พระบรมธาตุมหาศรัทธาชาวประโคนชัย

        พระบรมสารีริกธาตุ คือ พระอัฐิของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ได้ทรงอธิษฐานไว้ก่อนปรินิพพานให้คงเหลือไว้หลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธบริษัท ชาวพุทธเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุแทนองค์พระบรมศาสดาที่ทรงคุณค่าสูงสุด ในศาสนาพุทธจึงนิยมกระทำการบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุโดยประการต่าง ๆ เช่น การสร้างเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระธาตุไว้สักการะ โดยเชื่อว่ามีอานิสงส์ประดุจได้กระทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ พระบรมธาตุมี 2 ลักษณะคือ 1.พระบรมธาตุที่ไม่แตกกระจาย 2.พระบรมธาตุที่แตกกระจายแล้ว จำนวนพระบรมสารีริกธาตุ ในส่วนของพระบรมสารีริกธาตุที่ตั้งอยู่ในลักษณะเดิมมิให้ย่อยเล็กหรือถูกทำลายไปมีพระอุณหิส 1 องค์ พระเขี้ยวแก้ว 4 องค์ และพระรากขวัญ 2 องค์ และพระบรมสารีริกธาตุที่แตกทำลายมีจำนวนทั้งหมด 16 ทะนานมีลักษณะและสีหลายอย่างขึ้นอยู่กับส่วนของพระวรกาย (ทะนานเป็นเครื่องมือสำหรับตวงของเหลวและของแห้ง ทำจากกะลามะพร้าวทั้งลูกหรือโลหะทำเป็นรูปกะโหลก) ลักษณะพระบรมสารีริกธาตุ วรรณะพระบรมสารีริกธาตุตามนัยอรรถกถาพระไตรปิฎกอธิบายว่าสีแห่งพระบรมสารีริกธาตุเสมือนดอกมะลิตูม เสมือนแก้วมุกดาที่เจียรนัยแล้ว และเสมือนจุณทองคำส่วนสัณฐานพระบรมสารีริกธาตุ มี 3 สัณฐานคือ 1.ขนาดเล็ก มีสัณฐานประมาณเมล็ดพันธุ์ผักกาด 2.ขนาดเขื่อง มีสัณฐานประมาณเมล็ดข้าวสารหักครึ่ง 3.ขนาดใหญ่ มีสัณฐานประมาณเมล็ดถั่วเขียวผ่ากลาง  

        ความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมสารีริกธาตุ ในประเทศไทยสมัยโบราณปรากฏหลักฐานความเชื่อปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมสารีริกธาตุที่เก่าที่สุดในจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่2 โดยพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลังกาทีปมหาสามีเป็นเจ้า ซึ่งเป็นพระโอรสของพระยากำแหงพระรามและเป็นพระนัดดาของพ่อขุนผาเมือง เป็นผู้จารึกขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 1890-พ.ศ. 1917 โดยมีส่วนหนึ่งของจารึกกล่าวถึงอิทธิปาฏิหาริย์ของพระบรมสารีริกธาตุที่วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย นอกจากนี้ในสมัยอยุธยายังปรากฏหลักฐานความเชื่อปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมสารีริกธาตุในพระราชพงศาวดารหลายแห่ง เช่น ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่1, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระเอกาทศรถ ฯลฯ และในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และในเหตุการณ์ที่องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์ที่องค์พระปฐมเจดีย์ เป็นต้น 

        วัดโคน ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในประโคนชัย เริ่มสร้างปี พ.ศ. 2250 และได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2300 โดยมีอุโบสถเก่าแก่อายุร่วมกว่า 250 ปี ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว วัดโคนขึ้นว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่ชาวประโคนชัยมาช้านานตั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในรัชกาลที่1 ภายในวัดมีอุโบสถอยู่ 2 หลังคือหลังใหญ่ที่เป็นหลังใหม่ใช้สำหรับประกอบกิจของสงฆ์และหลังเก่าที่มีขนาดเล็กกว่าและเป็นโบราณสถานเก่าแก่ซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุโบสถทั้งสองหลังมีความสวยงามและกว้างขวางเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของอำเภอประโคนชัยสำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาสักการะพระบรมสารีริกธาตุแวะชมบรรยากาศภายในวัดโคนได้ โดยเปิดทำการทุกวันเวลา 08.00 – 17.00 น. (ระวังสุนัข)

 

 

อื่นๆ

เมนู