การออกกำลังกายเป็นการกายบริหารร่างกายในส่วนต่างๆ ซึ่งการออกกำลังกายนี้มีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน การเต้นแอโรบิคก็เป็นหนึ่งในวิธีการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่สนุก มีดนตรีประกอบ สามารถเล่นคนเดียวหรือเต้นรวมกับกลุ่มเพื่อนได้ และเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ใช้อุปกรณ์มาก

ข้อมูลเกี่ยวกับการเต้นแอโรบิค

         แอโรบิค (Aerobic) มีความหมายว่าขบวนการที่ใช้ออกซิเจน การเต้นแอโรบิคจึงเป็นการกระทำการใด ๆ ที่ทำให้ร่างกายต้องรับออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งหากอิงตามความหมายนี้ การทำแอโรบิคจึงอาจหมายรวมถึงการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญมากขึ้น เช่น การเต้นรำในจังหวะเร็ว การว่ายน้ำ การวิ่งที่ต้องใช้พลังงานมาก การกระทำเหล่านี้สามารถจัดอยู่ในแอโรบิคได้ ในปัจจุบันความหมายของแอโรบิคไม่ได้กว้างเท่าเมื่อก่อนที่หมายรวมถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดการสูบฉีดเลือด และออกซิเจนในการเผาผลาญ แต่ปัจจุบันคำว่า “แอโรบิค” หมายถึงกีฬาชนิดหนึ่งที่ใช้การเต้นประกอบจังหวะ โดยผสานรูปแบบการออกกำลังกายแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน การเต้นแอโรบิคนิยมกระทำเป็นหมู่คณะ โดยมีผู้นำเต้นเต้นแอโรบิค 1– 2 คน การเต้นจะเป็นการผสานการเดิน การวิ่ง การกระโดด และการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆ ไปตามจังหวะ ไม่เน้นรูปแบบและความสวยงามเหมือนการเต้นรำ แต่เน้นการเผาผลาญ และการสูบฉีดเลือด รวมถึงความยืดหยุ่นด้วย 

การเต้นแอโรบิคที่ถูกวิธี  การเต้นแอโรบิคมีอยู่หลายประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เต้นแต่ละคน เช่น การเต้นแอโรบิคสำหรับผู้สูงอายุจะไม่เน้นการยืดขา ยกตัว หรือกระโดด ซึ่งการเต้นแอโรบิคสามารถพลิกแพลงได้ตามความเหมาะสม วิธีการทั่วไปในการเต้นแอโรบิคจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

1. การวอร์มร่างกาย  การวอร์มร่างกายเป็นการเต้นแอโรบิคจากการเคลื่อนไหวช้า ๆ เป็นการเคลื่อนไหวที่ทำตามได้ง่าย เช่น การย่ำเท้าอยู่กับที่ การยกมือ การกางมือ ใช้เวลาในการวอร์มร่างกายประมาณ 5 – 10 นาทีตามความเหมาะสม

2. การเต้นแอโรบิค  การเต้นแอโรบิคหลังจากวอร์มร่างกายแล้วจะเริ่มมีการใส่ท่าประกอบที่ยากขึ้น เน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว เป็นจังหวะ และนิยมทำท่าเดิมซ้ำๆ ประมาณ 10 รอบ ก่อนจะเปลี่ยนท่าใหม่ โดยท่าเต้นแอโรบิคจะมีท่าพื้นฐานที่หลายคนรู้จัก และเต้นตามได้ แต่ลำดับการเต้นหรือการใช้ท่าทางประกอบจะขึ้นอยู่กับผู้นำเต้นแอโรบิค โดยผู้นำเต้นแอโรบิคจะพิจารณาท่าที่ใช้เต้นแอโรบิคตามความเหมาะสมของผู้เต้น

3. การคลายกล้ามเนื้อ  การคลายกล้ามเนื้อเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเต้นแอโรบิค เป็นขั้นตอนหลังจากเสร็จจากการเต้นอย่างหนักหน่วงแล้ว การคลายกล้ามเนื้อจะไม่เน้นการเคลื่อนไหวมาก เน้นการยืดอวัยวะทั้งขาและแขน รวมถึงการกายบริหารส่วนที่มักปวดเมื่อย เช่น ข้อเท้า คอ ข้อมือ เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนการเสร็จสิ้นการเต้นแอโรบิค

ประโยชน์ของการเต้นแอโรบิค

  • ช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน การเต้นแอโรบิคมีท่าทางประกอบหลายท่า และแต่ละท่าก็มีการใช้อวัยวะแต่ละส่วนประกอบจังหวะ ทำให้การเต้นแอโรบิคได้ใช้ร่างกายครบทุกส่วน และเกิดการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในแต่ละส่วน
  • ช่วยกระตุ้นระบบการสูบฉีดเลือด การออกกำลังกายทุกชนิดที่ใช้พลังงานและมีการขยับร่างกายจะช่วยกระตุ้นการสูบฉีดเลือด ทำให้เลือดหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น และมีสุขภาพดี
  • ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย ความแข็งแรงของร่างกายเกิดจากการใช้ร่างกายอยู่เสมอ ทำให้มีกล้ามเนื้อ มีความแข็งแรง สามารถปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว ซึ่งการเต้นแอโรบิคก็ช่วยในเรื่องความแข็งแรงนี้เช่นกัน
  • ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ การเต้นแอโรบิคเป็นการผสานการขยับท่าทางในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้เกิดการยืดและหดของอวัยวะและช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี

*การเต้นแอโรบิคเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ร่างกายทุกส่วน หากทำติดต่อกันเป็นประจำทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 นาทีจะช่วยให้ร่างกายแต่ละส่วนกระชับและมีกล้ามเนื้อ ดังนั้นจึงอยากจะเชิญชวนทุกคนมาเต้นแอโรบิคเพื่อรักษาสุขภาพไปด้วยกันค่ะ

อื่นๆ

เมนู