ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคมเป็นช่วงที่ชาวนาบ้านเมืองดู่และชาวนาทุกคนมีความสุขมากอีกครั้งหนึ่งในรอบปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ข้าวในนากำลังสุกเหลืองอร่ามและถึงเวลาทำการเก็บเกี่ยว หลังจากทำการเพาะปลูกมาเป็นระยะเวลานาน เพื่อนำไปขายและเก็บผลผลิตส่วนหนึ่งเอาไว้กินเอง ซึ่งชาวบ้านเมืองดู่และละแวกใกล้เคียงส่วนใหญ่จะทำนาแค่ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวของชาวบ้านเมืองดู่นั้น ในอดีตชาวนาบ้านเมืองดู่เคยเกี่ยวข้าวโดยการใช้แรงงานคนในการเกี่ยวข้าวเป็นหลัก ทั้งด้วยการจ้างและการใช้วิธีลงแขก แต่ในยุคปัจจุบันนี้รูปแบบการเกี่ยวข้าวก็เปลี่ยนไป เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ ปัจจุบันชาวบ้านเมืองดู่จะใช้รถเกี่ยวข้าวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยลดขั้นตอนการเก็บเกี่ยวลง ทำให้ประหยัดเวลา ประหยัดค่าแรง และสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สำหรับขั้นตอนในการเกี่ยวข้าวโดยการใช้รถเกี่ยวข้าวนั้น ก็เริ่มต้นจากชาวนาไปว่าจ้างให้เจ้าของรถเกี่ยวข้าวมาเกี่ยวข้าวในนาของตน เจ้าของรถเกี่ยวจะคิดราคารถเกี่ยวตามจำนวนไร่นา ว่ามีกี่ไร่ ซึ่งปีนี้ ราคาน้ำมันสูงมากทำให้ราคารถเกี่ยวข้าวได้ปรับราคาขึ้นตามราคาน้ำมันตามท้องตลาด จากราคาไร่ละ 550 บาท เป็นไร่ละ 650 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาข้าวในปีก่อนๆ วิธีการเก็บเกี่ยวข้าวก็คือ เมื่อรถเกี่ยวข้าว เกี่ยวได้เต็มคันรถแล้ว ก็จะนำมาเทใส่รถกระบะอีกครั้ง เพื่อนำไปตากแดด หรือบางคนไม่ตากแดด จะนำไปขายหรือจำนำตามโรงสีต่างๆเลยก้ได้ โดยขั้นตอนทุกอย่างนั้นสามารถทำเสร็จได้ภายในวันเดียว ไม่ต้องใช้เวลานานหลายวันเหมือนในอดีต ที่ใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวข้าวหลายวัน หรือถ้าใครมีที่นาเยอะก็อาจจะใช้เวลานานเป็นเดือนเลยทีเดียว เนื่องจากปีนี้ราคาข้าวถูกมาก เลยทำให้ขวัญและกำลังใจของชาวนานั้นเสียไป เพราะความหวังของชาวนานั้นก็คือการได้ขายข้าว แล้วนำเงินที่ได้มาใช้จ่ายหนี้สิน ใช้จ่ายค่าปุ๋ย ที่เหลือก็จะเก็บไว้ใช้สำหรับจุนเจือครอบครัว ปีนี้ชาวบ้านเมืองดู่ของเรานั้น ก็พอใจกับผลผลิตของตนเองเป็นอย่างมากเนื่องจากปีนี้น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์ ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ แต่ต้องมาเสียใจกับราคาข้าวที่ถูกซะเหลือเกิน ช่างแตกต่างกับค่าลงทุนในการทำนา แต่ถึงอย่างไร ชาวนาอย่างพวกเราก็ยังยึดมั่นที่จะทำนา ดำรงอาชีพนี้สืบต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลาน

อื่นๆ

เมนู