ภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาอย่างช้านานปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบหลายอย่างต่อผู้คนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคอีสานหลายจังหวัดด้วยวิถีชีวิตของประชากรในเขตพื้นที่ภาคอีสานนั้นส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้น้ำเป็นอย่างมากและเมื่อภัยแล้งมาถึงก็ทำให้พืชผักที่ปลูกไว้เพื่อประกอบอาหารและส่งขายสร้างรายเพื่อดำรงเลี้ยงชีพกลับได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากข้าพเจ้าเองในฐานะผู้ดำเนินโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้วให้ประเทศจึงอยากช่วยเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้โดยการนำเสนอโครงการธนาคารน้ำใต้ดินให้แก่ผู้นำชุมชนในเขตพื้นที่ตำบลบ้านปรือเป็นต้นแบบก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเพราะโครงการธนาคารน้ำใต้ดินนั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้จริงโดยหลักการคือการเก็บน้ำไว้ใต้ดิน แต่ไม่ทะลุชั้นดินเหนียวลงไปสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ โดยมีเป้าหมายสร้างความชุ่มชื้นให้กับดิน แก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ลดการไหลบ่าของน้ำ และแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย การเก็บน้ำด้วยวิธีนี้ จะไม่สามารถนำน้ำขึ้นมาใช้ได้โดยตรง แต่กรณีพื้นที่ใกล้เคียงกับระบบปิดนี้มีบ่อน้ำตื้นหรือบ่อน้ำซับ ความชุ่มชื้นของดินจะส่งผลทำให้น้ำในบ่อดังกล่าวมีปริมาณน้ำมากขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หรือในบางพื้นที่สามารถขุดบ่อน้ำตื้นได้ในระดับไม่เกิน 2-3 เมตร อาจจะมีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปีขณะเดียวกันแนวคิดนี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังและปัญหาขาดแคลนน้ำหรือสร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่เกษตรกรรมได้อีกด้วย ปกติแล้วพื้นที่การเกษตรแต่ละปีมักจะมีฝนตกอยู่ 5-6 เดือน ในพื้นที่ 1 ไร่ จะรับน้ำฝนที่ตกลงมาได้ราว 2,500 ลูกบาศก์เมตร น้ำฝนที่ตกจากที่สูงไหลลงพื้นที่ต่ำ พื้นที่สูงจึงไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ ขณะที่พื้นที่ต่ำกลายเป็นแหล่งรวมน้ำฝนจนเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง การทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิดในพื้นที่การเกษตรจึงช่วยเก็บน้ำส่วนเกินลงสู่ใต้ดิน นอกจากลดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มแล้ว ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่การเกษตรอีกด้วย

 

อื่นๆ

เมนู