สื่อสารอย่างไรให้คนไทยเชื่อมั่นและฉีดวัคซีน

                   หากเทียบการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา การระบาดระลอกที่สามที่เริ่มในช่วงปลายเดือนมีนาคมมีความรุนแรงกว่ามาก ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพียงไม่กี่วันในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมารวมกันมากกว่าผู้ติดเชื้อทั้งหมดก่อนหน้ารวมกันเสียอีก และสถานการณ์จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีแนวโน้มดีขี้น การระบาดรุนแรงที่สุดเกิดในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งพบการติดเชื้อแพร่กระจายไปหลายคลัสเตอร์ใหญ่ ๆ จนน่าตกใจ

                  การระบาดโควิด-19 ระลอกที่ 3 ยังไม่ทราบว่าจะบรรเทาลงเมื่อไร ในขณะที่ประชากรไทยเพิ่งได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปเพียง 1.1% และยังส่งผลกระทบในด้านลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย และวิถีชีวิตของคนไทย การระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วประเทศเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ก็ควรตั้งเป้าหมายประชาชนให้ได้รับวัคซีนที่ร้อยละ 98 ของประชากรไทย และต้องบริหารจัดการการฉีดวัคซีน อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งการจัดหาวัคซีนให้ได้ทันต่อความต้องการ การกระจายวัคซีนไปในแต่ละจังหวัดอย่างทั่วถึง อีกสิ่งสำคัญอย่างมากคือ การสื่อสารเพื่อให้ข้อมูลสำคัญต่างๆ ที่ชัดเจน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวและสร้างความเชื่อมั่นต่อทั้งรัฐบาลและการรับวัคซีนของประชาชน ซึ่งขณะนี้ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยยังมีความลังเล ไม่เชื่อมั่น รวมทั้งไม่ต้องการฉีดวัคซีน

วัคซีนสำหรับทุกคน เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการฉีดวัคซีนในระดับให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันหมู่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยส่วนมากเป็นแรงงานที่ใช้แรงงานและอยู่ในงานที่มักต้องสัมผัสกับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า การได้ฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันหมู่จึงจำเป็นต้องรวมแรงงานข้ามชาติเช่นกัน อาจพิจารณาให้วัคซีนตามประเภทงานที่มีความเสี่ยงมากก่อนประเภทอื่น เช่น แรงงานข้ามชาติที่ทำงานเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น

และสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งปรับเปลี่ยนเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ดังนี้

          1. ออกแบบการสื่อสารโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เริ่มจากการรับฟังประชาชน คำนึงถึงความรู้สึกและความต้องการของประชาชน เพื่อเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

         2. รัฐบาลต้องสื่อสารให้ชัดเจนเข้าใจง่าย เข้าถึงได้จากหลายช่องทางและไป ในทิศทางเดียวกัน โดยมีการสื่อสารซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ เพราะในช่วงวิกฤติเช่นนี้จะมีข้อมูลเกิดขึ้นจำนวนมากซึ่งมีทั้งที่เชื่อถือ ได้และข้อมูลเท็จ

3.รัฐบาลควรทำให้การดำเนินงานในด้านต่างๆ โปร่งใส เข้าถึงได้ มีแผนงานที่ชัดเจน และให้ข้อมูลตามจริงทั้งในเรื่องของจำนวนผู้ติดเชื้อ ข้อมูลของวัคซีน ปริมาณวัคซีนที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายเพื่อสร้างความไว้วางใจจากประชาชน

        4.รัฐต้องเลือกจังหวะที่เหมาะสมในการสื่อสารแต่ละประเด็น เช่น ช่วงแก้ไขสถานการณ์คับขัน ช่วงเสริมสร้างความมั่นใจ หรือช่วงที่ให้ความหวังในอนาคต เพื่อเลือกใช้วิธีการสื่อสารและข้อมูลที่ให้ได้อย่างเหมาะสม

 

“”….เมื่อประชากรไทยได้รับวัคซีนครบ 100% แล้ว การปรับตัวของประเทศทำได้อย่างราบรื่น ความเชื่อมั่นไว้วางใจก็จะกลับมา ทั้งเศรษฐกิจและตลาดแรงงานจะฟื้นตัวตามมาได้เอง โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเยียวยาด้วยเงินมหาศาลอีกต่อไป…””

Tags:

อื่นๆ

เมนู