตมาแปรรูปได้หลายอย่าง” นางน้อย กล่าว

             ปัญหาอุปสรรคพบว่า มีพื้นที่ดินแข็งคล้ายดินเหนียว ทำให้ปลูกพืชได้ยาก ลุงจำรัสบอกไม่ท้อ บอกว่า “เราจะพยายาม”  “ ลุงจำรัส ต้องการแก้ปัญหา น้ำในสระที่ขุดที่มีสีขุ่น มาเป็นน้ำใส”

ข้อดีของโครงการฯ แม่น้อย ผู้เป็นภรรยา เล่าว่า มีความยั่งยืนและสามารถต่อยอดทำอย่างอื่นได้ เช่น แปรรูปผลผลิตจากกล้วย ปลูกกล้วยแล้วขายได้”

ลุงจำรัสมองภาพอนาคตภายใน 5 ปีข้างหน้าว่า “ ต้องการเลี้ยงปลา มีต้นไม้ อยากพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ต่อไป”

แม่น้อย จะประโคน  กล่าวเพิ่มเติมว่า จะเป็นต้นแบบครัวเรือนที่ชาวบ้านและครัวเรือนอื่นเข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติตาม และต้องการที่จะให้มีชาวบ้านมาร่วมโครงการแบบตนเอง ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น ต่อไป

“เราเป็นต้นแบบ และมีคนมาเรียนรู้ของเรา ”

“ เราจะเป็นต้นแบบ หมู่บ้านละ 1 ราย เราเป็นต้นแบบแล้ว เราเจ้าหน้าที่รัฐมาเป็น พี่เลี้ยง”

        สุดท้ายทั้งสองได้กล่าวกราบขอบคุณในหลวงที่ทรงสร้างความยั่งยืนให้กับชาวบ้าน และรู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เราจะต้องมีความขยัน จึงจะมีรายได้ และมีอาหารอย่างยั่งยืน

“ให้ความยั่งยืนของชาวบ้าน มีที่ ขุดสระ” หากเราลงทุนเองก็ทำไม่ได้ เราดีใจมากที่ได้โครงการนี้ หากเรามีความขยัน ต้องการมีรายได้ ของกิน ของใช้อย่างยั่งยืน ได้ 3 ไร่นี้เราก็รอด โควิดมาเราก็รอด และสามารถแบ่งปัน

พี่น้องชาวบ้านในหมู่บ้านด้วย ”

ครัวเรือนต้นแบบ  (HLM) นางฉลอ ชัยหมก บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ตำบลตะโกตาพิ  อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์  พื้นที่ขนาด 3 ไร่  แบบมาตรฐาน 1:1  

สัมภาษณ์ นางฉลอ ชัยหมก  

นางฉลอ ชัยหมก เข้าร่วมโครงการ โคก หนองนา โมเดล ขนาดพื้นที่ 3 ไร่ แบบมาตรฐาน 1: 1

พืชที่ปลูกในบริเวณพื้นที่ปัจจุบัน คือ กล้วย น้อยหน่า มะม่วง แตงไทย ข้าวโพด  ความคาดหวังในอนาคต ปลูกกระท่อม อยากเลี้ยงเป็ด ไก่ เลี้ยงหมู และวัว นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ป่า ร่มรื่นอยู่บริเวณใกล้เคียง

กราบขอบคุณ“ ที่มีโครงการ โคก หนองนา โมเดล มาให้ชาวบ้าน ได้มีความรู้มากๆ เราอยากกินอะไร ก็ได้กินทุกอย่าง ”


แนวคิดการจัดการน้ำ “ โคก หนอง นา โมเดล”  เป็นการทำการเกษตรในพื้นที่ขนาดจำกัด หรือ ขนาดเล็ก เป็นการกักเก็บน้ำไว้ทั้งบนดิน (ด้วยหนอง คลองไส้ไก่ และคันนา) และใต้ดิน (ด้วยป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ) ตามแนวพระราชดำหริของในหลวง ร. 9 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่จำกัดอย่างน้อยเพียง 3 ไร่ หรือ แล้วแต่ขนาดของที่ดินตามสภาพความเหมาะสมก็ได้

โคกหนองนาโมเดล เป็นปรัชญาในการออกแบบพื้นที่ทำเกษตร ที่สามารถสร้างประโยชน์ จากแนวคิดได้อย่างเห็นผลอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง

1.บริหารจัดการพื้นที่

การบริหารพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่รู้จักกันในชื่อว่า “ โคก หนอง นาโมเดล ” ซึ่งเป็นการออกแบบพื้นที่ตามศาสตร์พระราชา ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งพื้นที่เล็กหรือใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาข้อมูลและทรงพบว่า เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ครอบครองพื้นที่โดยเฉลี่ยครอบครัวละ 10 – 15 ไร่ จึงทรงแนะนำให้จัดสรรโดยมีเป้าหมายว่า ต้องทำให้เรามีข้าวปลาอาหารพอกินตลอดปี เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและมีรายได้เหลือพอสำหรับจับจ่ายใช้สอยในเรื่องจำเป็น โดยใช้อัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 เป็นเกณฑ์ปรับใช้ ตัวอย่างเช่นพื้นที่ส่วนแรก 30 เปอร์เซ็นต์ใช้สำหรับขุดสระน้ำ เพื่อเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำที่กินหรือใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้ รอบ ๆ ขอบสระปลูกไม้ต้นที่ไม่ใช้น้ำมาก และสร้างเล้าไก่บนสระ

พื้นที่ส่วนที่สอง 30 เปอร์เซ็นต์ใช้สำหรับทำนา พื้นที่ส่วนที่สาม 30 เปอร์เซ็นต์ใช้ปลูกไม้ผล ไม้ต้น หรือไม้ที่ใช้สอยในครัวเรือน ใช้สร้างบ้านเรือน ทำอุปกรณ์การเกษตร หรือใช้เป็นฟืน พื้นที่ที่เหลืออีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นที่อยู่อาศัย ทางเดินคันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ย หมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ หรือปลูกผักสวนครัว สมุนไพร และไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น

2.บริหารจัดการน้ำ

ทำอย่างไรให้มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกและใช้ในชีวิตประจำวันตลอดปีและมีสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งหรือระยะฝนทิ้งช่วง ซึ่งตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่เน้นการคำนวณปริมาณน้ำด้วยหลักวิชาการ น้ำฝนที่ตกลงในแต่ละพื้นที่ ถ้าเป็นบริเวณที่ฝนตกน้อยพื้นที่ค่อนข้างแล้ง น้ำฝนขั้นต่ำมีปริมาณปีละ 800 มิลลิเมตร หมายถึง เมื่อฝนตกลงมาถ้าไม่ซึมและระเหยสู่อากาศ ปริมาณน้ำจะสูงจากพื้นดินประมาณ 80 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ที่มีฝนตกชุก ถ้าไม่ซึมและระเหยก็จะมีปริมาณน้ำฝน 1,800 – 2,000 มิลลิเมตรต่อปี หรือสูงจากพื้นดิน 1.80 – 2 เมตร

ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มี พระราชดำริเป็นแนวทางว่า ในพื้นที่ 15 ไร่ เพาะปลูก 1 ไร่ ต้องมีน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรไม่ต่ำกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตรดังนั้น เมื่อทำนา 5 ไร่ ปลูกพืชไร่หรือไม้ผลอีก 5 ไร่ รวมเป็น 10 ไร่ ต้องมีน้ำใช้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ลูกบาศก์เมตร ในแต่ละปี อาจารย์ยักษ์บอกวิธีขุดสระเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้
โดยสรุปว่า หากขุดสระลึก 4 เมตรบนเนื้อที่ 3 ไร่ สามารถเก็บน้ำได้เต็มสระ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ถ้าน้ำไม่ระเหยจะพอใช้ทั้งปี หากขุดสระลึก 4 เมตรบนเนื้อที่ 3 ไร่ สามารถเก็บน้ำได้เต็มสระ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ถ้าน้ำระเหยวันละ 1 ชั่วโมง แต่ละปีฝนไม่ตก 300 วัน น้ำลดลงไป 300 เซนติเมตร เท่ากับ 3 เมตร เหลือปริมาณ 1/4 ของบ่อ หรือเก็บน้ำได้ 4,750 ลูกบาศก์เมตร พอใช้แค่ทำนา 4.75 ไร่

อย่างไรก็ตาม ขนาดบ่อเก็บน้ำจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม ดังนี้

  • ถ้าเป็นพื้นที่การเกษตรที่อาศัยน้ำฝน บ่อต้องลึกเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำระเหยได้มากเกินไป
  • ถ้าพื้นที่การเกษตรอยู่ในเขตชลประทาน ควรขุดบ่อน้ำให้ลึกอย่างน้อย 3 เมตร ส่วนความกว้างยาวขึ้นกับความเหมาะสมของพื้นที่และการใช้น้ำ
  • เกษตรกรควรทำนาในหน้าฝน และเมื่อถึงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ให้เกษตรกรใช้น้ำที่เก็บนั้นให้เกิดประโยชน์ทางการเกษตรอย่างสูงสุด โดยพิจารณาปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาล เพื่อให้มีผลผลิตอื่นไว้บริโภคและสามารถนำไปขายได้ตลอดปี
  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเรียกการขุดบ่อเก็บน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้ในพื้นที่ตลอดปีว่า “regulator” ซึ่งหมายถึง การควบคุมให้มีน้ำหมุนเวียนไว้ใช้ทำการเกษตรตลอดเวลา โดยเฉพาะในหน้าแล้งและตอนฝนทิ้งช่วง แต่ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะสามารถปลูกข้าวนาปรังได้หากน้ำในสระเก็บน้ำมีเพียงพอ

3. ปลูกข้าวในนาและพืชผักสมุนไพรบนคันนา

ข้าวเป็นอาหารหลักที่คนไทยบริโภค ถ้าแต่ละครอบครัวทำนา 5 ไร่ก็จะมีข้าวพอกินตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง และพึ่งตนเองได้อย่างมี ผลิตอื่นจากนาข้าวก็คือ ปู ปลา กุ้ง กบ เขียด ทำเป็นอาหารที่หลากหลาย ส่วนบนคันนาก็ปลูกพืช ผัก กล้วย อ้อย พริก สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

4. ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง บันไดสู่ 4

การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ การปลูกพืชที่นำมาใช้เป็นอาหาร เป็นที่อยู่อาศัย ทำเครื่องใช้ไม้สอยและเป็นร่มเงา ประกอบด้วยพรรณไม้หลากหลายชนิดสามารถจำแนกตามความสูงเป็น 5 ระดับ คือ

  1. ไม้สูง เป็นไม้เรือนยอดสูงและมีอายุยืน เช่น ตะเคียน ยางนา เต็ง รัง ฯลฯ
  2. ไม้กลาง เป็นไม้ต้นที่สูงไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นไม้ผลที่เก็บกินได้ เช่น มะม่วง ขนุน มังคุด กระท้อน ไผ่ สะตอ ฯลฯ
  3. ไม้เตี้ย เป็นไม้พุ่มเตี้ยที่อยู่ใต้ไม้สูงและไม้กลาง เช่น พริก มะเขือ กะเพรา ผักหวานบ้าน ติ้ว เหรียง ฯลฯ
  4. ไม้เรี่ยดิน เป็นไม้เลื้อยชนิดต่าง ๆ เช่น พริกไทย รางจืด ฯลฯ
  5. ไม้หัวใต้ดิน เช่น ขิง ข่า มันมือเสือ บุก กวาวเครือ ฯลฯ

วิธีปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

  1. นำไม้เบิกนำที่โตเร็ว เช่น สะเดา มะรุม แค ไม้ผล กล้วย อ้อย และพืชผักอายุสั้นมาปลูกก่อน เพื่อสร้างแหล่งอาหารให้ครอบครัว
  2. หลังจากนั้น 1 – 2 ปี เริ่มปลูกไม้ที่ใช้ก่อสร้างที่อยู่ อาศัย เมื่อเติบโตจนให้ร่มเงากับพื้นที่จึงเริ่มปลูกพืชสมุนไพร
  3. สำหรับพื้นที่ทำนา ควรมีขนาดเหมาะสมและปลูกข้าวได้เพียงพอสำหรับบริโภคในครัวเรือนโดยไม่ต้องซื้อ
  4. ขุดบ่อน้ำและร่องน้ำเล็กให้เชื่อมต่อกับบ่อขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นกับพื้นดินและต้นไม้ ทั้งยังใช้เลี้ยงปลาไว้เป็นอาหาร
  5. ปลูกต้นไม้ให้หลากหลายที่ใช้ประโยชน์ได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว

หลังจากปลูกป่า 3 อย่างสำเร็จแล้ว ก็จะสามารถนำพืชเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ 4 ประการ คือ หนึ่ง ใช้เป็นอาหารเครื่องดื่ม สมุนไพร และเป็นขนม สอง ใช้ทำที่อยู่อาศัยใช้ทำพื้นบ้าน ฝาบ้าน เสาเรือน สาม ปลูกไว้ใช้สอยอื่นๆ เช่น ทำฟืน เผาถ่าน ทำปุ๋ย สารไล่แมลง ทำเครื่องมือเครื่องใช้หัตถกรรม ใช้ทำสีย้อม และน้ำยาซักล้าง และสุดท้ายคือให้ร่มเงาและความร่มเย็นแก่บ้านและสภาพแวดล้อมประโยชน์ทั้งสี่ประการนี้ก็จะนำพาเรามาสู่ “4 พ” เป็นพื้นฐาน นั่นคือ พอกิน พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น [1]

โคก-หนอง-นา โมเดล คือ การจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นั้นๆ โคก-หนอง-นา โมเดล เป็นการที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเองโดยมี มนุษย์เป็นส่วนส่งเสริมให้มันสำเร็จเร็วขึ้น อย่างเป็นระบบ

โคก-หนอง-นา โมเดล ซึ่งเป็นแนวทางทำเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบดังนี้

  1. โคก: พื้นที่สูง
    – ดินที่ขุดทำหนองน้ำนั้นให้นำมาทำโคก บนโคกปลูก “ป่า 3อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามแนวทางพระราชดำริ
    – ปลูกพืช ผัก สวนครัว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า คือ ทำบุญ ทำทาน เก็บรักษา ค้าขาย และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
    – ปลูกที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ
  2. หนอง: หนองน้ำหรือแหล่งน้ำ
    – ขุดหนองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้งหรือจำเป็น และเป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม (หลุมขนมครก)
    – ขุด “คลองไส้ไก่” หรือคลองระบายน้ำรอบพื้นที่ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่เพื่อให้น้ำกระจายเต็มพื้นที่เพิ่มความชุ่มชื้น ลดพลังงานในการรดน้ำต้นไม้
    – ทำ ฝายทดน้ำ เพื่อเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่โดยรอบไม่มีการกักเก็บน้ำ น้ำจะหลากลงมายังหนองน้ำ และคลองไส้ไก่ ให้ทำฝายทดน้ำเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้ง
    – พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งการขุดลอก หนอง คู คลอง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง และเพิ่มการระบายน้ำยามน้ำหลาก
  3. นา:
    – พื้นที่นานั้นให้ปลูกข้าวอินทรีย์พื้นบ้าน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน คืนชีวิตเล็ก ๆ หรือจุลินทรีย์กลับคืนแผ่นดินใช้การควบคุมปริมาณน้ำในนาเพื่อคุมหญ้า ทำให้ปลอดสารเคมีได้ ปลอดภัยทั้งคนปลูก คนกิน
    – ยกคันนาให้มีความสูงและกว้าง เพื่อใช้เป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม ปลูกพืชอาหารตามคันนา

โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้มีการขับเคลื่อนโครงการ ตามแนวทาง “โคก หนอง นา โมเดล” ทุกหมู่บ้าน โดยมี 6 รูปแบบ ดังภาพประกอบ[2]

[1] ที่มา :  https://www.baanlaesuan.com/224839/garden-farm/farm-guru/kok-nhong-na-model

[2] ที่มา จากเว็บไซด์ :  สำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย


 

ภาพบรรยากาศ

” โครงการ โคก หนองนา โมเดล”  บ้านบาตร หมู่ที่ 10 และ 5 

   

 

ภาพพื้นที่ป่าติดกับบริเวณพื้นที่ ” โครงการ โคก หนองนา โมเดล ” 

  

 

วิดีโอแสดงกิจกรรมประจำเดือนกรกฎาคม 2564

 

 

อื่นๆ

เมนู