ตำบลสนวนเป็นชุมชนวัฒนธรรมอีสานใต้ที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ดำรงชีพด้วยการประกอบเกษตรกรรมเป็นหลัก และมีอาชีพเสริมคือการทอผ้าเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนหลังจากเสร็จสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทั้งยังกลายมาเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของตำบลอีกด้วย เพราะเมื่อพูดถึงตำบลสนวน ก็จะต้องนึกถึงหมู่บ้านท่องเที่ยวไหมบ้านสนอกนอก หรือผ้าไหมหางกระรอก ผลิตภัณฑ์โอท็อปอันเลื่องชื่อของตำบลนั่นเอง

          จากภูมิปัญญาการทอผ้าในอดีต สู่การรวมกลุ่มเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมทอผ้าชุมชน โอกาสนี้ทางโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการฯ จึงได้จัดโครงการ ” การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือเพื่อเพิ่มมูลค่าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP ประเภทผ้าไหม “ ระหว่างวันที่ 4 – 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการย้อมไหมด้วยวัสดุธรรมชาติ

   

 

          การย้อมสีเส้นไหมด้วยวัสดุธรรมชาตินั้น เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมลดลงในท้องถิ่น เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนวัสดุจากธรรมชาติ และขาดเทคนิคการย้อมที่ดี ซึ่งสีธรรมชาติที่ได้จะค่อนข้างซีดจางง่าย ไม่คงทนต่อแสงและการซักทำความสะอาด ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่หันไปใช้สีย้อมเคมีแทน ดังนั้นการลงพื้นที่อบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จึงได้เน้นเทคนิคที่ช่วยให้สีย้อมติดคงทนขึ้น เริ่มตั้งแต่การฟอกกาวไหมไปจนจบกระบวนการย้อมสี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งบทความนี้ผู้เขียนได้รวบรวมขั้นตอนการย้อมสีเส้นไหมด้วยวัสดุธรรมชาติในกิจกรรมครั้งนี้มาฝากกันด้วย ไปติดตามกันเลยค่ะ  

การเตรียมน้ำย้อม

          เริ่มจากการคัดเลือกวัสดุจากธรรมชาติ เช่น เปลือก เนื้อ แก่น ราก กิ่ง หรือใบไม้ของพืชชนิดนั้น ๆ นำมาสับให้ละเอียด ซึ่งในกิจกรรมครั้งนี้จะใช้เปลือกมะพูด หรือ ปะโหด ที่มีคุณสมบัติให้สีเหลืองมาใช้ในการย้อม โดยใช้เปลือกมะพูดแห้ง 3 กิโลกรัม ต้มกับน้ำที่อุณหภูมิ 80-95 องศาเซลเซียส ในอัตราส่วน 1 : 10 นาน 1 ชั่วโมง หรืออาจจะแช่ทิ้งไว้ 1 คืน จะช่วยทำให้การสกัดสีได้ง่ายขึ้น จากนั้นใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำเก็บไว้

    

 

การลอกกาว/ฟอกขาวไหม 

          ในการฟอกย้อมสีไหม อันดับแรกที่จะต้องทำก็คือ การฟอกกาวเส้นไหมเพื่อขจัดกาวและสิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนต่าง ๆ ออกก่อน ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงเส้นไหมที่จะนำมาฟอกด้วย เพราะเส้นไหมแต่ละพันธุ์จะมีปริมาณกาวและขนาดความหนาบางที่ไม่เท่ากัน ก็จะต้องกำหนดเวลาในการฟอกให้เหมาะสม สำหรับขั้นตอนมีดังนี้

  • ต้มน้ำสะอาด 30 ลิตร ต่อเส้นไหม 1 กิโลกรัม ลงในถังหรือภาชนะเคลือบโลหะที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส เมื่อน้ำเดือดใส่โซดาแอส (ด่าง) 20 กรัม สบู่หั่นซอยเป็นฝอย 15 กรัม และซันไลท์ลงไป จากนั้นคนจนละลายเข้ากัน
  • นำเส้นไหมดิบแบ่งใส่ห่วงฟอกย้อม 3 – 4 ห่วง จุ่มน้ำบิดหมาด จากนั้นนำลงไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 30 – 45 นาที
  • ระหว่างที่นำลงไปฟอกต้องหมั่นกลับเส้นไหม ยกขึ้น – ลงเป็นช่วง ๆ เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นไหมติดพันกัน
  • เมื่อฟอกจนเส้นไหมขาวและกาวหลุดออกหมดแล้ว นำเส้นไหมทั้งชุดขึ้นผึ่งให้เย็นแล้วบิดให้หมาดที่สุด จากนั้นนำไปล้างทำความสะอาดในน้ำสะอาดต้มอุ่น ประมาณ 5 – 10 นาที
  • ยกเส้นไหมขึ้นล้างทำความสะอาด บิดให้หมาดอีกรอบ จากนั้นกระตุกเส้นไหมให้เรียงตัวขนานกันคืนสู่สภาพเดิม ผึ่งให้แห้งในที่ร่ม เพื่อนำไปย้อมสีในขั้นตอนต่อไป

   

การย้อมสีไหม 

          หลังจากลอกกาว/ฟอกขาวเรียบร้อยแล้ว ก็นำเส้นไหมมาย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งมีขั้นตอนคล้ายคลึงกับการฟอกกาว ดังนี้

  • เมื่อได้น้ำย้อมเรียบร้อยแล้ว นำมาใส่หม้อย้อมขึ้นตั้งไฟ จนปริมาณน้ำลดลงครึ่งนึง จากนั้นนำเส้นไหมที่พักไว้ลงต้มย้อมประมาณ 30 – 45 นาที
  • ใส่เกลือ และสารที่ทำให้สีมีความสว่างขึ้นลงไป เช่น สารส้ม หรือ น้ำส้มสายชู หรือ มะขามเปียก เป็นต้น หากต้องการให้สีเข้มก็ใส่จุนสี
  • ระหว่างต้มก็หมั่นยกขึ้นลงอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเส้นไหมพันกัน
  • เมื่อครบเวลาแล้ว นำเส้นไหมไปล้างในน้ำเกลือต้มอุ่น ประมาณ 5 – 10 นาที จะช่วยป้องกันสีตก
  • นำไปผึ่งให้แห้ง บิดตาก และกระตุกเส้นไหมให้เรียงตัวขนานกันคืนสู่สภาพเดิมก็เป็นอันเสร็จสิ้น นำไปเข้าสู่กระบวนการทอต่อไป

   

  รับชมวีดิโอการย้อมไหมด้วยวัสดุธรรมชาติ

         

         จะเห็นได้ว่า การย้อมสีเส้นไหมด้วยวัสดุธรรมชาตินั้น เนื่องจากต้องพิถีพิถันจึงทำให้ยุ่งยากกว่าการย้อมด้วยสีเคมี แต่สิ่งที่สำคัญคือ สีที่ได้จากธรรมชาติ เป็นสีบริสุทธิ์ สามารถหาได้ในท้องถิ่น และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นการสนับสนุน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนวิธีการย้อมจากการใข้สีย้อมเคมี มาใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมได้อีกทางหนึ่ง โดยหลังจากนี้ก็จะเป็นการต่อยอดผ้าทอมือที่ย้อมด้วยวัสดุรรมชาติในด้านต่าง ๆ นำไปออกแบบพัฒนาลวดลาย เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของชุมชนต่อไป

 

อื่นๆ

เมนู